ตามติดชีวิตโคตรแชมป์เดย์เทรด

  • หนังสือ : Pitbull: Lessons from Wall Street’s Champion Day Trader
  • ชื่อภาษาไทย : ตามติดชีวิตโคตรแชมป์เดย์เทรด
  • จำนวนหน้า : 369 หน้า

สำหรับ “Pitbull: Lessons from Wall Street’s Champion Day Trader. ตามติดชีวิตโคตรแซมป์เตย์เทรด” เล่มนี้ เป็นการเล่าถึงช่วงชีวิตทั้งหมดของมาร์ตี้ ชวาทซ์ ผู้อ่านจะได้เห็นชัดถึงพัฒนาการของตัวเขา ตั้งแต่เริ่มต้นจนไปถึงระดับของสุดยอดแชมป์เดย์เทรดแห่งวอลสตรีทที่เขาเกือบที่จะต้องเอาชีวิตเข้าแลก รวมทั้งวิถีชีวิตเทรดเดอร์ในแบบของเขาเองที่ได้เลือกเดินในท้ายที่สุดชีวิตของเทรดเดอร์จำเป็นจะต้องเจอทั้งการต่อสู้กับความเครียด อารมณ์ของตัวเอง และความผันผวนของราคาที่มาจากปัจจัยภายนอก จึงไม่ง่ายนักที่จะประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่สำหรับวงการนี้ในระยะยาว

สั่งซื้อหนังสือ “ตามติดชีวิตโคตรแชมป์เดย์เทรด Pit Bull” ได้ที่นี่ : คลิ๊ก

ข้อแนะนำสำหรับการเทรดในรูปแบบของพิทบูล

หลักปฏิบัติในการเทรด

  • ภายหลัง 9 ปีที่ผมอยู่ในสายงานของนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ผมตัดสินใจในการเปลี่ยนตัวเองจากรูปแบบของการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งใช้ข้อมูลมากมายในเชิงเศรษฐศาสตร์เพื่อการพยากรณ์ราคาหุ้น มาสู่นักวิเคราะห์เชิงเทคนิค
  • ระยะเวลาสำหรับการเข้าออกของผมอยู่ที่ 5 นาที หรือน้อยกว่านั้น และไม่เคยนานกว่า 2 ชั่วโมง

เครื่องมือการเทรด

  • ดัชนีค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์
  • ดัชนีตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก : สามารถบอกได้ว่า เมื่อคิดสุทธิแล้วมีจำนวนกี่หุ้นในตลาดนิวยอร์กที่ขึ้นหรือลง ณ สิ้นวัน
  • ดัชนีการเทรดระยะสั้น (TRIN) : ใช้สัดส่วนของจำนวนหุ้นที่ขึ้นหารด้วยจำนวนหุ้นที่ลง แล้วนำไปหารทั้งหมดด้วย ปริมาณหุ้นที่ขึ้นส่วนด้วยปริมาณหุ้นที่ลง
  • การเคลื่อนที่สุทธิขของดาวโจนส์ (TIKI) : เป็นเลขสุทธิของหุ้นหลัก 30 ตัวในดาวโจนส์ว่าราคามีการเคลื่อนที่ขึ้นหรือลง
  • ดัชนี S&P500 (SPX)
  • ดัชนีผสมนิวยอร์ก (NYA)
  • QCHA คือ % การเคลื่อนที่ ของหุ้นทุกตัวในตลาดหลักทรัพย์โดยไม่มีการคิดแบบถ่วงน้ำหนัก

การวิเคราะห์ตลาด

  • พยายามฟังสิ่งที่ตลาดกำลังบอกอย่างตั้งใจให้เหมือนๆ กับที่คุณหมอกำลังวินิจฉัยโรค ผมสามารถจับชีพจรของตลาดได้ผ่านกราฟและดัชนีชี้วัดต่างๆ พร้อมการตรวจสอบมันในทุกๆ 10 นาทีตลอดช่วงวันที่มีการเทรด

ไฟแดง-ไฟเขียว กับการยอดให้แนวโน้มเป็นเพื่อนที่ดีของคุณ

  • เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เอ็กซ์โอเนนเซียล 10 วัน หรือเส้น EMA คือเส้นดัชนีที่ผมชอบใช้ที่สุดเพื่อที่จะระบุแนวโน้มหลักของตลาด
  • สำหรับค่าเฉลี่ยแบบเอ็กซ์โปแนนเชียล 10 วัน หรือ EMA จะให้น้ำหนักกับวันที่อยู่ใกล้ปัจจุบันมากที่สุด 18% ส่วนอีกเก้าวันก่อนหน้านั้นก็จะเป็น 82% ที่จะนำมาคิดค่าเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนัก
  • เส้น EMA จึงเป็นกุญแจสำคัญที่บอกผมได้ว่า ผมกำลังอยู่ถูกฝั่งหรือเปล่า และทำการถือสถานะลองหากตลาดอยู่ในสภาวะบวก ขั้นต่อไปก็จะเป็นการหาจุดเข้าและเข้าใจความเสี่ยง สิ่งที่ผมพยายามจับตาดูอยู่ก็คือการกลับตัว หรือจุดกลับตัวซึ่งเป็นจุดที่คุณจะสามารถทำเงินได้มากที่สุด เนื่องจากคุณเป็นคนแรกที่เห็นการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้ม ผมชอบใช้เส้นแบ่งช่องสัญญาณและเส้นการแกว่งตัวเพื่อที่จะเป็นตัวช่วยในการเลือก รวมทั้งการระบุสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น เครื่องฟิวเจอร์ซอร์สของผม สามารถคำนวณและกำหนดค่าต่างๆ ได้ ผมพิจารณาทั้งไทม์เฟรมที่ 120 นาที 60 นาที และ 30 นาที มันก็จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าแท่งเทียนของราคาอยู่เหนือหรือต่ำกว่าอย่างไรค่อยๆ ไล่ไปทีละไทม์เฟรม ซึ่งจะช่วยผมได้เป็นอย่างดี เช่น หากราคาอยู่ในช่วงที่ลดตัวลงมาและกำลังจะเข้าไปตัดเส้นของ EMA ในกรณีที่ผมเชื่อมั่นว่าราคามันจะเด้งกลับขึ้นไปได้ ผมก็มองว่าแนวรับนี้ก็เป็นจุดเข้าที่น่าสนใจอยู่ดี แม้ว่ามันดูไม่ค่อยเป็นวิทยาศาสตร์สักเท่าไหร่

ช่องว่างของราคาที่เกิดขึ้นในกราฟ

  • หากช่องว่างราคาไม่ถูกปิดภายใน 2-3 วัน ก็จะสามารถบอกได้ว่าเป็นสัญญาณที่แข็งแกร่งในการถือสถานะไปในทิศทางเดียวกันกับช่องว่างนั้น

กระแสเงินสดจากกองทุนรวม

  • ตลาดมักจะแข็งแกร่งในวันสุดท้ายของเดือนก่อนหน้า และ 4 วันแรกของเดือนถัดมา เนื่องจากมีกระแสเงินก้อนใหม่จากการหักบัญชีอัตโนมัติที่ลงทุนในกองทุนรวม แล้วกองทุนรวมก็นำมาซื้อหุ้นในตลาด รูปแบบนี้จะปรากฏอีกครั้งช่วงประมาณกลางเดือน เมื่อเงินก้นใหม่ถูกนำมาลงทุนอีก ผมก็จะจดบันทึกด้วยคำว่า “ซื้อในช่วงกลางเดือน”

กฏ 3 วัน

  • เมื่อไหร่ก็ตามที่หุ้นอย่างไมโครซอฟท์ หรืออินเทล มีการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ติดต่อกันเป็นเวลา 3 วัน และไปในทิศทางเดียวกัน คุณไม่ควรที่จะซื้อหรือขายมันในวันที่สาม

อัตราส่วนของพุท/คอล

  • ดัชนีน่าจะเกิดการเด้งขึ้น เช่น เมื่ออัตราส่วนดังกล่าวอยู่ที่ 1.00 แสดงว่าตลาดกำลังอยู่ในสภาวะตลาดหมีอย่างสุดขั้ว (เกิดสัญญาณซื้อ) ในขณะที่อัตราส่วนน้อยกว่า 0.45 จะแสดงว่ามีปริมาณการคอลที่สูง และคาดหวังจากตลาดกระทิงอย่างสุดขั้ว (เกิดสัญญาณขาย)

ตลาดนั้นสะท้อนกับข่าวที่ออกมาอย่างไร

  • หากเมื่อไหร่ก็ตามที่ตลาดได้รับข่าวร้าย แต่ตลาดไม่ได้รับรู้ และตลาดยังปรับตัวขึ้นต่อไป นี่จะเป็นสัญญาณของตลาดกระทิงเพราะว่าตลาดได้ซึมซับข่าวนั้นไปเรียบร้อยแล้ว ในทางกลับกัน ตลาดที่อยู่ในสภาวะเต็มมูลค่าแล้ว จะไม่ตอบสนองต่อข่าวดีใดๆ ในมุมของหุ้นนั้น นักลงทุนบางคนจะสับสนว่าทำไมข่าวดีต่างๆ กลับทำให้หุ้นตกได้ นักลงทุนควรจะเข้าใจว่า ตลาดได้ซึมซับข่าวดีดังกล่าวไปหมดแล้ว

หุ้นขึ้นในวันจันทร์

  • เช่นเดียวกับกระแสเงินสดที่ไหลเข้ากองทุนแล้วไปทำให้ดัชนีปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงก็คือ วันจันทร์นั้นจะไม่เป็นวันที่น่าเบื่อเหมือนเดิมอีกต่อไป

สั่งซื้อหนังสือ “ตามติดชีวิตโคตรแชมป์เดย์เทรด Pit Bull” ได้ที่นี่ : คลิ๊ก

Previous articleMarket cap. by sector 2022
Next articleBarbell Strategy คืออะไร
Apiwat Tavesirivate
ปัจจุบันเป็นนักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยทางเทคนิค เลขที่ทะเบียน 048784 อยู่ในวงการตลาดหุ้นมากว่า 15 ปี มี CMT และ CFTe กลยุทธ์ที่ชอบสุด คือ Swing trade เขียน Amibroker ได้ ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา