Swaps และ Options คืออะไร ใช้ทำอะไรได้บ้าง
Swaps Swaps และ Options เป็นเครื่องมือทางการเงินที่มีความซับซ้อนและใช้กันอย่างแพร่หลายในตลาดการเงินสมัยใหม่ Swaps คือข้อตกลงระหว่างสองฝ่ายในการแลกเปลี่ยนกระแสเงินสดตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ล่วงหน้า โดยทั่วไปมักจะเป็นการแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยคงที่กับอัตราดอกเบี้ยลอยตัว ตัวอย่างเช่น Swaps อัตราดอกเบี้ยคงที่กับลอยตัวระยะเวลา 2 ปี ฝ่ายหนึ่งจะจ่ายดอกเบี้ยในอัตราคงที่ เช่น 2% ต่อปี ในขณะที่อีกฝ่ายจะจ่ายดอกเบี้ยในอัตราลอยตัวตามอัตราอ้างอิงในตลาด เช่น SOFR 90 วัน โดยคำนวณจากเงินต้นสมมติ (Notional Principal)...
Forwards กับ Futures คืออะไร และต่างกันอย่างไร
สัญญาซื้อขายล่วงหน้าเป็นเครื่องมือทางการเงินที่สำคัญในการบริหารความเสี่ยงและการเก็งกำไร โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ Forward Contracts และ Futures Contracts Forwards Forward Contracts เป็นข้อตกลงระหว่างคู่สัญญาสองฝ่าย โดยฝ่ายหนึ่ง (ผู้ซื้อ) ตกลงที่จะซื้อสินทรัพย์ทางกายภาพหรือทางการเงิน และอีกฝ่ายหนึ่ง (ผู้ขาย) ตกลงที่จะขายสินทรัพย์นั้น ณ ราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้าในวันที่กำหนดในอนาคต ผู้ซื้อมีความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาสินทรัพย์อ้างอิง โดยจะได้กำไรหากราคา ณ วันส่งมอบสูงกว่าราคาที่ตกลงไว้...
ตลาดซื้อขายอนุพันธ์มีกี่ประเภท? มีข้อดีข้อเสียอย่างไร?
ตลาดอนุพันธ์แบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลัก คือ ตลาดที่มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ (Exchange-Traded Derivatives) และตลาด OTC (Over-the-Counter Derivatives) Exchange-Traded Derivatives Exchange-Traded Derivatives ดำเนินการโดยตลาดกลางที่มีลักษณะทางกายภาพ เช่น ตลาดหลักทรัพย์แห่งชาติอินเดีย ตลาด B3 ในบราซิล และ CME Group ในสหรัฐอเมริกา สัญญาอนุพันธ์ในตลาดนี้มีมาตรฐานสูง...
อนุพันธ์ (Derivatives) คืออะไร?
อนุพันธ์ (Derivatives) คือหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าอ้างอิงจากสินทรัพย์อ้างอิงอื่น เช่น หุ้น ดัชนีหุ้น อัตราดอกเบี้ย หรือสินค้าโภคภัณฑ์ โดยมูลค่าของอนุพันธ์จะผันแปรตามการเปลี่ยนแปลงของราคาสินทรัพย์อ้างอิงนั้น ๆ ตัวอย่างอนุพันธ์ที่พบบ่อยคือสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Forward Contract) ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างคู่สัญญาสองฝ่ายในการซื้อขายสินทรัพย์อ้างอิงในอนาคต ณ ราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ตัวอย่างอนุพันธ์ ยกตัวอย่างเช่น สัญญาซื้อขายหุ้น A ล่วงหน้า 100 หุ้น ที่ราคา 30 บาทต่อหุ้น...
มีปัจจัยอะไรที่ต้องพิจารณาเป็นพิเศษในตราสารหนี้บางประเภท ?
Macroeconomic and Credit Cycle ในด้านปัจจัยมหภาค (Macroeconomic factor) และวัฏจักรเครดิต (Credit cycle) มีผลต่อการรับรู้ความเสี่ยงด้านเครดิตโดยรวมของตลาด ในช่วงที่วัฏจักรเครดิตอยู่ในจุดสูงสุด ตลาดจะมองว่าความเสี่ยงด้านเครดิตต่ำและมีมุมมองเชิงบวก ส่งผลให้ส่วนต่างของอัตราผลตอบแทน (Yield Spread) แคบลง ในทางตรงกันข้าม เมื่อวัฏจักรเครดิตถดถอย ส่วนต่างของอัตราผลตอบแทนจะกว้างขึ้น นอกจากนี้สภาวะเศรษฐกิจโดยรวมก็มีผลต่อส่วนต่างอัตราผลตอบแทน โดยส่วนต่างจะแคบลงเมื่อเศรษฐกิจแข็งแกร่งและกว้างขึ้นเมื่อเศรษฐกิจอ่อนแอ Broker-dealer Capital and Demand/Supply ปริมาณเงินทุนของโบรกเกอร์-ดีลเลอร์มีผลต่อสภาพคล่องของตลาดตราสารหนี้...
ประเมินคุณภาพเครดิตบริษัทด้วยอัตราส่วนทางการเงิน
นักลงทุนสามารถใช้อัตราส่วนต่างๆเพื่อประเมินความมั่นคงทางการเงิน, แนวโน้มการดำเนินงาน, และเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมและคู่แข่งได้ อัตราส่วนหลักที่ใช้ในการวิเคราะห์สินเชื่อแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ Leverage Ratios และ Coverage Ratios ในการวิเคราะห์ความสามารถในการทำกำไรและกระแสเงินสด นักวิเคราะห์มักดู 4 สิ่งนี้ ได้แก่: EBITDA (กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย) เป็นตัวชี้วัดที่นิยมใช้ แต่มีข้อจำกัดคือไม่รวมรายจ่ายลงทุนและการเปลี่ยนแปลงของเงินทุนหมุนเวียน FFO...












![ทฤษฎี Elliott Wave (อีเลียตเวฟ) คืออะไร [แบบละเอียด] ทฤษฎี Elliott Wave](https://www.lucid-trader.com/wp-content/uploads/2020/12/ทฤษฎี-Elliott-Wave-218x150.png)

![ทฤษฎี Wyckoff Logic คืออะไร [แบบละเอียด] Wyckoff Logic](https://www.lucid-trader.com/wp-content/uploads/2020/10/Wyckoff-Logic-218x150.png)




