เครื่องมือสำหรับนโยบายการคลังมี อะไรบ้าง?

นโยบายการคลัง (Fiscal Policy) เป็นเครื่องมือที่รัฐบาลใช้ในการบริหารเศรษฐกิจผ่านการเปลี่ยนแปลงภาษีและการใช้จ่ายภาครัฐ โดยเฉพาะนโยบายการคลังแบบตามดุลยพินิจ (Discretionary Fiscal Policy) ที่รัฐบาลสามารถตัดสินใจดำเนินการได้ตามสถานการณ์ แตกต่างจากกลไกรักษาเสถียรภาพอัตโนมัติ การดำเนินนโยบายการคลัง ในช่วงเศรษฐกิจถดถอย รัฐบาลมักใช้นโยบายการคลังแบบขยายตัว (Expansionary) โดยเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐหรือลดภาษี เพื่อกระตุ้นอุปสงค์มวลรวมและเพิ่มเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจ ในทางกลับกัน เมื่อเศรษฐกิจร้อนแรงและเงินเฟ้อสูง รัฐบาลอาจใช้นโยบายการคลังแบบหดตัว (Contractionary) โดยลดการใช้จ่ายหรือเพิ่มภาษี เพื่อลดแรงกดดันเงินเฟ้อ ความท้าทายในการดำเนินนโยบาย การดำเนินนโยบายการคลังมักประสบความท้าทายหลายอย่าง โดยเฉพาะความล่าช้าในการดำเนินนโยบาย ซึ่งแบ่งเป็น 3 ช่วง: ...

ธนาคารกลางที่ดีควรมีลักษณะอย่างไร? มีกลยุทธ์และข้อจำกัดอะไรบ้าง?

ในโลกการเงิน ธนาคารกลาง (ในประเทศไทยคือธนาคารแห่งประเทศไทย) ควรมีการดำเนินนโยบายการเงินที่มีประสิทธิภาพ โดยจำเป็นต้องอาศัยคุณลักษณะสำคัญหลายประการ มีองค์ประกอบสำคัญของการดำเนินนโยบายการเงิน ตลอดจนความท้าทายต่างๆ ที่ธนาคารกลางต้องเผชิญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ คุณลักษณะสำคัญของธนาคารกลางที่มีประสิทธิภาพ 1. ความเป็นอิสระ (Independence) ความเป็นอิสระถือเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของธนาคารกลาง โดยสามารถแบ่งออกเป็นสองมิติ: ความเป็นอิสระในการดำเนินงาน (Operational Independence) ธนาคารกลางต้องมีอิสระในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย สามารถเลือกใช้เครื่องมือทางการเงินได้อย่างเหมาะสม ปราศจากการแทรกแซงทางการเมืองในการดำเนินนโยบายประจำวัน ความเป็นอิสระในการกำหนดเป้าหมาย (Target Independence) สามารถกำหนดวิธีการคำนวณอัตราเงินเฟ้อ มีอำนาจในการกำหนดเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อ สามารถกำหนดกรอบเวลาในการบรรลุเป้าหมาย 2. ความน่าเชื่อถือ (Credibility) ความน่าเชื่อถือของธนาคารกลางเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของนโยบายการเงิน: ต้องรักษาคำมั่นสัญญาและดำเนินการตามที่ได้ประกาศไว้ ...

เครื่องมือสำหรับนโยบายการเงิน มีอะไรบ้าง?

ธนาคารกลางมีบทบาทสำคัญในการดำเนินนโยบายการเงินผ่านเครื่องมือหลัก 3 ประการ ได้แก่ อัตราดอกเบี้ยนโยบาย การกำหนดอัตราเงินสำรองตามกฎหมาย และการดำเนินนโยบายตลาดเปิด โดยแต่ละเครื่องมือมีกลไกการทำงานที่แตกต่างกันแต่มีเป้าหมายเดียวกันคือการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ Policy Rate เครื่องมือที่ 1: อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Policy rate) ธนาคารพาณิชย์สามารถกู้ยืมเงินจากธนาคารกลางได้ในกรณีที่มีเงินสำรองไม่เพียงพอ โดยอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารกลางคิดกับธนาคารพาณิชย์เรียกว่า "อัตราคิดลด" (Discount Rate) สำหรับธนาคารกลางยุโรปเรียกว่า "อัตรารีไฟแนนซ์" (Refinancing Rate) นอกจากนี้ยังมีการใช้ธุรกรรมซื้อคืน (Repurchase...

อุปสงค์และอุปทานของเงิน (Money Demand and Supply) คืออะไร?

อุปสงค์ของเงิน (Demand for Money) อุปสงค์ของเงิน (Demand for Money) หมายถึง ปริมาณความมั่งคั่งที่ครัวเรือนและบริษัทในระบบเศรษฐกิจเลือกที่จะถือครองในรูปของเงิน โดยมีเหตุผลหลักในการถือครองเงิน 3 ประการ ได้แก่ 1. อุปสงค์เพื่อการทำธุรกรรม (Transaction Demand) การถือครองเงินเพื่อใช้ในการทำธุรกรรมต่างๆ ซึ่งมีความสัมพันธ์โดยตรงกับระดับ GDP แท้จริง (Real GDP) กล่าวคือ เมื่อ GDP...

บทบาทหน้าที่ของธนาคารกลาง

ธนาคารกลาง (Central bank) ถือเป็นสถาบันการเงินที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบเศรษฐกิจของทุกประเทศ โดยมีบทบาทและหน้าที่หลักหลายประการที่ส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเงินและการเติบโตทางเศรษฐกิจ การทำความเข้าใจบทบาทและหน้าที่เหล่านี้จึงมีความสำคัญต่อการเข้าใจระบบเศรษฐกิจโดยรวม บทบาทและหน้าที่หลักของธนาคารกลาง 1. ผู้ผูกขาดการออกธนบัตร ธนาคารกลางเป็นผู้มีอำนาจแต่เพียงผู้เดียวในการออกธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ ในอดีตเงินตราที่ออกโดยธนาคารกลางจะต้องมีทองคำหนุนหลัง แต่ในปัจจุบันได้เปลี่ยนมาเป็นระบบเงินตราที่ไม่มีสิ่งมีค่าหนุนหลัง (Fiat Money) โดยรัฐบาลประกาศให้เป็นเงินตราที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย 2. ธนาคารของรัฐบาลและธนาคารพาณิชย์ ธนาคารกลางทำหน้าที่เป็นธนาคารของรัฐบาลและธนาคารพาณิชย์ โดยให้บริการทางการเงินแก่ทั้งสองภาคส่วน นอกจากนี้ยังทำหน้าที่กำกับดูแลระบบการชำระเงิน กำหนดมาตรฐานการบริหารความเสี่ยง และกำหนดอัตราส่วนเงินสำรองของธนาคารพาณิชย์ 3. ผู้ให้กู้แหล่งสุดท้าย ธนาคารกลางทำหน้าที่เป็นผู้ให้กู้แหล่งสุดท้าย (Lender of Last Resort) สามารถปล่อยกู้ให้แก่ธนาคารพาณิชย์ที่ขาดสภาพคล่อง การค้ำประกันนี้ช่วยป้องกันการแห่ถอนเงินจากธนาคาร...

ภาวะเงินเฟ้อแบบ Cost-push และ Demand-pull Inflation คืออะไร?

ในทางเศรษฐศาสตร์มหภาค ภาวะเงินเฟ้อสามารถเกิดขึ้นได้จากสองสาเหตุหลัก ได้แก่ Cost-push Inflation และ Demand-pull Inflation โดยทั้งสองประเภทมีที่มาและกลไกการเกิดที่แตกต่างกัน Cost-push Inflation  Cost-push Inflation เกิดจากการลดลงของอุปทานมวลรวม (Aggregate Supply) อันเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนปัจจัยการผลิตที่สำคัญ เช่น ค่าจ้างแรงงานหรือราคาพลังงาน เมื่อต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น จะส่งผลให้เส้นอุปทานมวลรวมระยะสั้น (SRAS) เคลื่อนย้ายจาก SRAS₀ ไปเป็น SRAS₁...

โปรแกรมดูกราฟหุ้นไทยฟรี

STAY CONNECTED

45,046FansLike
100,470SubscribersSubscribe

Most Popular

Articles & More