ความลับของหุ้นเติบโต : นายแว่นลงทุน

ผู้เขียน : คณิต นิมมาลัยรัตน์

อะไรคือหุ้นเติบโต หุ้นเติบโตเป็นอะไรที่ทำให้นักลงทุนเก่งๆ หลายคนเปลี่ยนชีวิตกันมามากมาย หากเราต้องการลงทุนหุ้นประเภทนี้ เราต้องทำการบ้าน ต้องคิดพิจารณาปัจจัยอะไรที่เกี่ยวข้อง หนังสือเล่มนี้ จะเปิดเผยสิ่งต่างๆ ให้เราได้รับรู้จากประสบการณ์โดยตรงของผมเองครับ

บทที่ 1 ทำไมต้องลงทุนหุ้นเติบโต

นักลงทุนควรลงทุนหุ้นเติบโต เพราะการลงทุนหุ้นประเภทอื่น แม้จะได้ผลตอบแทนที่ดี แต่เราต้องไวมากๆ จะถือแน่นๆ ยาวๆไม่ได้ เราต้องเก่งในระดับหนึ่ง จึงคิดลงทุนหุ้นแบบนี้

นักลงทุนระยะยาว ควรจะลงทุนเฉพาะหุ้นเติบโตเท่านั้น ไม่ควรลงทุนหุ้นประเภทอื่น สำหรับผมแบ่งหุ้นออกเป็น 5 ประเภท

  1. หุ้นเติบโต แบ่งเป็นหุ้นโตเร็วและหุ้นโตช้า
  2. หุ้นวัฏจักร จะเติบโตในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง
  3. หุ้นพริกฟื้น เป็นหุ้นที่ขาดทุนและมาทำกำไรได้
  4. หุ้นปันผล เป็นหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมอิ่มตัวแล้ว
  5. หุ้นสินทรัพย์แฝง เป็นหุ้นที่มีสินทรัพย์มาก รอวันปลดล็อค

หุ้นเติบโตถือเป็นหุ้นที่ลงทุนง่ายที่สุด โดยเฉพาะหุ้นที่เติบโตที่มีแววจะโตอย่างชัดเจน แต่ต้องราคาไม่สูงเกินไป

บทที่ 2 หุ้นเติบโตคืออะไร

ข้อแรก หุ้นที่มีรายได้เติบโตอย่างต่อเนื่อง สังเกต ได้จากหุ้นเติบโตในระยะต้นๆ สำหรับผมและนักลงทุน​หุ้น​เติบโต​มักจะใช้อัตราส่วน ทางการเงินตัวหนึ่งที่ต้องบอกว่าถูกคิดค้นโดยเขียน เคน ฟิชเชอร์ (ลูกของ ฟิลิป ฟิชเชอร์)​ คือ อัตราส่วน PSR (Price per Sale Ratio) มีสูตรดังต่อไปนี้

PSR = Market cap/Revenues

นี่คือการนำเอาขนาดของกิจการมาหาด้วยรายได้ที่กิจการทำได้ หากค่านี้ต่ำกว่า 3 เท่าถือว่าน่าสนใจ ติดตามว่าทำไมหุ้นตัวนี้ราคาถึงได้ถูกแสนถูก และมีอะไรที่ต้องระวังด้วยหรือไม่

ข้อสอง การเติบโตของกำไรขั้นต้น สังเกตได้จากการที่กำไรขั้นต้นเติบโต หรือ Gross margin

ข้อสุดท้าย การเติบโตของกำไรในบรรทัดสุดท้าย หรือ Net margin เป็นอะไรที่สร้างความสนใจได้เสมอ เพราะเป็นสิ่งที่ “โผล่พ้นน้ำ”ออกมาแล้ว จะทำให้หุ้นวิ่งอย่างไม่ต้องสงสัย

บทที่ 3 ประเภทของคุณเติบโต

สำหรับผมแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่หุ้นโตช้า และหุ้นโตเร็ว

หุ้นโตช้า ผมมักจะลงทุนระยะยาว ไม่ได้หวังว่าจะเติบโตรวดเร็วเป็นเด้งๆภายในระยะเวลาสั้นๆ หวังแค่ว่า ในระยะยาวหุ้นจะเติบโตไปเรื่อยๆ ลักษณะที่ดีของหุ้นแบบนี้ได้แก่

  1. มีลักษณะกึ่งผูกขาด หรือหาสินค้าทดแทนได้ยาก เช่นหุ้นสนามบิน หุ้นรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน
  2. เทคโนโลยีเปลี่ยนช้า การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ไม่ค่อยกระทบหรือกระทบน้อยมาก สิ่งที่นักลงทุน ยังกังวลไม่น้อย คงหนีไม่พ้นการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ซึ่งมันกระทบกับหลายธุรกิจ หลายครั้งเรามักจะตั้งตัวไม่ทัน เช่น สื่อออนไลน์มาทดแทนสื่อกระดาษยุคเก่า ถ้าคิดจะลงทุนหุ้นระยะยาวกับหุ้นเติบโตช้าๆ ต้องมองหากิจการที่ได้รับผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงน้อยๆ เอาไว้ก่อน
  3. แนวโน้มการเติบโตของรายได้และกำไรดีขึ้นเรื่อยๆ ในระยะยาว ถ้ากิจการที่รายได้โต กำไรโต แม้จะโตช้าๆ แต่ยั่งยืน อาจจะดีกว่ากำไรที่โตแบบฉาบฉวย
  4. กิจการต้องมั่นคงยั่งยืน ทำให้เราวางใจลงทุนระยะยาวๆกับมันได้ ถ้าเราต้องการความมั่นคง มั่นใจในระยะยาว การลงทุนในหุ้นโตช้าอาจจะตอบโจทย์ของเรา แต่เราต้องคอยดูแลมันติดตามอย่างต่อเนื่อง

บทที่ 4 ลงทุน​หุ้นโตเร็ว

สำหรับแนวคิดการลงทุนหุ้นโตเร็ว เราต้องเข้าใจว่า “โตเร็ว” หมายถึงอะไร มันคือการเติบโตของรายได้และกำไร โดยอาจไม่สนใจเงินปันผลมากมายเท่าใดนัก

การเติบโตของรายได้และกำไรนั้นเป็นอะไรที่เราต้องจับจ้องให้ดีเป็นพิเศษ หลายครั้งเราจะเจอหุ้นที่กำไรโตเร็ว แต่มันเป็นเรื่องชั่วคราว คือ การเติบโตของกำไรไม่ยั่งยืน ทำให้ราคาหุ้นปรับขึ้น ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง

สิ่งที่เราต้อง คิดคำนึง หากเราอยากลงทุน หุ้นโตเร็ว

ส่วนหนึ่งมาจากวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร หากเราเจอหุ้นโตเร็วเราต้องเข้าไปสำรวจความคิด ลองแกะแนวคิด และ ทัศนคติ ของ ผู้บริหารด้วยจะยิ่งดี หากเราพบว่า ผลงานของผู้บริหาร ทำออกมาแล้วเป็นจริง ก็ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ และเป็นอะไรที่เราต้องคิดพิจารณาให้รอบด้าน และการดูตัวผู้บริหาร เป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้การดูตัวเลขทางการเงินเลยีเดียว

บทที่ 5 ปัจจัยที่ทำให้หุ้นโตเร็ว

นอกจากเราต้องวิเคราะห์ปัจจัยเชิงคุณภาพ วิเคราะห์ผู้บริหาร วิเคราะห์และมองหาอนาคตรวมทั้งแนวโน้มของกิจการแล้ว สิ่งที่เราต้องติดตามต่อก็คือ ตัวเลขทางการเงิน ได้แก่ รายได้ ต้นทุน กำไร

อะไรที่ทำให้หุ้นเติบโตได้บ้าง จริงๆมันค่อนข้างเรียบง่าย ซึ่งมันเกี่ยวข้องกับตัวเลขทางการเงินที่กล่าวไว้ข้างต้น

1) รายได้โตแล้วกำไรโตตามรายได้หรือไม่ ?

ถ้าเราพบว่า รายได้โต แต่กำไรโตช้ากว่า หุ้นตัวนี้ อาจจะเป็นต้นทางของการลงทุน สาเหตุเป็นเพราะ สัดส่วนรายได้อาจจะยังโตไม่ทันต้นทุน 2 ประเภท นั่นคือต้นทุนผันแปร กับต้นทุนคงที่ แบบนี้เราอาจเจอหุ้นเด้งเข้าให้แล้ว มาวิเคราะห์กันต่อ

2) มีการเติบโตแบบรวดเร็ว ด้วยสาเหตุที่เฉพาะเจาะจงหรือไม่ ?

สาเหตุของการเติบโตครั้งนี้ มาจากอะไร มีความเฉพาะเจาะจงมากน้อยแค่ไหน การเติบโตครั้งนี้ อาจจะยั่งยืน

การเติบโตที่มีสาเหตุเฉพาะเจาะจงนั้น นักลงทุนอาจจะต้องใช้ประสบการณ์ในการวิเคราะห์ ซึ่งมันมองออกยากสำหรับคนทั่วไป ไม่เช่นนั้นคุณคงจะขึ้นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

3) การเติบโตผ่านจุดคุ้มทุนแล้วหรือไม่ ?

เรื่องนี้สำคัญมากๆ จุดคุ้มทุน หรือ Break even Point เป็นอะไรที่เมื่อผ่านไปแล้วกำไรจะเติบโตรวดเร็วมาก แต่สำหรับผม จะซื้อหุ้นที่ยังไม่ผ่านจุดแต่ใกล้จะผ่านจุดคุ้มทุนแล้ว เพราะ ถ้ากิจการคุ้มทุนไปแล้ว ราคาหุ้นมักจะพุ่งขึ้นแรงมาก ผมจะเลือกลงทุนก่อนหน้านั้นเอง

4) PE เติบโตตามการเติบโตของกำไรไปแล้วหรือยัง ?

เราจะใช้แนวคิด PEG หรือ PE, per growth สูตรคำนวณง่ายๆต่อไปนี้

PEG = PE/ Growth rate

ยกตัวอย่างเช่น หุ้นตัวหนึ่งมีขนาดกิจการ 1,000 ล้าน ทำกำไรได้ 100 ล้าน มี PE 10 เท่า และอัตราการเติบโต 10% แบบนี้ PEG เท่ากับ 1 เท่า ถ้า PE ในกระดานหุ้นต่ำกว่า 1 เท่า แสดงว่าหุ้นตัวนี้ยังมี upside ให้เติบโตในแง่ของราคาหุ้นนะครับ

บทที่ 6 30ล้านบาท ครั้งแรกในชีวิต

ย้อนไปเมื่อ 10 ปีที่แล้วผมยังเป็นพนักงานกินเงินเดือนธรรมดาๆ ไม่คิดว่าจะร่ำรวยหรือเกษียณตัวเองได้อย่างรวดเร็ว แต่เมื่อเวลาผ่านไป 10 ปีผมสามารถลาออกจากงานมีอิสรภาพทางการเงินด้วยเงินกว่า 30 ล้านบาท

ผมไม่ใช่คนเก่ง ไม่ได้เกิดมาร่ำรวย ด้วยฐานะที่ไม่ได้คาบช้อนเงินช้อนทองมาตั้งแต่เกิดทำให้ผมมีต้นทุนชีวิตไม่สูงดูเหมือนมีอุปสรรค แต่ต้นทุนทางความคิดความฝัน ผมเชื่อว่าไม่มีอะไรกีดกันเราได้

ทำอย่างไรจะปั้นพอร์ตได้ 30 ล้านบาท

สำหรับผมแล้วเชื่อมั่นว่าหากเราเริ่มต้นย่อมมีหนทางแห่งความสำเร็จรออยู่ แม้ว่าผมเริ่มต้นด้วยเงินหลักหมื่น แต่ในระยะเวลา 10 ปีของการลงทุน ได้ประหยัด ได้อดออม ใช้จ่ายต่ำกว่าคุณภาพชีวิต ทำให้ผมออมเงินได้เยอะพอสมควร คิดง่ายๆว่า ถ้าเราออมเดือนละ 20,000 บาท ปีละ 2.4 แสน สิบปีก็ 2.4 ล้านบาทแล้ว บวกกับที่ผมทำงานเสริมสิ่งเหล่านี้คือต้นทุนที่มากพอสำหรับผม เพื่อที่จะปั้นพอร์ตให้ได้ถึง 30 ล้านบาท

บทที่ 7 ลักษณะของหุ้นเติบโตเป็นอย่างไร

ก่อนจะลงทุนในหุ้น นักลงทุนควรรู้จักประเภทของหุ้น  และเน้นไปที่หุ้นเติบโตสร้างผลตอบแทนที่ดีในอนาคต

สำหรับผมแบ่งออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่ หุ้นเติบโต หุ้นปันผล หุ้นวัฏจักร หุ้นพลิกฟื้น และหุ้นสินทรัพย์แฝง

สำหรับหุ้นเติบโตอาจเป็นหุ้นที่น่าลงทุนมากที่สุดแต่ที่เราลงทุนแล้วไม่ประสบผลสำเร็จนั่นเป็นเพราะเราซื้อผิดจังหวะหรือซื้อหุ้นแพงเกินไป โดยลักษณะการเติบโตที่เราสามารถสังเกตได้มีดังนี้

1) กิจการทำในสิ่งใหม่ที่ยังไม่มีใครเลียนแบบ

กิจการเหล่านี้มันสามารถขยับขยายออกไปได้อย่างรวดเร็ว แต่เราต้องติดตามว่า การทำสิ่งใหม่ๆนี้ และสามารถทำซ้ำได้ โดยในช่วงที่คนอื่นยังไม่ทำ เขาทำได้ดีแค่ไหนและเมื่อไหร่ที่คู่แข่งเริ่มมาเราจะต้องคอยติดตาม

2) สภาวะการแข่งขันเริ่มหมดไป ปรากฏตัวผู้ชนะ

นั่นหมายความว่าผู้ชนะจะกินรวบแทบทุกอย่าง ไปขายกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับหุ้นค้าปลีกยอดนิยมที่เรารู้จักกันดี นั่นคือ CPALL

3) รายได้เติบโตกำไรโต ปันผลโต

สิ่งสังเกตหุ้น​เติบโตอาจจะเป็นปลายเหตุแล้วก็คือ การที่รายได้โต กำไรโต ปันผลโต หุ้นแบบนี้ในยุคปัจจุบันมันหายากขึ้นมากแล้วครับ

บทที่ 8 หุ้นที่อัตราการทำกำไรสุทธิเติบโต

สิ่งที่นักลงทุนสนใจมากที่สุดคงหนีไม่พ้น กำไรสุทธิ การอ่านงบการเงินจะช่วยให้เราเห็นและวิเคราะห์กิจการต่างๆออก แต่ถ้าว่าการอ่านงบการเงินเพียงอย่างเดียวไม่ได้ช่วยให้เราประสบความสำเร็จ สิ่งที่เราต้องติดตามก็คือ อนาคตของกิจการ หากเราอ่านอนาคต และสามารถประมาณการงบการเงินล่วงหน้าได้ จะช่วยให้การลงทุนของเราประสบความสำเร็จได้จริง แต่จะจริงได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการอ่านเกมของเราว่าคมแค่ไหน

บทที่ 9 อยู่กับหุ้นขาขึ้นเท่านั้น

ต้องยอมรับว่าสิ่งที่ยากสำหรับนักลงทุนก็คือ เราไม่รู้ว่าหุ้นที่ถืออยู่จะเป็นขาขึ้นหรือขาลง ถ้ามันเป็นขาขึ้น มันจะขึ้นไปถึงไหน การลงทุนในหุ้นขาขึ้นเติบโตระยะยาวจะดีที่สุด ทำงานน้อย แต่ได้ผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่

การวิเคราะห์หุ้นขาขึ้น เป็นอะไรที่ต้องขยันในตอนแรกๆ แต่คุ้มค่าในระยะยาว เมื่อเราวิเคราะห์ออกแล้ว ว่ามันเป็นหุ้นขาขึ้น เราก็วางใจได้ หลังจากนั้น ก็ถือระยะยาวกับหุ้นขาขึ้นเท่านั้นครับ

บทที่ 10 เริ่มเข้าสู่โหมดเก็บงานเนียน

ในอดีตผมมักชอบ หุ้นที่ซื้อปุ๊บแล้วรอไม่นาน หุ้นขึ้นเร็วและแรงมากๆ เพราะสถานการณ์เอื้ออำนวย แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราจะซื้อหุ้นเหล่านี้แล้วจะเด้งเร็ว แรงๆ ผมว่า อาจต้องคิดใหม่ แต่การเก็งกำไรระยะสั้น เหมาะสมก็เป็นได้

เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว ผมต้องหาซื้อหุ้นที่ยังต่ำกว่ามูลค่า แต่ตลาดไม่เห็นคุณค่า ราคาต่ำเตี้ยเรี่ยดิน และลงทุน ระยะยาวแบบใจเย็นๆ ผมเรียกวิธีแบบนี้ว่าการเก็บงานเนียน

การทยอยซื้อหากผมเห็นว่าในภาพใหญ่มันจะเติบโต ในลักษณะนี้ผมยอมซื้อถัวเฉลี่ย การซื้อถัวเฉลี่ยหุ้นขาขึ้น คือการทยอยสะสมหุ้นนั่นเองครับ

บทที่ 11 แนวโน้มอุตสาหกรรมที่จะเติบโตในอนาคต

1) ยุครถยนต์ไฟฟ้า

อุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศไทยกำลังถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ด้วยสาเหตุที่โลกเราร้อนขึ้นทุกวัน หากเราไม่ทำอะไรเลยโลกเราจะแย่จนแก้ไขไม่ทัน ทำให้เกิดการคิดค้นเครื่องจักรแทบทุกอย่างในโลกปลอดคาร์บอน ให้น้อยที่สุดหรือเป็นศูนย์ไปเลย

และนั่นทำให้เกิดยานยนต์ยุคใหม่ รถยนต์​ไฟฟ้า โดยสัญญาณชัดๆ ก็คือ รถยนต์จีนเริ่มเข้ามาทำตลาดในไทย สาเหตุที่จีนมาลงทุนเพราะสิทธิพิเศษด้านภาษี

2) ยุครถไฟความเร็วสูง รถไฟฟ้า

รถไฟความเร็วสูงเริ่มก่อสร้างกันแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสายอีสาน หรือเชื่อมต่อสนามบิน สิ่งนี้จะทำให้ระบบโลจิสติกส์ของไทยรวดเร็วขึ้น และจะนำความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมรางในไทยอย่างมหาศาล

3) เทรนด์ Big Data ในไทย

การเติบโตของ Big Data นั้นรวดเร็วและรุนแรงมาก เป็นการเติบโตระดับโลกเลยก็ว่าได้ เพราะการเติบโตของข้อมูลมากมายนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง เช่น การบริหารจัดการตลาดยุคใหม่

บทที่ 12 ปัจจัยอะไรที่ทำให้หุ้นเติบโต

ในระหว่างหุ้นที่กำลังเติบโตหรือกิจการกำลังเดินดำเนินไปเรื่อยๆ จะมีเหตุการณ์ที่เข้ามาแทรกระหว่างทาง ทำให้สะดุดเป็นช่วงๆ โดยปัจจัยที่กระทบต่อการเติบโตของหุ้นมีดังนี้

1) กิจกรรมนั้นมีคนมาใช้สินค้าและบริการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เราจะเห็นได้จากรายได้ที่เติบโต แต่อาจกลับมาสะดุด เมื่อเจอวิกฤตต่างๆที่ทำให้รายได้ลดลง

2) กำไรต้องโต ถ้าเราเจอหุ้นที่กำไรโตไปเรื่อยๆ ราคาหุ้นจะโตแบบไม่ต้องสงสัย แต่ชีวิตจริง จะมีบางช่วงที่กำไรหดตัว เช่น ช่วงลงทุนของกิจการ ที่ต้องใช้เงินลงทุนก่อน แต่จะกลับมามีกำไรได้นั้น ขึ้นอยู่กับลักษณะของแต่ละกิจกรรมนั้นเอง

3) เงินปันผลโต ถ้ากิจการโตแต่ไม่จ่ายเงินปันผลหรือจ่ายน้อย ทำให้หุ้นตัวนั้นๆมีความน่าสนใจน้อยลง

บทที่ 13 หุ้นแบบไหนเติบโตแบบไหนไม่เติบโต

1) หุ้นโตไม่จริง มักไม่มีกำไร ส่วนหุ้นที่โตจริงผลประกอบการจะดีขึ้นเรื่อยๆ

เรื่องแบบนี้ต้องบอกว่า “ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน” หุ้นที่โตจริงๆ ผลประกอบการย่อมต้องดีขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในแง่ของยอดขายและกำไรที่เติบโตขึ้น

2) การเปลี่ยนแปลงของราคาที่ผิดปกติ

การที่หุ้นตัวหนึ่งอยู่นิ่งๆ มานาน หรือเรียกว่า Side Way แต่ มาวันหนึ่ง ราคาหุ้นก็พุ่งแรง บวกด้วยวอลลุ่มหนาแน่น เราจะแยกออกได้อย่างไร ว่าหุ้นขึ้นจริงหรือขึ้นหลอก คำตอบคือ เราต้องย้อนกลับมาดูที่พื้นฐานของกิจการ

3) หุ้นปั่นมักจะจบรอบเร็วและไม่ต่อเนื่อง

ข้อนี้อาจจะจริงบ้างหรือไม่จริงบ้างแล้วแต่ยุคสมัย หุ้นบางตัวสามารถปั่นราคาได้ยาวนานเป็นเดือนๆ หรือเป็นปีๆ แต่โดยทั่วไปแล้วหุ้นมักจะไม่ยั่งยืน เพราะเป็นหุ้นไม่มีพื้นฐานมารองรับ หากเจอหุ้นแบบนี้ให้เราสงสัยไว้ก่อนว่า นี่คือหุ้นโตเทียม หรือไม่ได้โตจริง ให้หลีกเลี่ยงการลงทุนครับ

บทที่ 14 สาเหตุที่เราลงทุนแล้วไม่ประสบความสำเร็จ

ทำไมลงทุนมานานบางคนลงทุนมากกว่า 10 ปียังไม่ประสบผลสำเร็จ คำตอบนี้คงไม่มีอะไรที่ตายตัว แต่สำหรับผม ขอสรุปตามแนวความคิดเห็นส่วนตัวผมดังนี้ครับ

ประการแรก ทัศนคติที่ว่าการลงทุนหุ้นเป็นเรื่องง่ายๆ

การลงทุนหุ้นถือเป็นขั้นสุดของการเอาตัวรอด ขนาดนักธุรกิจเก่งๆ วิศวกร หมอ คนระดับหัวกะทิ เมื่อมาลงทุนหุ้น หลายคนขาดทุนอย่างหนัก และยิ่งมีเงินมากก็ยิ่งขาดทุนมาก เพราะความคิดเริ่มต้นของคนฉลาดมักคิดว่า การลงทุนหุ้นนั้นง่าย แต่ข้อเท็จจริงแล้ว คนที่ประสบความสำเร็จในการลงทุนหุ้น รวมเป็นคนส่วนน้อยเท่านั้น แท้จริงแล้ว เราควรจะคิดว่า หุ้นนั้นไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินความพยายามของเรา

ประการที่สอง ชอบซื้อหุ้นที่คนสนใจแล้ว

หุ้นที่มีคนสนใจมากๆมักจะมีราคาแพงเสมอ แม้จะไม่เสมอไป แต่ส่วนใหญ่ มักจะซื้อหุ้นตอนที่ราคาแพงมากแล้ว ข้อเท็จจริงก็คือ หุ้นที่ราคาแพง สามารถแพงได้อีก เพราะเป็นหุ้นขาขึ้น แต่หารู้ไม่ว่า หุ้นที่รับรู้การเติบโตไปหมดแล้ว มักจะเป็นราคายอดดอยเสมอ

ประการที่สาม ซื้อหุ้นโดยไม่รู้ว่ากิจการนี้ทำอะไร

คนส่วนใหญ่มักจะซื้อเพราะว่ากราฟสวย หรือแค่แห่ซื้อตามคนอื่น ถ้าคิดแบบนี้บ่อยๆ จะติดเป็นนิสัยและเป็นเรื่องที่อันตรายมาก การลงทุนบนความไม่รู้ ความเสี่ยงสูงสุด ก็คือ “ลงทุนในสิ่งที่เราไม่รู้อะไรเลย”

ประการสุดท้าย ไปซื้อหุ้นขาลง

การที่หุ้นขาลง เกิดจากกำไรที่ลดลงอย่างรุนแรง การลดขนาดลงของกิจการ

บทที่ 15 ขั้นตอนการทำกำไรหุ้น

สำหรับขั้นตอนการทำกำไรนั้นมีอยู่แค่ 5 กระบวนการ ได้แก่ วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน วางแผนซื้อหุ้น รอหุ้นขึ้น ถือทนรวย และขายเอากำไร

1) วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน

ขั้นตอนนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากครับ การวิเคราะห์พื้นฐาน ผมมักจะมองหาแหล่งที่มาของรายได้ และวิธีการทำกำไรของกิจการ ควรมองหาว่า ทำไมกำไรของกิจการในอนาคตจะโตระเบิด แบบว่าโตเยอะมากๆ

2) วางแผนซื้อหุ้น

ขั้นตอนนี้ก็สำคัญเช่นกัน ผมมักจะซื้อไม้แรกด้วยเงินก้อนเราๆ 50 ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ของเงินที่คิดจะลงทุน ขึ้นอยู่กับความมั่นใจ ถ้าหุ้นขึ้นแสดงว่าเราคิดถูก ผมก็จะซื้อ 1-5 ไม้ จนครบตามที่อยากได้

3) หุ้นขึ้นแสดงว่าเราคิดถูก

หุ้นขยับตัวขึ้นแสดงว่าเราคิดถูก (ซึ่งอาจจะไม่เสมอไป)​ แต่ถ้าราคาขยับขึ้น ถือว่าเรามาถูกทางแล้ว

4) ทนรวย

เราต้องอดทนหุ้นขึ้นไปเรื่อยๆ และไม่รีบขายหมูก่อนเวลา ข้อนี้เราจะต้องหมั่นฝึกฝนตัวเองทุกครั้ง และคิดให้ดีก่อนที่จะขายหุ้น

5) ขายทำกำไร

เมื่อเราถึงจุดที่เราประเมินราคาไว้แล้ว เราจะค่อยๆทยอยขายเป็นไม้ๆ เพื่อทำกำไร จุดนี้ก็ต้องใช้ประสบการณ์ของแต่ละท่านเหมือนกันครับ

บทที่ 16 ทำไมต้องลงทุนหุ้น ให้ประสบความสำเร็จภายใน 10 ปี

เพราะว่าเราควรมีอิสรภาพทางการเงินให้ได้ ก่อนที่อีก 10 ปีข้างหน้า จะมีสิ่งที่เทรดเก่งลงทุนเก่งกว่ามนุษย์นั่นเองครับ เพราะอนาคตข้างหน้า อาจจะมีสิ่งที่เก่งกว่าสมองของมนุษย์ สิ่งนั้นก็คือ “ควอนตัมคอมพิวเตอร์” ดังนั้นหากเราคิดล่วงหน้าก่อน 10 ปี เรายังพอมีเวลา สำหรับนักลงทุน ผู้มุ่งมั่นจริงจังที่จะเปลี่ยนชีวิตของตัวเองจริงๆ

บทที่ 17 ทฤษฎีหุ้นเติบโต 10 เด้ง

หุ้น 10 เด้งมีอยู่จริงหรือไม่ ?

สำหรับผมก็ได้คำตอบว่า “มีจริงๆ” แต่หุ้นแบบนี้นักลงทุนไม่ได้ถือครองนาน หรือบางคนขายขาดทุนระหว่างทางก็มี

การที่นักลงทุน ธรรมดาคนหนึ่งจะเจอหุ้นแบบนี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ต้องมีอะไรอยู่เบื้องหลัง หรือมีเรื่องราวต่างๆมากมายครับ

บทที่ 18 หุ้นเติบโตยั่งยืนของอาจารย์วีไอ

เป็นอะไรที่หลายๆคนฝันถึง แต่เมื่อเวลาผ่านไปทำให้พบว่า ธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงเสมอ

หุ้นเติบโตของอาจารย์ VI อาจารย์ที่ผมกล่าวถึงหมายถึง ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร อาจารย์สามารถปั้นพอร์ตให้เติบโต ได้ในระดับหลายพันล้านบาท

การลงทุนในลักษณะของหุ้น VI ต้องยอมรับว่าเป็นการมองการณ์ไกลอย่างมาก ในขณะที่นักลงทุนที่เคยซื้อไว้หลายท่าน อาจขายทำกำไรไปนานแล้ว แต่อาจารย์ ยังสามารถทนถือ จนเห็นกำไรเติบโต และในระหว่างทาง ยังได้เงินปันผลอีกด้วย

บทที่ 19 แนวคิดการลงทุนหุ้นเติบโต

ทำไม วอร์เรน บัฟเฟตต์ จึงประสบความสำเร็จอย่างยิ่งยวด

เริ่มแรกเขาได้ลงทุนแนวเน้นคุณค่าหรือ Value Investment  ซึ่งได้แนวคิดมาจาก อาจารย์เบนจามิน เกรแฮม โดยการลงทุนแบบหุ้นก้นบุหรี่หรือหุ้นทางต่ำราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี แต่เมื่อเวลาผ่านไป หุ้นประเภทนี้เริ่มหายาก หรือทำไม่ได้แล้ว จนเขาได้พบกับคู่หูอย่าง “ชาลี มังเกอร์” เขาได้หันมาลงทุนในหุ้นดี ในราคาที่เหมาะสม สามารถลงทุนในระยะยาวได้ ทำกำไรได้หลายร้อยเปอร์เซ็นต์ หุ้นเหล่านี้เรียกว่า Super Stock คือหุ้นเติบโตยาวนาน

บทที่ 20 แนวคิดหุ้นเติบโตสไตล์ ปีเตอร์ ลินช์

ปีเตอร์ ลินช์ เป็นเซียนหุ้นขั้นเทพ ตัวของเขาเองมีความสามารถในการลงทุนหุ้นหลากหลายประเภท ทำให้ผมเองเปลี่ยนวิธีการลงทุน หันมาลงทุนหุ้นวัฏจักร และหุ้นเติบโต ทำให้ผมได้เปลี่ยนชีวิตของผม สามารถมาลงทุนเต็มเวลา โดยแนวทางที่ผมได้เรียนรู้จากดินมีดังต่อไปนี้

1) ลงทุนในสิ่งที่ภรรยาหรือลูกๆของคุณชื่นชอบ

โดยสังเกตว่า ภรรยาของคุณชอบใช้อะไร รับประทานอะไร หรือลูกๆของคุณชอบทำอะไร หรือเล่นของเล่นอะไร

2) ลงทุนในหุ้นที่น่าเบื่อ ไม่มีคนสนใจ

หุ้นน่าเบื่อ กิจการที่ไม่มีใครอยากจะทำ กิจการลักษณะนี้คู่แข่งมักจะน้อย ไม่ค่อยมีใครสนใจ

3) หลีกเลี่ยงหุ้น 10 เด้งตัวต่อไป

เวลาที่ตลาดหุ้นดูดี มีหุ้นขึ้นมาอย่างร้อนแรง หุ้นแบบนี้ ลินช์ มักจะแนะนำให้เราหลีกเลี่ยง เพราะว่าหุ่นแบบนี้ จะขึ้นมาเยอะมากๆแล้ว การที่มันจะเด้งต่อ หรือ 10 เด้งไม่ใช่เรื่องง่าย และส่วนมากคนที่ลงทุนแบบนี้มักจะติดดอย

บทที่ 21 แนวคิดการลงทุนหุ้นก้นบุหรี่

หุ้นก้นบุหรี่คืออะไร ?

หุ้นก้นบุหรี่เสมือนหุ้นของกิจการที่ไม่มีความโดดเด่น บางทีอาจจะเป็นกิจการที่เน่าไปด้วยซ้ำ แต่เนื่องจากราคาหุ้นนั้นถูกแสนถูก ทำให้ป็นที่น่าสนใจของนักลงทุน ซึ่งราคาหุ้นที่ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี หรือ Book value = P/BV < 1  เท่า

เมื่อเลือกหุ้นราคาถูกๆ เข้าพอร์ตแล้วก็ถือทิ้งไว้ 3-5 ปี จะมีหุ้นกลุ่มหนึ่งสามารถพลิกได้อย่างรุนแรง แต่ก็จะมีหุ้นบางตัวที่เน่าสนิท แต่ด้วยการกระจายความเสี่ยงไปในหุ้นหลายๆตัว ก็ยังสามารถทำผลตอบแทนได้น่าพอใจแต่สำหรับผมเองผมจะกระจายความเสี่ยง โดยการคัดเลือกหุ้นที่มั่นใจแทน

บทที่ 22 สูตรเล่นหุ้นเติบโต

สูตรเล่นหุ้นสำหรับผมคือ

1) ความเพียร เราต้องหมั่นหาความรู้ใส่ตัวเองเสมอ จึงจะประสบความสำเร็จได้

2) การพึ่งพาตนเอง เราต้องสามารถหาคนได้ด้วยตนเอง อ่านงบการเงินเป็น ตรวจสุขภาพทางการเงินของกิจการที่เราคิดจะลงทุนได้ ว่าเป็นอย่างไร

3) ความพอเพียง ทำไมนักลงทุนหุ้นจึงกล้าซื้อหุ้นปั่น กล้าซื้อหุ้นที่กำลังไล่ราคา หากเรารู้จักความพอเพียง ทำให้เราไม่ขาดทุนหนัก หรือตายไปเสียก่อน

บทที่ 23 กรณีศึกษาหุ้น LPH

ในช่วงภาวะวิกฤตโควิด ส่งผลต่อพอร์ตหุ้นเป็นอย่างมาก การมองหาหุ้นลงทุนแบบปลอดภัยเป็นอะไรที่น่าสนใจ ในความคิดผมคือหุ้นโรงพยาบาล หุ้นที่ผมสนใจก็คือ หุ้น LPH หรือหุ้นโรงพยาบาลลาดพร้าว ด้วยเหตุผลต่อไปนี้

  1. เงินปันผล 2.29% ซึ่งค่อนข้างไว้ใจได้ว่าจะได้ปันผลอย่างสม่ำเสมอ
  2. เป็นโรงพยาบาล ที่มีเตียงถึง 700 เตียง และในอนาคตจะมีการเพิ่มเตียงอีกราว 150 – 200 เตียง ทำให้สามารถรองรับผู้ป่วยได้มากขึ้น
  3. มีการนำเข้าของวัคซีน moderna ทำให้มีรายได้เสริมจากการฉีดวัคซีน
  4. ไตรมาส 2 ทำกำไรได้ทะลุ 50 ล้าน กำไรทั้งปีอาจจะเกิน 200 ล้าน หรือต่ำกว่าเล็กน้อย ทำให้หุ้นตัวนี้มีแนวโน้มที่ดีในขาขึ้น
  5. รถไฟฟ้าสีชมพูจะเปิดไม่เกินปี 2566 ซึ่งจะมีสถานีอยู่ใกล้โรงพยาบาลมาก อนาคตอาจจะมีลูกค้ามาใช้บริการมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ด้วยที่ว่าวิกฤตโควิดเริ่มคลี่คลาย แต่หุ้นตัวนี้ไม่ตอบรับอย่างที่ผมคาดคิด ถือว่าลงทุนครั้งนี้ผมผิดพลาด การลงทุนย่อมมีความเสี่ยงเสมอ ทำให้ผมต้องกลับมาทบทวน และทำการบ้านต่อยอดให้แน่ใจจึงจะลงทุน

บทที่ 24 หุ้นกาแฟเต่าบิน

เมื่อผมมองหาหุ้นเติบโตทำให้เจอกับคุณตัวหนึ่ง เป็นหุ้นทำตู้กดกาแฟ และกดเครื่องดื่มได้หลากหลาย นั่นคือ “ตู้เต่าบิน” สิ่งที่ทำให้ผมสะดุดอย่างแรงก็คือ เป้าหมายของผู้บริหาร จะวางตู้ให้ครบ 20,000 ตู้ ภายในเวลา 3 ปี

อย่างไรก็ตามผมขอสรุปแนวคิดประเด็นที่สนใจหุ้นตัวนี้ไว้ดังนี้

  1. การตั้งเป้าหมายให้ได้ 20,000 ตู้ จะสามารถทำให้ขายเครื่องดื่มได้ 1 ล้านแก้วต่อวัน ซึ่งจะพอๆกับร้านอเมซอน ของ ปตท.
  2. ทำเลที่ตั้งถือว่าดี สามารถตั้งใต้คอนโดได้ และในตึกออฟฟิตได้ ทำให้หาซื้อเครื่องดื่มได้ง่าย
  3. ถ้าทำสำเร็จตามแนวทางของผู้บริหาร ก็มีแนวโน้มจะเติบโตไปได้เรื่อยๆ

บทที่ 25 กรณีศึกษาหุ้นรับเหมาวางระบบสื่อสาร

สาเหตุที่สนใจหุ้นตัวนี้คือ ผลการดำเนินงานดีขึ้นอย่างน่าสนใจ ธุรกิจขายสายสัญญาณมีแนวโน้มจะดีขึ้นเล็กน้อย มีธุรกิจงานวิศวกรรมที่น่าติดตาม เมื่อหาเหตุผลการลงทุนเจอแล้ว ผมก็เริ่มวิเคราะห็ และซื้อสะสมหุ้น จนถึงจุดที่ผมต้องการ จากนั้นก็ขายทำกำไรในที่สุด

บทที่ 26 วัฏจักรขาขึ้นของกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์

รถยนต์ไฟฟ้าจะมาเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตยึดรถยนต์ไฟฟ้าพวงมาลัยขวา เมื่อเราเห็นแบบนี้แล้ว รถยนต์ไฟฟ้ายุคใหม่ จะมาแทนที่รถยนต์สันดาป ด้วยเหตุผลที่ว่า โลกใบนี้ กำหนดกฎการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ภายในปี 2050 นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ชิป Electronic เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย การพัฒนาแบบก้าวกระโดดของแบตเตอรี่ไฟฟ้า ซึ่งจะปฏิวัติอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า รวมทั้งกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมโรงไฟฟ้า

การเกิดขึ้นของ IoT หรือ Internet of Things คืออุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์สามารถติดต่อสื่อสารได้ ทำให้การใช้งานสะดวกสบายยิ่งขึ้น สิ่งต่างๆเหล่านี้จำเป็นต้องใช้ชิปอิเล็กทรอนิกส์ ต้องมีการประกอบแผงวงจรเพื่อประมวลผล นั่นก็จะกลายเป็นขาขึ้นของหุ้นอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เช่นเคย

บทที่ 27 หุ้นโรงพยาบาลปันผลอย่างไรในช่วงโควิด

หุ้นโรงพยาบาล เป็นหุ้นที่น่าสนใจในช่วงโควิด เพราะกิจการมั่นคง แถมเงินปันผลก็ดูไม่เลว เป็นผลมาจากการที่มีผู้ป่วยมากขึ้น

สำหรับหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล สิ่งที่ทำให้กำไรของกิจการดีขึ้น ผมขอแยกเป็น 2 ประเด็น

  1. รายได้และกำไรดีขึ้น หากโรงพยาบาลมีการเพิ่มจำนวนเตียง
  2. รายได้และกำไรจากการนำเข้าวัคซีน ทำให้มีรายได้จากคนที่เข้ามาฉีดวัคซีนอย่างต่อเนื่อง

บทที่ 28 หาหุ้นหลบภัยช่วงวิกฤตโควิด

สำหรับผมที่ต้องการหาหุ้นปันผลเพื่อหลบภัย คือ

1) ธุรกิจพลังงาน

เนื่องจากผมสนใจกลุ่มโรงไฟฟ้าไม่ว่าจะเป็นพลังงานหลักหรือพลังงานทดแทน สาเหตุที่ผมสนใจ เนื่องจากปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าในอนาคต มีแนวโน้มจะสูงขึ้น โดยเฉพาะพลังงานทดแทน และพลังงานไฟฟ้าที่น่าสนใจอีกประเภทก็คือ พลังงานไฟฟ้าจากขยะ เนื่องจากปริมาณของขยะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การนำขยะมาเป็นพลังงาน ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่น้อย

2) กลุ่มสาธารณูปโภค

หุ้นกลุ่มนี้ เช่น หุ้นผลิตน้ำประปา ถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน หรือ ผลิตน้ำใช้ในอุตสาหกรรม

บทที่ 29 วิธีสร้าง Passive Income ด้วยหุ้นปันผล

ตัวอย่างเช่น เราอยากได้เงินปันผลประมาณ 3,000 บาทต่อเดือน แต่เราต้องลงทุนแบบทบต้น วิธีการคือ เก็บให้ได้ปีละ 1 แสนบาท เอาไปซื้อหุ้นที่จ่ายเงินปันผล ที่จ่ายปันผลราวๆ 5 ถึง 8 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ซึ่งเงื่อนไขนี้ เราต้องนำเงินปันผลไปซื้อหุ้นเพิ่ม (ทบต้น)​ จะทำให้เราได้เงินปันผลกลับมาทุกๆปี เมื่อครบ 4 ปี เราจะได้เงินปันผลเฉลี่ยเดือนละประมาณ 3,000 บาท

แต่อย่างไรก็ตามวิธีนี้ยังไม่สามารถการันตีผลตอบแทนได้ 100% เพราะตลาดหุ้นไม่นิ่ง มีความผันผวนสูง ไม่ว่ายังไง เราจะต้องศึกษาให้ถ่องแท้เสียก่อน ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนจึงจะดีที่สุดครับ