หลักการวิเคราะห์บริษัท: เงินทุนหมุนเวียนและสภาพคล่อง (Part 2) ความสัมพันธ์ระหว่างเงินทุนหมุนเวียนและสภาพคล่อง
Source: https://poonawallafincorp.com/blogs/working-capital-cycle-definition-complete-overview.php เงินทุนหมุนเวียน (Working capital) คือเงินทุนที่บริษัทจำเป็นต้องใช้ในการดำเนินกิจการในแต่ละวัน ประกอบด้วยสินค้าในคลัง (Inventory), ลูกหนี้การค้า (Accounts receivable), และเจ้าหนี้การค้า (Accounts payable) ซึ่งจะต่างกับเงินทุนหมุนเวียนสุทธิ (Net working capital) ที่เป็นการนำสินทรัพย์หมุนเวียนลบด้วยหนี้สินหมุนเวียน การที่มีเงินทุนหมุนเวียนน้อยเกินไปอาจทำให้สูญเสียรายได้เนื่องจากไม่สามารถส่งมอบสินค้าให้ลูกค้าได้ทันเวลา บริษัทในอุตสาหกรรมแต่ละประเภทจะต้องการปริมาณเงินทุนหมุนเวียนที่แตกต่างกัน เช่น อุตสาหกรรมบริการหรือพัฒนาซอฟต์แวร์อาจจำเป็นต้องมีสินค้าในคลังเป็นสัดส่วนน้อยกว่าธุรกิจซื้อขายรถยนต์หรือธุรกิจขายเครื่องใช้ไฟฟ้า กลยุทธ์ในการบริหารเงินทุนหมุนเวียนสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลักๆคือ แบบอนุรักษ์นิยม...
หลักการวิเคราะห์บริษัท: เงินทุนหมุนเวียนและสภาพคล่อง (Part 1) แหล่งเงินทุน
Source: https://kalyan-city.blogspot.com/2012/10/what-are-sources-of-fixed-capital-long.html บริษัทสามารถสร้างหรือหาเงินทุนมาเพื่อใชัลงทุนต่อไปในอนาคตได้จาก 3 ทางหลักๆ ประกอบด้วย เงินทุนภายในบริษัท - กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (Operating cash flow) คำนวณจากการนำกำไรสุทธิมาบวกค่าเสื่อมราคากลับเข้าไป และหักลบด้วยเงินปันผลจ่าย เป็นประเภทกระเงินสดที่บริษัททำได้จากการดำเนินกิจการที่พร้อมสำหรับการนำไปใช้ลงทุนต่อ - ลูกหนี้การค้า (Accounts receivable) เป็นมูลค่าจากการขายสินค้าและบริการของบริษัทที่จะได้รับเป็นเงินสดในอนาคตอันสั้น การที่บริษัทเก็บเงินจากลูกค้าได้ก่อนครบกำหนดจะเป็นการเพิ่มเงินทุนในระยะสั้น - เจ้าหนี้การค้า (Accounts payable) เป็นมูลค่าที่บริษัทค้างจ่ายกับเจ้าหนี้ ซึ่งในบางครั้งจะมีข้อตกลงในการได้ส่วนลดหากบริษัทจ่ายเงินคืนเร็วกว่ากำหนด ซึ่งจะช่วยประหยัดเงินทุนให้บริษัทได้อย่างมีนัยสำคัญ - การขายสินค้าคงเหลือ...
หลักการวิเคราะห์บริษัท: การลงทุนของบริษัท (Part 3) ROIC และ Real Options
Return on Invested Capital (ROIC) Source: https://mymoneysorted.com.au/guide-to-return-on-invested-capital-roic/ นอกจากการวิเคราะห์ความน่าสนใจในการลงทุนในโครงการต่างๆด้วย NPV และ IRR ที่เราเราอธิบายไปในบทความก่อนหน้าแล้ว ยังสามารถวิเคราะห์ว่าผู้บริหารกำลังทำให้บริษัทมีมูลค่าสูงขึ้นหรือไม่ ด้วยการเปรียบเทียบอัตราผลตอบแทนที่ได้จากเงินทุนที่ลงทุนไป (Return on invested capital) กับค่าของทุน (Cost of capital) โดย Return on invested...
หลักการวิเคราะห์บริษัท: การลงทุนของบริษัท (Part 2) NPV และ IRR
Source: https://corporatefinanceinstitute.com/resources/valuation/npv-vs-irr/ Net Present Value (NPV) NPV เป็นผลรวมของกระแสเงินสดของโครงการทั้งหมดที่จะเกิดขึ้น โดยคำนวณกลับมาเป็นมูลค่าปัจจุบันโดยวิธีการคิดลด (Discount) ซึ่งอัตราที่ใช้ในการคิดลดก็คือค่าของทุน (Cost of capital) หรือ WACC นั่นเอง ซึ่งตามปกติแล้วกระแสเงินสดที่เกิดขึ้นในช่วงแรกสุดของโครงการจะเป็นเงินที่ใช้ลงทุนไปกับโครงการ โดยจะมีเครื่องหมายลบแสดงถึงกระแสเงินสดไหลออก สวนทางกับรายรับจากโครงการที่เป็นกระแสเงินสดไหลเข้า มีสูตรคำนวณดังนี้ การที่ค่า NPV ออกมาเป็นบวกแปลว่าโครงการนั้นๆจะมาเพิ่มมูลค่าให้กับทั้งบริษัทและผู้ถือหุ้น แต่ถ้าหากมีค่าเป็นลบแปลว่าจะมาลดมูลค่าของบริษัทลง ไม่ควรลงทุนกับโครงการนั้นๆ ส่วนกรณีที่มีค่าเป็นศูนย์แปลว่าโครงการไม่ส่งผลใดๆต่อมูลค่าบริษัท ตัวอย่างการคำนวณค่า...
หลักการวิเคราะห์บริษัท: การลงทุนของบริษัท (Part 1) การจัดสรรเงินทุน
การลงทุนของบริษัทสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ การลงทุนเพื่อบำรุงรักษาธุรกิจ (Business maintenance investments) และการลงทุนเพื่อขยายธุรกิจ (Business expansion investments) การลงทุนเพื่อบำรุงรักษาธุรกิจยังสามารถแบ่งได้เป็น: โครงการดำเนินต่อเนื่อง (Going concern projects) เป็นการลงทุนเพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินได้ต่อไป หรือช่วยลดต้นทุนได้ ซึ่งมีใจความเพียงแค่ว่า การปฏิบัติงานต่างๆที่เป็นอยู่ทุกวันควรที่จะทำต่อไปหรือไม่ ถ้าควรทำต่อ ควรที่จะมีการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นหรือไม่ ตัวอย่างเช่น หากเทคโนโลยีอุปกรณ์เครื่องจักรที่ใช้อยู่ถูกประเมินว่าล้าสมัย...
หลักการวิเคราะห์บริษัท: ความเสี่ยงในการประกอบธุรกิจ
ทั้งผู้ถือหุ้นและผู้ที่ปล่อยเงินกู้ต่างให้ความสำคัญกับระดับความเสี่ยงและอัตราการเติบโตของบริษัท แต่ว่าผู้ปล่อยกู้ต้องการให้รายได้และกำไรของบริษัทมีความมั่นคง ซึ่งเป็นหลักประกันที่จะมั่นใจได้ว่าบริษัทจะสามารถจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยให้ได้ตรงตามที่ตกลงเอาไว้ ในขณะที่ผู้ถือหุ้นต้องการให้กำไรของบริษัทมีการเติบโตเมื่อเวลาผ่านไป แต่ก็ยังมีความกังวลเรื่องความผันผวนเหมือนๆกับผู้ปล่อยเงินกู้ ระดับความเสี่ยงของบริษัทจะขึ้นกับโมเดลธุรกิจและปัจจัยอื่นๆทั้งที่เป็นปัจจัยจากภายในบริษัทเอง และปัจจัยจากภายนอก ซึ่งความเสี่ยงนี้จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนในการขอกู้เงินและการระดมทุนอีกด้วย โดยปัจจัยภายนอกที่สำคัญมีดังนี้: การเปลี่ยนแปลงของภาวะเศรษฐกิจ เช่น อัตราเงินเฟ้อ, อัตราดอกเบี้ยนโยบาย, และอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งบริษัทที่มีรายได้แน่นอนไม่เป็นวัฏจักรจะถูกกระทบโดยสภาวะเศรษฐกิจน้อยกว่าบริษัทที่มีอุปสงค์แบบเป็นวัฏจักร การเปลี่ยนแปลงของลักษณะประชากร อาจส่งผลให้รสนิยมการใช้สินค้าและบริการเปลี่ยนแปลงไป และส่งผลกระทบต่อบางอุตสาหกรรมทั้งในทางบวกและทางลบ การเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการเมือง, กฎหมาย, และการกำกับดูแล ส่งผลกระทบต่อทุกบริษัท ความเสี่ยงระดับมหภาค (Macro risk) เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากปัจจัยด้านการเมือง,...












![ทฤษฎี Elliott Wave (อีเลียตเวฟ) คืออะไร [แบบละเอียด] ทฤษฎี Elliott Wave](https://www.lucid-trader.com/wp-content/uploads/2020/12/ทฤษฎี-Elliott-Wave-218x150.png)

![ทฤษฎี Wyckoff Logic คืออะไร [แบบละเอียด] Wyckoff Logic](https://www.lucid-trader.com/wp-content/uploads/2020/10/Wyckoff-Logic-218x150.png)




