สารบัญ

สรุปหนังสือ จิตวิทยาว่าด้วยเงิน The Psychology of Money

The Psychology of Money

จิตวิทยาว่าด้วยเงิน

  • ผู้เขียน : MORGAN HOUSEL
  • ผู้แปล : ธนิน รัศมีธรรมชาติ

บทนำ

สมมุติฐานของหนังสือเล่มนี้ คือการจัดการเงินได้ดีนั้นไม่เกี่ยวกันว่าคุณฉลาดแค่ไหน แต่เกี่ยวข้องอย่างมากกับพฤติกรรมของคุณ และพฤติกรรมนั้นก็เป็นเรื่องยากที่จะสอนแม้แต่กับคนที่ฉลาดที่สุดก็ตาม

อัจฉริยะที่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้นั้นสามารถที่จะกลายเป็นคนที่ประสบกับภัยหายนะทางการเงินได้ เช่นเดียวกันในทางตรงข้าม คนธรรมดาที่ไม่ได้เรียนรู้ทางด้านการเงินมาเลยก็สามารถที่จะร่ำรวยได้ถ้าหากว่าพวกเขามีทักษะด้านพฤติกรรมอันมากพอ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับเกณฑ์วัดความฉลาดทางด้านสติปัญญา

ผมมีคำอธิบายอยู่สองประการ ประการที่หนึ่งคือผลลัพธ์ทางการเงินนั้นถูกขับเคลื่อนโดย โชค ความพยายาม และความฉลาดส่วนบุคคล แต่นั่นคือความจริงระดับหนึ่ง และหนังสือเล่มนี้ก็พูดถึงมันในรายละเอียดเพิ่มเติม ประการที่สองก็คือความสำเร็จทางการเงินนั้นไม่ได้เป็นวิทยาศาสตร์แบบตรงไปตรงมา แต่มันคือทักษะทางด้านอารมณ์และการบริหารการจัดการความคิดซึ่งพฤติกรรมที่คุณทำนั้นมีความสำคัญมากกว่าสิ่งที่คุณรู้

ผมเรียกทั้งสามแบบนี้ว่าจิตวิทยาทางการเงิน วัตถุประสงค์ของหนังสือเล่มนี้คือการใช้เรื่องราวสั้นๆ เพื่อทำให้คุณเห็นว่าทักษะทางด้านอารมณ์และการบริหารจัดการความคิดนั้นมีความสำคัญมากกว่าทักษะวิชาการทางการเงิน ผมจะเขียนมันออกมาในรูปแบบที่ช่วยให้ทุกๆคน สามารถที่จะตัดสินใจทางการเงินได้ดีขึ้น

เงินนั้นอยู่ในทุกหนทุกแห่งมันส่งผลกระทบต่อพวกเราทุกคนและมันทำให้พวกเราส่วนใหญ่เกิดความสับสน ทุกๆคนมีความคิดเรื่องเงินที่แตกต่างกันไปจิตวิทยานั้นให้บทเรียนเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่เราสามารถนำไปใช้ได้กับหลายด้านในชีวิต ยกตัวอย่างเช่นในเรื่องของความเสี่ยง ความมั่นใจ และความสุข

การมองเห็นคุณค่าของจิตวิทยาการเงินของตัวผมเองนั้นถูกขัดเกลามาจากการเขียนถึงหัวข้อนี้ขึ้นมามากกว่าทศวรรษ ผมเขียนเรื่องเงินในช่วงต้นปี 2008 มันเป็นช่วงเริ่มต้นของวิกฤตการณ์ทางการเงินและเป็นการถดถอยและเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ที่สุดในรอบ 80 ปี

ยิ่งผมศึกษาและเขียนเรื่องของวิกฤตทางการเงินมากเท่าไรผมยิ่งตระหนักได้มากขึ้นว่าคุณก็สามารถเข้าใจมันได้ดีขึ้น ผ่านมุมมองทางจิตวิทยาและประวัติศาสตร์ไม่ใช่มุมมองทางการเงิน

เพื่อให้เข้าใจว่าทำไมผู้คนถึงฝังตัวเองอยู่ในกองหนี้ คุณไม่จำเป็นต้องศึกษาเรื่องอัตราดอกเบี้ยแต่คุณต้องศึกษาประวัติศาสตร์ของความโลภ ความไม่มั่นคง และการมองโลกในแง่ดี เพื่อที่จะเข้าใจว่าเหตุใดนักลงทุนจึงเทขายออกมารับที่จุดต่ำสุดของตลาดขาลง คุณไม่จำเป็นต้องเรียนรู้การคำนวณอัตราผลตอบแทนที่คาดหวัง แต่คุณจำเป็นต้องคิดถึงเรื่องความเจ็บปวดในการมองไปยังครอบครัวของคุณ และสงสัยว่าการลงทุนของคุณนั้นกำลังทำอันตรายต่ออนาคตของพวกเขาหรือเปล่า

สิ่งที่คุณกำลังถืออยู่ในมือนั้นมีทั้งสิ้น 20 บทแต่ละบทอธิบายว่าสิ่งใดคือสิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุด และมักจะขัดแย้งกับสามัญสำนึกของจิตวิทยาทางการเงินต่างๆนั้นหมุนรอบสาระสำคัญเดียวกันแต่ดำรงอยู่ได้อย่างเป็นเอกเทศสามารถอ่านแยกจากกันได้

บทที่ 1 : ไม่มีใครเป็นคนบ้า

ประสบการณ์ส่วนตัวในการตบตาเรื่องเงินของคุณอาจจะเป็นเพียง 0.00000001% ของสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกนี้ แต่มันอาจเป็น 80% ของสิ่งที่คุณคิดว่าโลกนี้มันเป็นอยู่

ผู้คนต่างยุคสมัยถูกเลี้ยงมาโดยครอบครัวที่ต่างกันรายได้ต่างกัน ยึดถือคุณค่าต่างกัน ในส่วนต่างๆของโลก เกิดมาในระบบเศรษฐกิจที่แตกต่าง มีประสบการณ์ในตลาดแรงงานที่แตกต่าง ซึ่งมาพร้อมกันกับสิ่งจูงใจที่แตกต่างและระดับของโชคที่ไม่เหมือนกัน เรียนรู้บทเรียนที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ดังนั้นแล้วพวกเราทุกคนไม่ว่าจะเป็นคุณหรือผมและทุกๆคน ต่างใช้ชีวิตที่ผูกติดอยู่กับมุมมองเรื่องการทำงานของเงินอันแตกต่างกันเยอะมากในแต่ละบุคคล สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่บ้าสำหรับคุณอาจเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับผม

  •  ทุกคนเติบโตมากับความยากจน จะคิดเรื่องของความเสี่ยงและผลตอบแทน
  • ผู้คนที่เติบโตมาในช่วงเวลาที่เงินเฟ้อสูง จะได้รับประสบการณ์อะไรบางอย่างที่คนเติบโตมากับสภาวะราคาสินค้าคงที่ไม่เคยได้สัมผัส
  • ชาวออสเตรเลียผู้ไม่เคยได้เห็นสภาวะเศรษฐกิจถดถอยในช่วงเวลา 30 ปี จะได้รับประสบการณ์อะไรบางอย่างที่ชาวอเมริกาไม่เคยมีมาก่อน

คุณรู้เรื่องสิ่งต่างๆเกี่ยวกับเงินที่ผมไม่รู้  ในทางกลับกันผมก็รู้ในสิ่งที่คุณไม่รู้ คุณก้าวผ่านชีวิตด้วยความเชื่อ เป้าหมาย และการคาดการณ์ที่แตกต่างกันกับผม ไม่ใช่เพราะว่าคนเราคนใดคนหนึ่งฉลาดกว่าอีกคน ดังนั้นผู้คนที่มีความฉลาดพอๆกันจริงสามารถเห็นต่างในเรื่องของสาเหตุและสิ่งที่ทำให้เกิดการถดถอยทางเศรษฐกิจ วิธีการที่คุณควรนำเงินของคุณไปลงทุน สิ่งที่ควรให้ความสำคัญเป็นดับแรก คุณควรรับความเสี่ยงมากแค่ไหน และอื่นๆ

โปรแกรมสเปรดชีตสามารถสร้างแบบจำลองความถี่ในการถดถอยครั้งใหญ่ของตลาดหุ้นในอดีตได้ แต่การศึกษาอดีตนั้นทำให้คุณรู้สึกเหมือนกับว่าคุณเข้าใจอะไรบางอย่าง แต่คุณจะไม่เข้าใจมันเพียงพอที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมของคุณได้จนกว่าชีวิตคุณจะใช้ชีวิตผ่านมาและรับรู้ถึงผลที่ตามมาด้วยตัวคุณเอง บทเรียนบางบทนั้นต้องเจอด้วยตัวเองถึงจะเข้าใจพวกเราทุกคนต่างก็เป็นเหยื่อของความจริงนี้ในรูปแบบที่ต่างกันไป

นักเศรษฐศาสตร์พบว่าการตัดสินใจลงทุนตลอดชีวิตของผู้คนนั้น ผูกติดอยู่กับประสบการณ์ที่นักลงทุนเหล่านั้นได้รับมาในยุคสมัยของพวกเขาเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประสบการณ์ที่พวกเขาได้รับในช่วงที่เป็นผู้ใหญ่ ถ้าคุณเติบโตมาในช่วงที่มีอัตราเงินเฟ้อสูงต่อไปในชีวิตคุณจะลงทุนเงินของคุณในพันธบัตร เมื่อเทียบกับคนที่เติบโตมาในช่วงที่มีอัตราเงินเฟ้อต่ำ หากว่าคุณบังเอิญเติบโตมาในช่วงที่ตลาดหุ้นแข็งแกร่งต่อไปในชีวิตคุณจะลงทุนเงินของคุณในตลาดหุ้นมากกว่าคนที่เติบโตมาในช่วงที่ตลาดหุ้นอ่อนแอ ภาพจำเรื่องเงินของพวกเขานั้นถูกสร้างขึ้นมาจากคนละโลก และเมื่อเป็นเช่นนี้มุมมองเรื่องการเงินที่คนกลุ่มหนึ่งคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าหวาดกลัวกับกายเป็นสิ่งที่ดูสมเหตุสมผลอย่างมากกับคนอีกกลุ่ม

ทุกการตัดสินใจเรื่องเงินของผู้คนนั้นถูกกำหนดโดยการรับข้อมูลที่พวกเขามีในช่วงเวลานั้นๆ ผนวกเข้ากับแบบความคิดอันเป็นเอกลักษณ์ของพวกเขาแต่ละคนเกี่ยวกับวิธีที่โลกดำเนินไป มีคนแค่เพียงไม่กี่คนที่ทำการตัดสินใจทางการเงินโดยข้อมูลนั้นล้วนๆ พวกเขามักจะทำการตัดสินใจที่โต๊ะอาหารค่ำในการประชุมของบริษัท

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ช่วยอธิบายได้ว่าเหตุใดการตัดสินใจทางการเงินจึงเป็นเรื่องยาก และทำไมจึงมีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์มากมาย ก็คือการตระหนักได้ว่าหัวข้อนี้เป็นเรื่องที่ใหม่เพียงใด รากฐานของการตัดสินใจเรื่องการเงินในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการออมและการลงทุน มีพื้นฐานมาจากความคิดที่ค่อนข้างจะอยู่ในระยะเวลาเริ่มต้น ไม่ได้แปลกใจเลยที่พวกเราหลายคนห่วยแตกในเรื่องของการออมและการลงทุนเพื่อการเกษียณพวกเราไม่ได้บ้าพวกเราแค่เป็นมือใหม่

นี่แหละคือปัญหาสำหรับหัวข้อที่ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากอารมณ์ ซึ่งต้องประทะกับข้อเท็จจริงแล้วมันช่วยอธิบายให้เข้าใจได้ว่าเหตุใดพวกเราจึงไม่ทำสิ่งที่พวกเราควรทำเมื่อพูดถึงเรื่องเงิน พวกเราทุกคนล้วนใหม่ในเกมนี้ สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องบ้าสำหรับคุณอาจเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับผม ไม่มีใครเลยที่เป็นบ้าพวกเราทุกคนต่างตัดสินใจโดยพื้นฐานและประสบการณ์เฉพาะตัวของแต่ละคน ที่ดูเหมือนว่าจะเข้าทางสำหรับพวกเราในช่วงเวลาสั้นๆเท่านั้น

บทที่ 2 : โชคและความเสี่ยง

ไม่มีอะไรดีแย่ไปกว่าที่เห็น

โชคและความเสี่ยงนั้นเป็นญาติกัน ทุกผลลัพธ์ในชีวิตถูกชี้นำโดยแรงผลักดันอื่นนอกเหนือจากความพยายามของปัจเจกบุคคล

ทุกปีจะมีคนเสียชีวิตจากการปีนเขาราวๆ 36 รายในสหรัฐอเมริกา โอกาสเสียชีวิตในวัยมัธยมปลายจากการเป็นเขานั้นมีประมาณหนึ่งในล้าน ทั้งโชคและความเสี่ยงบอกความจริงกับเราว่าผลลัพธ์ในชีวิตนั้นถูกชี้นำโดยพลังงานอื่นที่นอกเหนือความพยายามส่วนบุคคล เพราะมันมีความคล้ายครึ่งกันมากเสียจนคุณไม่สามารถที่จะเชื่อในสิ่งหนึ่งโดยไม่เคารพอีกสิ่งหนึ่งอย่างทัดเทียมกันได้

ทั้งคู่เกิดขึ้นเพราะโลกใบนี้ซับซ้อนเกินกว่าที่จะอนุญาตให้การกระทำ 100% ของคุณเป็นตัวกำหนดผลลัพธ์ 100% ของคุณ เพราะมันถูกขับเคลื่อนด้วยสิ่งเดียวกันนั่นคือคุณเป็นคนหนึ่งในเกมที่มีผู้เล่นคนอื่นอีก 7,000,000,000 คน ที่เคลื่อนไหวไม่รู้จบผลกระทบโดยไม่ต้องจ่ายจากการกระทำที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของคุณนั้นสามารถสร้างผลลัพธ์ได้มากกว่าสิ่งที่คุณตั้งใจทำ แต่ทั้งสองสิ่งนี้ก็วัดได้ยากและยากที่จะยอมรับจนมันถูกมองข้ามไป  ถ้าคุณให้ความเคารพกับโชคและความเสี่ยงอย่างเหมาะสมคุณจะตระหนักได้ว่าเมื่อใดที่คุณตัดสินความสำเร็จทางการเงินของผู้คนไม่ว่าตัวคุณเองหรือคนอื่นๆมันไม่เคยดีหรือแย่ไปกว่าที่เห็น

เวลาที่ตัดสินคนอื่นโดยให้เหตุผลว่าพวกเขาสำเร็จเพราะโชคช่วยนั้น ทำให้คุณดูเป็นคนขี้อิจฉาและใจแคบ ถึงแม้ว่าเราจะรู้อยู่เต็มอกว่ามันมีอยู่จริงก็ตาม และในเวลาที่คุณตัดสินตัวเองการจะบอกว่าคุณประสบความสำเร็จเพราะโชคช่วยนั้นอาจเป็นเรื่องที่ยากมากเกินกว่าจะรับได้

ธุรกิจล้มเหลวเพราะพยายามไม่มากพอหรือเปล่า? การลงทุนที่ใหญ่นั้นเกิดจากการคิดไม่ดีพอหรือเปล่า? อาชีพที่ผูกพันนั้นเกิดจากความขี้เกียจหรือเปล่า? แน่นอนว่าในบางครั้งก็อาจจะใช่แต่ว่ามันเกิดจากสิ่งเรานี้มากน้อยแค่ไหนกันล่ะมันเป็นเรื่องยากที่จะรู้ว่าทุกสิ่งที่ควรค่าแก่การไขว่คว้านั้นมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จน้อยกว่า 100% หรือไม่ และความเสี่ยงก็เป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคุณลงเลยในด้านที่โชคร้ายของสมการ

เป็นไปได้ที่เราจะใช้วิธีการทางสถิติมาวัดการตัดสินใจบางอย่างว่าเป็นการตัดสินใจที่ฉลาดหรือไม่ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงในแต่ละวันเราไม่ทำกันแบบนั้นมันยากเกินไปเราชอบเรื่องที่เรียบง่ายซึ่งเป็นสิ่งที่ง่ายแต่มันจะทำให้เราเข้าใจผิดอย่างร้ายกาจ

เส้นแบ่งระหว่างความกล้าหาญที่สร้างแรงบันดาลใจ และความสะเพร่านั้นอาจมีความหนาในระดับมิลลิเมตร และสามารถมองเห็นได้ก็ต่อเมื่อมองย้อนกลับไปเท่านั้น นี่ไม่ใช่ปัญหาที่แก้ได้ง่าย ความยากในการระบุว่าอะไรคือถูกอะไรคือทักษะและอะไรคือความเสี่ยงนั้นคือปัญหาหนึ่งในปัญหาใหญ่ที่สุดที่เราเผชิญในเวลาที่เราพยายามเรียนรู้วิธีการที่ดีที่สุดในการบริหารจัดการเงินแต่ทั้งสองสิ่งนี้สามารถชี้ทางให้คุณไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้ดังนั้นจงโฟกัสไปที่ตัวบุคคลและกรณีศึกษาให้น้อยลง และเน้นไปในรูปแบบภาพกว้างให้มากขึ้นคุณจะเข้าใจและเข้าใกล้สิ่งที่สามารถนำไป ไปใช้ได้จริงจากรูปแบบที่กว้างขวางความสำเร็จและความล้มเหลวยิ่งธรรมดามากคุณก็ยิ่งดำมันไปปรับใช้ในชีวิตของคุณได้มากขึ้นเท่านั้น

ในเวลาที่สิ่งต่างๆเป็นไปดั่งใจคิดจงตระหนักว่า มันจะไม่ได้ดีอย่างที่คิดคุณไม่ใช่คนที่แพ้ไม่เป็นและหากคุณยอมรับว่าช่วงนั้นนำความสำเร็จมาให้คุณ คุณก็ควรจะเชื่อในญาติของมันที่มีชื่อว่าความเสี่ยง ซึ่งมันเป็นสิ่งที่สามารถเปลี่ยนเรื่องราวของคุณจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ด้วยความรวดเร็วพอๆกัน

ในทางกลับกันความล้มเหลวเองก็สามารถเป็นครูที่น่ารังเกียจได้เพราะมันยาวยวนให้คนฉลาดคิดว่าการตัดสินใจของพวกเขานั้นเป็นสิ่งที่แย่ แท้จริงแล้วพวกเขาเพียงแค่ทำการสะท้อนภาพความเป็นจริงของความเสี่ยงที่ไม่อาจให้อภัยได้

เคล็ดลับในการรับมือความล้มเหลว คือการเตรียมความพร้อมในชีวิตทางการเงินของคุณในวิธีการลงทุนที่เยอะหลากหลาย จนการพลาดเป้าหมายทางการเงินไม่สามารถเขี่ยคุณออกไปได้จากเกมนี้ ซึ่งมันจะทำให้คุณเล่นอยู่ในเกมนี้จนกว่าโอกาสของคุณจะเข้าข้าง

บทที่ 3 : ไม่เคยพอ

เมื่อคนรวยทำเรื่องบ้าๆ

ทำไมใครบางคนที่มีความมั่งคั่งระดับหลายร้อยล้านดอลลาร์ถึงอยากได้เงินมากขึ้นอย่างไม่กลัวอันตราย จนพวกเขายอมเสี่ยงทุกอย่างเพื่อที่จะหาเงินให้ได้มากยิ่งขึ้น อาชญากรรมที่ลงมือโดยคนที่ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดนั้น ก็ว่าไปอย่างแต่นี่พวกเขามีพร้อมทุกอย่างทั้งความมั่งคั่งเกินจินตนาการ เกียรติยศ อำนาจ อิสรภาพ และพวกเขาเลือกที่จะโยนสิ่งเหล่านี้ทิ้งไปเพราะพวกเขาอยากมีมันมากขึ้น  พวกเขาไม่รู้สึกถึงคำว่าพอ

พวกเราน้อยคนที่จะมีเงินได้ถึง 100,000,000 เหรียญเปอร์เซ็นต์ซึ่งวัดได้ของผู้ที่อ่านหนังสือเล่มนี้จะได้รับเงินเดือนหรือมีเงินเพียงพอต่อการซื้อทุกสิ่งที่สมเหตุสมผลตามแต่ที่พวกเขาต้องการและสิ่งอื่นๆที่พวกเขาต้องการอีกหลายอย่างถ้า หากคุณเป็นหนึ่งในพวกเขาเหล่านี้จงทำสิ่งต่อไปนี้เอาไว้ให้ดี

  1. ทักษะทางการเงินที่ยากที่สุดคือการทำให้เป้าหมายหยุดเคลื่อนที่

หากความคาดหวังนั้นเพิ่มขึ้นไปพร้อมพร้อมกันกับผลลัพธ์ ก็ไม่มีเหตุผลที่คุณจะต้องพยายามมากขึ้น เนื่องจากคุณจะรู้สึกเหมือนเดิมหลังจากที่พยายามเพิ่มขึ้น คุณจะรู้สึกราวกับว่าคุณอยู่รั้งท้ายเสมอและทางเดียวที่จะตามทันเป้าหมายให้ทันได้คือคุณต้องรับความเสี่ยงในปริมาณที่มากขึ้นและมากขึ้น ความต้องการแซงหน้าเพื่อนของคุณสามารถเป็นเชื้อเพลิงในการทำงานหนัก แต่ชีวิตที่ไร้ซึ่งความสนุกหากไม่รู้จักคำว่าพอคำดังกล่าวที่ว่าความสุขนั้นจะเป็นเพียงแค่ผลลัพธ์ลบด้วยความคาดหวัง

  1. การเปรียบเทียบทางสังคมคือปัญหา

เพดานของการเปรียบเทียบทางสังคมนั้นสูงมากเสียจนแทบจะไม่มีใครเคยทำได้เลย ซึ่งหมายความว่ามันเป็นสงครามที่จะไม่มีวันชนะหรือหนทางเดียวที่จะชนะได้คือการไม่ลงไปต่อสู้โดยเริ่มต้นจากการยอมรับว่าคุณนั้นมีพอแล้วแม้ว่ามันอาจจะน้อยกว่าคนอื่นๆที่รายล้อมอยู่รอบตัวคุณก็ตาม

  1. “พอ” นั้นไม่น้อยจนเกินไป

การพอคือการตระหนักได้ว่าความกระหายที่ไม่รู้จักพอในด้านตรงกันข้ามจะพลักให้คุณไปอยู่ในจุดที่คุณต้องเสียใจ ทางเดียวที่คุณจะรู้ได้ว่าคุณกินได้มากแค่ไหนคือกินจนกว่าคุณจะป่วยมีคนจำนวนไม่มากลองทำสิ่งนี้ เพราะการอาเจียนนั้นเจ็บปวดมากกว่าการได้กินอาหารมื้อดีๆ ด้วยเหตุผลบางประการตรรกะเดียวกันนี้ใช้ไม่ได้กับธุรกิจและการลงทุน มีหลายคนที่จะหยุดขวนขวายเพื่อสิ่งที่มากขึ้นเมื่อพวกเขาถังแตกและถูกบังคับให้หยุดเท่านั้น

  1. หลายสิ่งที่ไม่ควรค่าแก่การเสียงไม่ว่ามันจะมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้มากแค่ไหน

ชื่อเสียงนั้นประเมินค่าไม่ได้ อิสรภาพเสรีภาพนั้นประเมินค่าไม่ได้ ครอบครัวและเพื่อนฝูงนั้นประเมินค่าไม่ได้ ความสุขนั้นประเมินค่าไม่ได้ และสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อรักษาสิ่งเหล่านี้เอาไว้ก็คือการรู้ว่าเมื่อไหร่คือเวลาที่คุณต้องหยุดรับความเสี่ยงที่อาจเป็นตรายต่อสิ่งเหล่านี้ มันคือการรู้ว่าเมื่อไหร่ที่คุณมีพอแล้ว ข่าวดีก็คือเครื่องมือที่ดีที่สุดในการสร้างความรู้สึกพอนั้นเป็นเรื่องที่เรียบง่ายอย่างน่าทึ่ง

บทที่ 4 : การทบต้นที่ทำให้งงงวย

ในจำนวน 84,500 ล้านเหรียญของมูลค่าความมั่งคั่งสุทธิของวอร์เร็น บัฟเฟตต์ มี 81,500 ล้านเหรียญที่ได้มาหลังจากวันเกิดปีที่ 65 ของเขา สมองของเราไม่ได้ถูกสร้างมาให้รับมือกับความไม่สมเหตุสมผลดังกล่าว

มีหนังสือมากกว่า 2000 เล่มที่อุทิศแต่วิธีการสร้างทรัพย์สมบัติของ วอร์เร็น บัฟเฟตต์ หลายเล่มเป็นหนังสือที่น่าอัศจรรย์แต่มีเพียงไม่กี่เล่มที่ให้ความสนใจมากพอต่อความจริงพื้นฐานที่ว่า โชคลาภของวอร์เร็น บัฟเฟตต์นั้นไม่ได้มาจากการเป็นนักลงทุนที่ดีเพียงอย่างเดียวแต่เค้าเป็นนักลงทุนที่ดีตั้งแต่ตอนที่เขายังเป็นเด็ก

วอร์เร็น บัฟเฟตต์ เป็นนักลงทุนที่น่าอัศจรรย์ แต่คุณจะพลาดบางประเด็นไปหากคุณยึดติดกับความสำเร็จทั้งหมดของเขานั้นได้มาจากไหวพริบ ในการลงทุนกุญแจสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จของวอร์เรนบัฟเฟตก็คือเค้าเป็นนักลงทุนมหัศจรรย์มาเป็นระยะเวลาหนึ่งในสี่ของศตวรรษ หากเขาเริ่มลงทุนในช่วงอายุ 30 แล้วเกษียณอายุในช่วง 60 จะมีซักกี่คนที่ ได้ยินชื่อของเขาความสำเร็จทางการเงินทั้งหมดของ วอร์เร็น บัฟเฟตต์ นั้นสามารถเชื่อมโยงได้กับพื้นฐานทางการเงินที่เขาสร้างขึ้นในวัยหนุ่มและการยืนระยะที่คงไว้ในช่วงวัยชรา

ผมเคยได้ยินคนมากมายพูดหลังจากได้เห็นตารางดอกเบี้ยทบต้นเป็นครั้งแรกว่ามันจะเปลี่ยนชีวิตของพวกเขา หรือหนึ่งในเรื่องราวนั้นที่เราว่าคุณจะมีเงินเกษียณมากกว่าเดิมแค่ไหนถ้าคุณเริ่มต้นตอนอายุ 20 แทนที่จะเป็น 30 แต่มันอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นไปได้มากกว่าคือการทำให้พวกเขาแปลกใจเพราะว่าผลลัพธ์ที่มองเห็นได้โดยสัญชาตญาณนั้นดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง การคิดแบบเส้นตรงนั้นทำได้ง่ายกว่าการคิดแบบเลขยกกำลัง

สิ่งที่เป็นอันตรายตรงนี้ก็คือเมื่อการทบต้นนั้นไม่ใช่สัญชาตญาณของเราเราก็มักที่จะละเลยความสามารถของมันและมุ่งไปที่การแก้ไขปัญหาด้วยวิธีอื่น มันไม่ได้เป็นของพวกเราคิดมากเกินไปแต่เป็นเพราะเราแทบจะไม่เคยได้หยุดคิดถึงเพื่อนพิจารณาศักยภาพของมันเลย สิ่งที่คุณได้เรียนรู้และนำไปใช้งานได้จริงจากการเรียนรู้เรื่องนี้ก็คือการทบต้นที่ขัดกับสัญชาตญาณนั้นเป็นสิ่งที่ต้องรับผิดชอบต่อการซื้อขายที่น่าผิดหวังกลยุทธ์ที่แย่และความพยายามในการประสบความสำเร็จในการลงทุนส่วนใหญ่

บทที่ 5 : ได้มาซึ่งความมั่งคั่ง กับ รักษาไว้ซึ่งความมั่งคั่ง

การลงทุนที่ดีไม่จำเป็นจะต้องเป็นเรื่องของการตัดสินใจที่ดี แต่มันเป็นเรื่องของการไม่ทำพลาดอย่างต่อเนื่อง

มีวิธีได้มาซึ่งความมั่งคั่งอยู่เป็นล้านวิธี และมีหนังสือสอนวิธีการกระทำอยู่จำนวนมาก แต่ถ้าว่ามีวิธีการเดียวที่จะทำให้ความมั่งคั่งนั้นคงอยู่นั่นคือส่วนผสมของความมัธยัสถ์และความหวาดระแวง

หากผมต้องสรุปความสำเร็จทางด้านการเงินออกมาหนึ่งคำมันคงจะเป็นคำว่า “การอยู่รอด” มีสองเหตุผลที่อธิบายว่าเหตุใดความคิดเรื่องการอยู่รอดจึงเป็นกุญแจสำคัญของเรื่องเงิน หนึ่งเหตุผลนั้นชัดเจนมากคือการทำเงินได้สองสามครั้งนั้นเยี่ยมมากจนคุณพร้อมที่จะทำลายมันและก้าวขึ้นไปอีกขั้น อีกเหตุผลหนึ่งก็คือคณิตศาสตร์ของการทบต้นที่ขัดกับสัญชาตญาณของเราอย่างที่เราได้เห็นไปในบทที่ 4

แต่การได้มาและรักษาการเติบโตสุดพิเศษนั้นต้องใช้การเอาตัวรอดจากตลาดขาขึ้นแล้วลง ที่ไม่สามารถคาดเดาได้ซึ่งทุกคนนั้นจะต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อเวลาผ่านไป การนำกรอบความคิดของการเอาตัวรอดมาใช้ในโลกแห่งความจริงได้นั้นต้องมองเห็นคุณค่าต่อไปนี้

  1. สิ่งที่ฉันต้องการมากกว่าผลตอบแทนจำนวนมากก็คือฉันต้องการเป็นคนที่ฆ่าไม่ตายทางการเงิน และถ้าฉันฆ่าไม่ตายฉันคิดว่าฉันจะได้รับผลตอบแทนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเนื่องจากฉันจะสามารถยืนระยะได้นานพอที่การทบต้นจะทำงานได้อย่างน่าอัศจรรย์
  2. การวางแผนนั้นสำคัญ แต่แผนที่สำคัญที่สุดของทุกแผนก็คือ การวางแผนจะไม่เป็นไปตามแผน
  3. บุคลิกภาพที่สมดุลย์แบบบาร์เบล : มองโลกในแง่ดีเรื่องอนาคตแต่วิตกกังวลกับสิ่งที่จะขัดขวางไม่ให้คุณไปถึงอนาคตนั้นสำคัญ

กรอบความคิดในรูปแบบที่สามารถหวาดระแวงและมองโลกในแง่ดีได้ไปพร้อมพร้อมกันนั้นเป็นสิ่งที่รักษาเอาไว้ได้ยาก เนื่องจากการมองสิ่งต่างๆขาวหรือดำนั้นใช้ความพยายามน้อยกว่าการยอมรับในความต่างเพียงเล็กน้อย แต่ว่าคุณจำเป็นต้องมีความหวาดระแวงระยะสั้นเพื่อให้คุณอยู่รอดได้ยาวนานเพียงพอที่จะหาประโยชน์จากการมองโลกในแง่ดีระยะยาว

บทที่ 6 : หางยาว คุณชนะ

คุณสามารถตัดสินใจผิดได้ครึ่งหนึ่ง และยังคงสามารถสร้างความมั่งคั่งได้

กลยุทธ์ห่างยาวหรือส่วนที่ไกลที่สุดของการกระจายผลลัพธ์นั้นมีอิทธิพลอย่างมากในเรื่องการเงินในแบบที่เหตุการณ์เล็กๆจำนวนมากสามารถทำให้ผลส่วนใหญ่เกิดขึ้นมาได้ ทฤษฎีหางยาวเป็นทฤษฎีของยุค 4.0 ที่เข้ามาท้าทายกฎ 80 / 20 เดิมของพาเรโต โดยทฤษฎีหางยาวนี้อธิบายว่าหากเราลองวาดกราฟและเราจะเห็นได้ว่ายอดขายที่กระจุกตัวอยู่ในสินค้าแค่เพียงไม่กี่ชิ้น จะเปรียบเสมือนกับหัวแล้วสินค้าอีกจำนวนมากมายมหาศาลที่มียอดขายไม่สูงนั้นเปรียบเสมือนกับหาง โดยทฤษฎีนี้ได้ตั้งคำถามว่าหากนำยอดขายของสินค้าที่ไม่เป็นที่นิยมจำนวนมากมารวมกัน อาจจะสร้างผลลัพธ์ได้ดีกว่าสินค้าที่ขายดีและเป็นที่นิยมก็เป็นได้ซึ่งแตกต่างจากกฎของพาเรโตที่มุ่งเน้นไปที่การขายและสร้างสรรค์ผลลัพธ์ จากสินค้าที่เป็นที่นิยมแค่เพียงอย่างเดียว

สิ่งนี้เป็นเรื่องยากต่อการรับมือแม้ว่าคุณจะเข้าใจคณิตศาสตร์ แต่การบอกว่านักลงทุนสามารถที่จะตัดสินใจผิดพลาดได้ครึ่งหนึ่งแต่ยังสามารถสร้างรายได้มหาศาลได้นั้นไม่เป็นธรรมชาติ มันหมายความว่าเราประเมินค่าต่ำไปเรื่องที่ว่าการล้มเหลวในสิ่งต่างๆนั้นเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งมันทำให้พวกเราตีโพยตีพายไปมากเกินกว่าเหตุเมื่อถึงเวลาที่มันเกิดขึ้น

อะไรก็ตามที่ยิ่งใหญ่ ทำกำไร มีชื่อเสียง หรือมีอิทธิพลล้วนเป็นผลลัพธ์ของเหตุการณ์ปลางหางอันเป็นเหตุการณ์หนึ่งในหมื่นหรือล้านที่ทอดยาวออกไป แต่พวกเราส่วนมากมักจะสนใจในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ สร้างผลกำไรมีชื่อเสียง หรือมีอิทธิพลเมื่อเราให้ความสนใจส่วนใหญ่ไปกับผลลัพธ์ของเหตุการณ์ปลายหาง มันก็เป็นเรื่องง่ายที่พวกเราจะประเมินค่าพลังของพวกมันต่ำจนเกินไป

ความหายนะของบริษัทมหาชนส่วนใหญ่นั้นแพร่กระจายไปทั่วทุกอุตสาหกรรม เกินครึ่งของบริษัทเทคโนโลยีและโทรคมนาคมทั้งหมดสูญเสียมูลค่าส่วนใหญ่ไปและไม่เคยฟื้นคืนกลับมา แม้แต่ในบรรดาบริษัทกลุ่มสาธารณูปโภคอัตราการล้มเหลวนั้นก็ยังมากกว่าหนึ่งในสิบ ความน่าสนใจของเรื่องนี้ก็คือคุณจำเป็นต้องประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งเพื่อที่จะได้เป็นบริษัทมหาชนและเป็นหนึ่งในสมาชิกของดัชนีรัสเซล 3000  บริษัทเหล่านี้คือบริษัทที่มั่นคงไม่ใช่สตาร์ทอัพที่ก้าวขึ้นมาในชั่วข้ามคืน แต่ถึงกระนั้นบริษัทส่วนใหญ่ก็เพิ่งจะมีอายุเป็นหลักหลายปีไม่ได้ยาวนานหลายชั่วอายุคน

เมื่อคุณยอมรับว่าปลายหางเป็นตัวขับเคลื่อนทุกสิ่งในธุรกิจ การลงทุนและการเงิน คุณจะตระหนักได้ว่าการที่สิ่งต่างๆนั้นผิดพลาดพังทลายและร่วงหล่นนั้นเป็นเรื่องธรรมดา คำจำกัดความที่ดีของอัจฉริยะด้านการลงทุนก็คือชายหรือหญิงผู้ที่สามารถทำสิ่งธรรมดาได้ในเวลาที่ผู้คนทั้งหมดรอบตัวกำลังบ้าคลั่ง ปลายหางขับเคลื่อนทุกสิ่งจริงๆ

บทที่ 7 : อิสรภาพ

การควบคุมเวลาของตัวคุณเองได้ คือเงินปันผลสูงสุดที่มอบให้กับคุณ

ผู้คนต่างต้องการมั่งคั่งมากขึ้นเพื่อที่พวกเขาจะได้มีความสุขมากขึ้น ความสุขนั้นเป็นสิ่งที่ซับซ้อนเนื่องจากความสุขของทุกคนนั้นแตกต่างกัน หากว่าตัวบ่งชี้สามัญของความสุขนั้นมีอยู่ประมาณหนึ่งเป็นพลังงานขับเคลื่อนสากลของความสุขมันก็คงเป็นการที่ผู้คนอยากจะควบคุมชีวิตของตนเอง ความสามารถในการทำสิ่งที่คุณต้องการในเวลาที่คุณต้องการกับผู้คนที่คุณต้องการ นานตราบที่ต้องการนั้นคือสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้มันคือปันผลสูงสุดที่เงินจ่ายให้กับคุณ

ความมั่งคั่งจำนวนน้อยนั่นหมายถึงความสามารถในการหยุดงานได้สองสามวันในเวลาที่คุณป่วย โดยที่เงินในธนาคารไม่หดหายไปจนหมด การจะได้มาซึ่งความสามารถนั้นเป็นเรื่องใหญ่หากคุณไม่ได้มีมันอยู่

ความมั่งคั่งที่มากขึ้นอีกหน่อยนั่นหมายถึงความสามารถในการรอคอยให้งานดีดีผ่านเข้ามาเมื่อคุณถูกไล่ออก แทนที่คุณจะต้องรีบเอื้อมมือไปคว้างานแรกที่คุณหาได้ สิ่งนี้สามารถเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตของคุณ

เงินสำรองค่าใช้จ่ายฉุกเฉินหกเดือนนั้นหมายถึงการไม่เกรงกลัวต่อเจ้านาย เนื่องจากคุณรู้ดีว่าชีวิตของคุณจะไม่ถูกทำลายหากคุณจำเป็นจะต้องใช้เวลาในการหางานใหม่

ความมั่งคั่งที่มากขึ้นยังหมายถึงความสามารถในการรับงานที่ให้ค่าจ้างน้อยกว่าแต่มีชั่วโมงการทำงานที่ยืดหยุ่นกว่า บางทีอาจจะเป็นงานที่ใช้ระยะเวลาในการเดินทางน้อยกว่าหรือความสามารถในการรับมือเรื่องฉุกเฉินทางการแพทย์ โดยไม่ต้องวิตกกังวลว่าคุณจะเอาเงินที่ไหนมาจ่าย อีกทั้งยังมีเรื่องของการเกษียณอายุในเวลาที่คุณต้องการ แทนที่จะเป็นในเวลาที่คุณจำเป็น การใช้เงินของคุณเพื่อซื้อเวลาและหาทางเลือกนั้นมีประโยชน์ต่อวิถีชีวิตของคุณซึ่งมันเป็นเรื่องยากที่จะหาสินค้าอะไรมาทดแทนได้

บทที่ 8 : ความย้อนแย้งของชายในรถยนต์

มีแค่ตัวคุณเองเท่านั้นที่หลงใหลในสิ่งที่คุณครอบครอง

เมื่อคุณเห็นคนขับรถยนต์หรูหราคุณจะไม่คิดว่า “ว้าวคนขับรถคันนี้เท่ห์จัง” ในทางกลับกันคุณกลับคิดว่า “ว้าวถ้าฉันมีรถคันนั้นคนอื่นคงคิดว่าฉันเท่ห์” นี่คือสิ่งที่คนส่วนใหญ่คิดไม่ว่าจะรู้หรือไม่รู้ตัวก็ตาม

ความย้อนแย้งก็คือผู้คนส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะต้องการความมั่งคั่งเพื่อส่งสัญญาณบอกให้คนอื่นรู้ว่าเขาผู้นั้นควรได้รับการยกย่องและเชิดชู แต่แท้จริงแล้วคนอื่นมักมองข้ามสิ่งเรานี้ในตัวคุณไปไม่ใช่เพราะว่าพวกเขาคิดว่าความมั่งคั่งไม่น่าชื่นชม แต่เป็นเพราะพวกเขาใช้ความมั่งคั่งของคุณเป็นตัวชี้วัดความต้องการที่จะได้รับการยกย่องและเชิดชูของตัวพวกเขาเอง

ผมได้เรียนรู้ตอนทำงานเป็นพนักงานรับรถว่า เมื่อเจ้าของรถมาถึงโรงแรมด้วยรถหรูแล้วเห็นผมมองไปที่รถของพวกเขา ผมมั่นใจว่าเจ้าของรถเรานั้นชอบที่จะถูกมอง ผมมั่นใจว่าพวกเขารู้สึกว่ากำลังได้รับการชื่นชม แต่พวกเขาจะรู้หรือไม่ว่า ผมไม่ได้สนใจอะไรหรือแม้แต่จะสังเกตพวกเขาเลย

พวกเขาจะรู้ไหมว่าผมกำลังจ้องไปที่รถแล้วจินตนาการถึงตัวเองที่กำลังอยู่ในเบาะคนขับ มันเป็นความปรารถนาอยู่ลึกๆที่ผู้คนมักต้องการความเคารพและยกย่องจากผู้อื่น และการใช้เงินซื้อของหรูหราอาจไม่ทำให้คุณถูกยอมรับได้อย่างที่คุณคิด หากความเคารพและการยกย่องคือเป้าหมายของคุณจงระมัดระวังวิธีที่คุณจะแสวงหามัน ความอ่อนน้อมทอมตน ความเมตตา และความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นต่างหากที่จะนำพาความศรัทธาให้คุณมากกว่าพลังแรงม้าของรถที่คุณมี

บทที่ 9 : ความมั่งคั่งคือสิ่งที่คุณมองไม่เห็น

ทุ่มเงินเพื่อบอกคนดิว่าคุณมีเงินมากแค่ไหน คือวิธีที่เร็วที่สุดในการมีเงินน้อยลง

เงินเป็นเรื่องที่มีความน่าขันอยู่มากสิ่งที่สำคัญอย่างแรกเลยคือความมั่งคั่งเป็นสิ่งที่คุณมองไม่เห็น บางคนที่ขับรถราคา 100,000 เหรียญนั้นดูร่ำรวย แต่ชุดข้อมูลเดียวที่คุณมีเกี่ยวกับความมั่งคั่งของพวกเขาก็คือ พวกเขาจะมีเงินน้อยลงกว่าเดิม 100,000 เหรียญเมื่อเทียบกับก่อนที่จะซื้อรถ หรือมีหนี้เพิ่มขึ้น 100,000 เหรียญ นั่นคือทั้งหมดที่คุณรู้เกี่ยวกับเขา

เรามีแนวโน้มที่จะตัดสินความมั่งคั่งจากสิ่งที่เราเห็นเพราะว่ามันคือสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเรา เราไม่เห็นตัวเลขในบัญชีหรือหลักฐานทางการเงินของเขา นั่นทำให้เราใช้รูปลักษณ์ภายนอกในการประเมินความสำเร็จทางการเงินของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็น รถ บ้าน หรือรูปถ่ายใน Instagram

ทุนนิยมสมัยใหม่นั้นช่วยให้ผู้คนหลอกลวงจนกลายเป็นอุตสาหกรรมความทรงจำที่แสนวิเศษ แต่ในความเป็นจริงแล้วความมั่งคั่งคือสิ่งที่คุณมองไม่เห็น

เราควรระมัดระวังในการนิยามความแตกต่างของคำว่ามั่งคั่งและร่ำรวย พวกมันมีความหมายที่ลึกซึ้งกว่านั้นการไม่รู้ความต่างเป็นที่มาของการตัดสินใจทางการเงินที่ผิดพลาดนับครั้งไม่ถ้วน

ความร่ำรวยคือฐานะรายได้ในปัจจุบัน บางคนขับรถราคา 100,000 เหรียญก็แทบจะเรียกว่าเป็นคนรวยได้แล้ว เพราะถึงแม้ว่าพวกเขาจะเป็นหนี้รถแต่ถึงอย่างไรพวกเขาก็จำเป็นจะต้องมีรายได้อยู่ในเกณฑ์ที่สามารถจ่ายค่างวดรถรายเดือนได้เช่นกัน

แต่ความมั่งคั่งนั้นถูกซุกซ่อนอยู่ มันคือรายรับที่ไม่ถูกจ่ายออกไปความมั่งคั่งคือทางเลือกที่ยังไม่ได้ถูกนำไปซื้ออะไร คุณค่าของมันอยู่ที่การให้คุณมีทางเลือก มีความยืดหยุ่นและงอกเงยเพียงพอที่จะทำให้คุณสามารถซื้อของได้มากกว่าในวันนี้

ปัญหาของพวกเราส่วนใหญ่ก็คือต้นแบบความรวยนั้นหาง่ายทว่าต้นแบบของความมั่งคั่งนั้นหายาก เพราะโดยนิยามแล้วความสำเร็จของพวกเขาเหล่านั้นอาจถูกซุกซ่อนอยู่ แน่นอนว่าคนที่มั่งคั่งก็ยังใช้เงินจำนวนมากไปกับการซื้อวัตถุสิ่งของ ซึ่งในกรณีนี้สิ่งที่เราเห็นก็คือความร่ำรวยของพวกเขาไม่ใช่ความมั่งคั่ง เราเห็นรถที่พวกเขาเลือกซื้อหรือบางทีก็เป็นโรงเรียนที่พวกเขาเลือกที่จะส่งลูกไปเรียน แต่เราไม่เห็นเงินฝากในบัญชี บัญชีเกษียณ หรือพอร์ตการลงทุน

โลกเต็มไปด้วยผู้คนที่ดูสมถะแต่แท้จริงแล้วมั่งคั่ง และเต็มไปด้วยผู้คนที่ดูร่ำรวยแต่อยู่บนคมดาบแห่งความล้มละลาย จงจำในสิ่งนี้ไว้ให้ขึ้นใจในเวลาที่คุณกำลังตัดสินความสำเร็จของผู้อื่นและตั้งเป้าหมายของตัวคุณเอง

บทที่ 10 : เก็บออม

ปัจจัยเดียวที่คุณควบคุมได้ สามารถสร้างสิ่งเดียวที่สำคัญสำหรับคุณ ช่างยอดเยี่ยมเสียจริง

เมื่อมีรายได้ระดับหนึ่งคนจะถูกแบ่งออกเป็นสามกลุ่มคือ กลุ่มคนที่ออมเงิน กลุ่มที่ไม่คิดว่าตัวเองจะออมเงินได้ และกลุ่มที่คิดว่าพวกเขาไม่จำเป็นจะต้องออมเงิน เนื้อหาในบทนี้มีไว้สำหรับคนสองกลุ่มหลัง

  1. การสร้างความมั่งคั่งนั้นแทบจะไม่เกี่ยวข้องกับรายได้หรือผลตอบแทนจากการลงทุนของคุณ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคืออัตราการออมของคุณ

ผลตอบแทนจากการลงทุนสามารถทำให้คุณรวยได้ แต่กลยุทธ์ในการลงทุนนั้นจะได้ผลนานแค่ไหนแล้วตลาดจะให้ความร่วมมือหรือไม่นั้นก็ยังเป็นเรื่องที่น่าสงสัยอยู่เสมอ ผลลัพธ์ยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การออมและความมัธยัสถ์ส่วนบุคคลซึ่งนับเป็นการอนุรักษ์ประสิทธิภาพในการออมเงิน เป็นส่วนหนึ่งของสมการที่คุณสามารถควบคุมได้มากกว่า และมันมีโอกาสที่จะส่งผลต่อคุณในอนาคตร้อยเปอร์เซ็นต์ ความมั่งคั่งนั้นเป็นเพียงแค่การสะสมของเงินที่เหลืออยู่หลังจากที่คุณใช้จ่าย และเนื่องจากคุณสามารถสร้างความมั่งคั่งได้โดยที่ไม่ต้องมีรายได้สูงแต่คุณจะไม่มีโอกาสสร้างความมั่งคั่งได้เลยหากคุณมีอัตราการออมที่ต่ำ นี่ถึงชัดเจนแล้วว่าอะไรคือสิ่งที่ ที่มีความสำคัญมากกว่ากัน

  1. สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือปริมาณของความมั่งคั่งนั้นมีความสัมพันธ์กับสิ่งที่คุณอยากได้

ผลตอบแทนจากการลงทุนก้อนใหญ่และเงินเดือนก้อนโตเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมในเวลาที่เราได้รับมัน แล้วบางคนก็สามารถที่จะได้มันมาเสียด้วย แต่ความจริงที่ว่าผู้คนใส่ความพยายามจำนวนมากเข้าไปในด้านหนึ่งของสมการทางการเงิน(ความพยายามในการหาผลตอบแทนจากการลงทุนและการขึ้นเงินเดือน) ในขณะที่ด้านนั้นใส่ความพยายามกันแค่เพียงเล็กน้อย(การลดความอยากได้และมีความสุขกับการรักษาวิถีชีวิตที่ไม่เพิ่มขึ้นตามรายได้) ก็ถือเป็นโอกาสสำหรับคนส่วนใหญ่

  1. เมื่อคุณผ่านรายได้ระดับหนึ่งไปแล้ว สิ่งที่คุณต้องการก็คือสิ่งที่อยู่ใต้อัตตาของคุณ

ทุกคนต้องการสิ่งจำเป็นพื้นฐานของชีวิตและเมื่อใดที่พวกเขาได้สิ่งเหล่านั้นครบแล้ว ความทรงจำเป็นพื้นฐานที่จะถูกยกระดับเป็นความสะดวกสบาย และเมื่อผ่านจุดที่คุณต้องการและความสะดวกสบายไป คุณจะต้องการทั้งความสะดวกสบายและความสนุกสนานในชีวิต แต่การใช้จ่ายเกินตัวหรือเสพติดวัตถุนิยมส่วนใหญ่แล้วคือภาพสะท้อนตัวตนที่สัมพันธ์กับรายได้ มันเป็นวิธีการใช้จ่ายเพื่อแสดงออกให้คนอื่นเห็นว่าคุณมีหรือเคยมีเงิน

  1. ความยืดหยุ่นและความสามารถในการควบคุมเวลาของคุณคือผลตอบแทนจากความมั่งคั่งที่มองไม่เห็น

ในเวลาที่คุณไม่มีความสามารถในการควบคุมเวลาของตัวคุณเอง คุณอาจถูกบังคับให้ยอมรับความโชคร้ายต่างๆที่เข้ามาหาคุณ แต่หากว่าคุณมีความยืดหยุ่นมากพอคุณจะมีเวลาในการรอคอยโอกาสดีๆที่จะตกลงมาบนหน้าตักขอคุณสิ่งนี้คือผลตอบแทนจากการออมที่ซ่อนอยู่

  1. ผลตอบแทนที่ซ่อนอยู่นั้นกำลังจะกลายเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากขึ้น

หากคุณมีความยืดหยุ่นคุณสามารถรอคอยโอกาสดีๆทั้งในด้านอาชีพและการลงทุนของคุณ คุณจะมีโอกาสในการเรียนรู้ทักษะใหม่ได้เมื่อมีความจำเป็น คุณจะรู้สึกเร่งรีบน้อยลงในการไล่ล่าตามคู่แข่งซึ่งทำในสิ่งที่คุณทำไม่ได้ และมีเวลามากขึ้นในการค้นหาความหลงใหลของคุณตามจังหวะการก้าวเดินของตัวคุณเอง คุณจะพบกับกิจวัตรประจำวันไหม่การก้าวเดินที่ช้าลงและคิดถึงในชีวิตอีกแง่มุมที่ต่างออกไปจากเดิมความสามารถในการทำสิ่งเหล่านี้ ในขณะที่คนอื่นๆส่วนใหญ่ไม่สามารถทำได้คือหนึ่งในสิ่งที่ทำให้คุณโดดเด่นบนโลกที่ข้อได้เปรียบของความฉลาดนั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่ยั่งยืนอีกต่อไป การมีความสามารถในการควบคุมเวลาและทางเลือกของคุณเองนั้นกำลังกายเป็นหนึ่งในสกุลเงินที่มีค่ามากที่สุดในโลก และนี่คือเหตุผลที่ตอกย้ำว่าทำไมคนเราจึงต้องเก็บออม

บทที่ 11 : สมเหตุสมผล มากกว่ายึดเหตุผล

การตั้งเป้าเป็นคนที่ค่อนข้างสมเหตุสมผลนั้นใช้ได้ผลดีกว่าการพยายามเป็นคนที่ยึดเหตุผลอย่างเย็นชา

บ่อยครั้งที่เรื่องนี้ถูกมองข้ามไป ในการตัดสินใจเรื่องการเงินนั้นเราไม่จำเป็นต้องพยายามตั้งเป้าหมายให้มีเหตุผลอย่างเย็นชา แต่ควรตั้งเป้าหมายให้ค่อนข้างสมเหตุสมผลเพราะความสมเหตุสมผลจะทำให้เป้าหมายของคุณมีความสมจริงมากขึ้นและสามารถทำได้จริงในระยะยาวซึ่งเป็น สิ่งที่สำคัญที่สุดในการจัดการทางการเงิน

สำหรับนักลงทุนแล้ว การอ้างว่า พวกเขาไร้อารมณ์ ความรู้สึกในเวลาที่พวกเขาทำการลงทุนนั้นเกือบจะเป็นเหมือนกับตาเกียรติยศเพราะมันฟังดูเป็นเรื่องที่มีเหตุผล

หากขาดอารมณ์ในเรื่องกลยุทธ์หรือหุ้นที่คุณเป็นเจ้าของนั้นเพิ่มโอกาสในการทิ้งการลงทุนของคุณเมื่อพวกมันกลายเป็นเรื่องยากแล้ว สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นการคิดที่มีเหตุผลจะกลายเป็นข้อบกพร่อง นักลงทุนที่มีความสมเหตุสมผลในการรักกลยุทธ์เชิงเทคนิคที่ไม่สมบูรณ์แบบมีข้อได้เปรียบมากกว่าเนื่องจากพวกเขามีโอกาสที่จะทำตามกลยุทธ์ที่ไม่สมบูรณ์แบบเหล่านั้นมากกว่า

หากคุณมองการทำสิ่งที่คุณรัก ว่าเป็นแนวทางที่จะทำให้ชีวิตของคุณมีความสุขมากกว่า นี่อาจฟังดูเหมือนกับคำแนะนำของคุกกี้เสียงทายที่ว่างเปล่า หากคุณมองว่ามันคือสิ่งที่มอบหมายความอดทนที่จำเป็นต่อการเพิ่มความสำเร็จในเชิงระยะเวลาให้กับคุณคุณจะตระหนักได้ว่าสิ่งนี้คือส่วนที่สำคัญที่สุดของกลยุทธ์ทางการเงิน

เมื่อคุณลงทุนในบริษัทที่คุณไม่สนใจ คุณอาจจะมีความรู้สึกพึงพอใจในตอนที่ทุกอย่างเป็นไปได้ดี แต่เมื่อใดที่กระแสน้ำเปลี่ยนทิศทางอย่างเลี่ยงไม่ได้ทำให้คุณต้องเสียเงินไปกับสิ่งที่คุณไม่ได้สนใจอย่างฉับพลัน มันจะกลายเป็นภาระสองเท่า หากคุณลงทุนกับบริษัทที่คุณหลงใหลคุณจะรักพันธกิจของบริษัท เมื่อวันที่ย่ำแย่มาถึงคุณอาจจะต้องเสียเงินไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ก็จริง แต่อย่างน้อยคุณก็จะรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่มีความหมายสำหรับคุณและสิ่งที่เป็นสำคัญ ที่จะสร้างแรงขับเคลื่อนที่ป้องกันคุณจาก การยอมแพ้และทำให้คุณเดินหน้าต่อไปได้

สำหรับเรื่องของเงินแล้ว ยังมีอีกหลายกรณีที่ความสมเหตุสมผลนั้นดีกว่าการยึดเหตุผล

บทที่ 12 : เซอร์ไพรส์ !

ประวัติศาสตร์คือการศึกษาความเปลี่ยนแปลงในอดีต น่าขันที่มันถูกใช้เป็นแผนที่เพื่อนำทางไปสู่อนาคต

กับดักที่นักลงทุนส่วนมากตกหลุมนั้นคือสิ่งที่ผมเรียกว่า ตรรกะวิบัติที่คิดเอาเองว่านักประวัติศาสตร์นักพยากรณ์ความเข้าใจผิดนี้คือการเชื่อว่าข้อมูลในอดีตนั้นเป็นสัญญาณของเงื่อนไขในอนาคต ที่ซึ่งวัฒนธรรมและการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงกระบวนการ

แต่การลงทุนนั้นไม่ใช่วิทยาศาสตร์ที่ยังยิงกฎเกณฑ์และหลักการ ทว่าคือฝูงชนกลุ่มใหญ่ที่กำลังทำการตัดสินใจอย่างไม่สมบูรณ์แบบบนข้อมูลอันจำกัดในเรื่องของสิ่งที่กำลังจะสร้างผลกระทบกับความเป็นอยู่ของพวกเราอย่างมหาศาลซึ่งแม้แต่คนฉลาดก็ยังสามารถที่จะประมาท และวิตกกังวลกับสิ่งเหล่านี้ได้

กับดักทางใจที่พวกเราเล่นกับมันอยู่คือการชื่นชมผู้คนที่เคยไปถึงจุดนั้นหรือทำสิ่งนั้นมาก่อนมากจนเกินไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเรื่องของเงิน ประสบการณ์ในเหตุการณ์เฉพาะเหล่านั้นไม่ได้มีคุณสมบัติมากพอที่จะบอกคุณได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ และในความเป็นจริงแล้วมันก็แทบจะบอกอะไรเราไม่ได้เลยเพราะประสบการณ์จะนำไปสู่ความมั่นใจที่ล้นปรี่มากกว่าความสามารถในการคาดการณ์อนาคต

สองสิ่งอันตรายจะเกิดขึ้นเมื่อคุณลงทุนโดยยึดติดกับชุดข้อมูลการลงทุนในอดีตมากเกินไปและใช้มันเป็นเครื่องมือในการทำนายสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา

  1. คุณอาจมองไม่เห็นเหตุการณ์ผิดปกติที่เป็นตัวการสำคัญที่สุดในการเปลี่ยนแปลง

โลกนี้มีเรื่องประหลาดให้เราประหลาดใจอยู่เสมอและนั่นเป็นสิ่งที่เราไม่ควรเชื่อเรื่องไม่คาดฝันในอดีตมาเป็นตัวชี้นำขอบเขตในอนาคต เราควรใช้เรื่องไม่คาดฝันในอดีตเพื่อจะยอมรับว่าเราไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นต่อจากนี้

เหตุการณ์ทางเศรษฐกิจมีความสำคัญมากที่สุดในอนาคต พูดอีกอย่างก็คือเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบมากที่สุดคือสิ่งที่ประวัติศาสตร์แทบจะไม่ได้บอกอะไรกับเราเลย พวกมันจะเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนและธรรมชาติของสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนั่นหมายถึง พวกเราจะไม่ได้เตรียมตัวรับมือกับมัน ซึ่งสิ่งนี้คือส่วนที่ทำให้มันสามารถสร้างผลกระทบได้อย่างมหาศาลสิ่งนี้เป็นจริงทั้งในเรื่องของเหตุการณ์ที่น่าหวาดกลัว และเหตุการณ์ที่น่ายินดี

  1. ประวัติศาสตร์อาจเป็นตัวชี้นำที่ทำให้เข้าใจผิดเรื่อง อนาคตของเศรษฐกิจและตลาดหุ้น เพราะมันไม่นับรวมปัจจัยการเปลี่ยนแปลงทางด้านโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับโลกปัจจุบันเข้าไปด้วย

มุมมองที่น่าสนใจของประวัติศาสตร์การลงทุนก็คือยิ่งคุณมองย้อนกลับไปมากขึ้นเท่าไหร่ คุณจะยิ่งพบว่าคุณกำลังสำรวจโลกที่ไม่สามารถใช้งานได้กับเงื่อนไขปัจจุบัน นักลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์หลายคนจะรู้สึกสบายใจเมื่อรู้ว่าการคาดการณ์ของพวกเขานั้นมีข้อมูลในอดีตเมื่อหลายสิบปีก่อนหรือแม้แต่หลายทศวรรษคอยสนับสนุนอยู่ แต่เมื่อเศรษฐกิจมีวิวัฒนาการไปข้างหน้า ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมามักจะเป็นแนวทางที่ดีที่สุดสำหรับอนาคต เพราะว่ามีแนวโน้มที่จะร่วงเงื่อนไขสำคัญที่เกี่ยวข้องกับอนาคตไว้

แต่ลักษณะจำเพาะเจาะจงของแนวโน้มรูปแบบการซื้อขาย กลุ่มอุตสาหกรรม ความสัมพันธ์ต่างๆกับตลาด และสิ่งที่ผู้คนควรทำกับเงินของพวกเขานั้นเป็นตัวอย่างของความรุดหน้าทางวิวัฒนาการอยู่เสมอนักประวัติศาสตร์ไม่ใช่นักพยากรณ์

บทที่ 13 : เพื่อที่ให้กับความผิดพลาด

สิ่งที่สำคัญที่สุดของทุกแผ่นคือ การวางแผนหากแผนไม่เป็นไปตามแผน

ส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย หรือที่คุณสามารถเรียกมันว่าเป็นพื้นที่สำหรับความผิดพลาดหรือพื้นที่เพื่อพลาด คือวิธีการทรงประสิทธิภาพเดียวที่จะนำทางคุณไปบนโลกที่ถูกปกคลุมด้วยความน่าจะเป็น ไม่ไช่ความแน่นอน และเกือบทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของเงินนั้นอยู่ในโลกประเภทนี้

แต่ผู้คนส่วนใหญ่ประเมินความจำเป็นของส่วนเผื่อเพื่ออความผิดพลาดต่ำเกินไป โดยเฉพาะกับทุกสิ่งที่มีเรื่องของเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง นักวิเคราะห์หุ้นส่วนใหญ่ให้ราคาเป้าหมายกับลูกค้าแทนที่จะให้ช่วงราคาของเป้าหมาย นักวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ คาดการณ์สิ่งต่างๆด้วยตัวเลขที่แม่นยำ แทนที่จะเป็นความน่าจะเป็นอย่างกว้าง ผู้เชี่ยวชาญที่พูดเรื่องความแน่นอนอันไม่หวั่นไหวจะมีผู้ติดตามมากกว่าคนที่พูดว่าเราไม่รู้แน่ชัดว่าจะเกิดอะไรขึ้น

พื้นที่เผื่อความผิดพลาดนั้นช่วยให้คุณอดทนต่อผลลัพธ์ที่หลากหลายและความอดทนนั้นช่วยให้คุณอยู่ในเกมนี้ได้นานพอ เพื่อให้คุณได้ผลประโยชน์จากผลลัพธ์ที่มีโอกาสเป็นไปได้ยาก ผลกำไรก้อนใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นไม่บ่อยนะอาจจะเป็นเพราะมันไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยหรือเพราะการทบต้นนั้นต้องใช้ระยะเวลาที่ยาวนาน ดังนั้นผู้ที่มีพื้นที่ความเผื่อผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งในกลยุทธ์ของพวกเขาเพื่อให้อดทนต่อสถานการณ์ยากลำบากในอีกที่ จะได้เปรียบมากกว่าผู้ที่ถูกขจัดออกไปจากเกมหรือเติมเงินเข้ามามากขึ้นในเวลาที่พวกเขาคาดการณ์ผิด

จุดตายของความล้มเหลวในเรื่องการเงินคือการพึ่งพาแค่เช็คเงินเดือนเพียงอย่างเดียวเพื่อสนองความต้องการในการใช้จ่ายระยะสั้น โดยปราศจากการออมที่สร้างช่องว่างระหว่างรายจ่ายที่คุณคิดว่ามี กับรายจ่ายที่เกิดขึ้นในอนาคต

เคล็ดลับที่ถูกมองข้ามบ่อยครั้งแม้แต่กับผู้ที่มั่งคั่งที่สุดคือ สิ่งที่พวกเราได้เห็นไปแล้วในบทที่ 10 มันคือการตระหนักว่าคุณไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลเฉพาะเพื่อการออม ไม่เป็นไรเลยถ้าคุณจะเก็บเงินเพื่อซื้อรถซื้อบ้านแต่การออมให้กับสิ่งที่คุณไม่สามารถคาดเดาได้ ไม่แม้แต่จะเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ก็เป็นเรื่องที่มีความสำคัญทัดเทียมกันในทางการเงินนั้นมีฤทธิ์เทียบเท่ากับหนูในสนามหญ้า

บทที่ 14 : คุณจะเปลี่ยนไป

การวางแผนระยะยาวนั้นยากกว่าที่เห็น เพราะเป้าหมายและความปรารถนาของเราเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา

การวางแผนการเงินระยะยาวนั้นเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ แต่สิ่งต่างๆเปลี่ยนไปทั้งโลกที่หมุนรอบตัวคุณเป้าหมายและความปรารถนาของคุณ สิ่งหนึ่งที่สามารถบอกได้ก็คือ พวกเราไม่รู้ว่านาคตจะเป็นยังไง อีกหนึ่งสิ่งที่คุณต้องยอมรับคือตัวคุณเองในวันนี้ก็ไม่รู้ว่าตัวคุณเองในอนาคตต้องการอะไร แล้วความจริงก็คือน้อยคนนักที่จะรู้มันมันเป็นเรื่องยากที่จะตัดสินใจในระยะยาวเมื่อมุมมองที่คุณมีต่อสิ่งที่คุณต้องการในอนาคตนั้นมีแนวโน้มจะเปลี่ยนไป  แต่มีสองสิ่งที่ต้องคำนึงเสมอในเวลาที่คุณทำการตัดสินใจในระยะยาว

  1. เราควรหลีกเลี่ยงแผนการเงินที่สุดโต่งมากเกินไป

ข้อดีของแผนการสุดโต่งไม่ว่าจะเป็นความเรียบง่ายของกันไม่ค่อยหมีหรือความรู้สึกตื่นเต้นกับการมีแทบทุกอย่างมันจะค่อยค่อยจางหายไปตามกาลเวลา แต่ข้อเสียคือทางการไม่มีเงินใช้จ่ายยามเกษียณด้วยความเสียใจเรามองย้อนกลับไปในช่วงชีวิตที่ตัวเองหมกมุ่นอยู่กับการไล่ลาหาเงินจะกลายเป็นความเสียใจที่คงทนถาวร

การตั้งเป้าหมายให้มีเงินออมประจำปีในระดับที่พอประมาณ มีเวลาว่างมากกว่าเวลาที่ใช้ในการ สัญจรเดินทาง และอย่างน้อยก็มีเวลาให้กับครอบครัวพอประมาณตลอดช่วงชีวิตการทำงาน มันช่วยเพิ่มโอกาสที่คุณจะสามารถทำตามแผนและหลีกเลี่ยงความเสียใจได้ถ้าหากหนึ่ง  ในสิ่งเหล่านั้นจะต้องตกไปอยู่ในด้านที่สุดโต่ง

  1. เราควรยอมรับความจริงของการเปลี่ยนใจ

การยอมรับแนวคิดที่ว่าคุณควรจะละทิ้งเป้าหมายทางการเงินที่ตั้งไว้ในวันที่คุณยังเป็นอีกคนออกไปอย่างไร้ความปราณีนั้น อาจเป็นกลยุทธ์ที่ดีในการลดความเสียใจในอนาคตเมื่อเทียบกับการใส่เครื่องพยุงชีพและดึงดันที่จะไปต่อในแบบเดิม ยิ่งคุณทำมันเสร็จเร็วขึ้นเท่าไหร่คุณก็ยิ่งสามารถกลับมาหาการทบต้นได้เร็วขึ้นมากเท่านั้น

บทที่ 15 : ไม่มีอะไรได้มาฟรี

ทุกสิ่งทุกอย่างมีราคาของมัน แต่ป้ายราคานั้นไม่ได้ปรากฏอยู่ในทุกสิ่ง

คุณคงเคยได้ยินคำพูดที่ว่าถือหุ้นในระยะยาวนั้นเป็นคำแนะนำที่ดี แต่คุณรู้ไหมว่าการรักษาทักษะของการมองแนวโน้มระยะยาวเอาไว้นั้นยากแค่ไหนในเวลาที่หุ้นกำลังพังทลายลงมา  การลงทุนที่ประสบความสำเร็จนั้นมีราคาที่ต้องจ่าย เช่นเดียวกันกับทุกสิ่งที่คุ้มค่าสำหรับความพยายาม แต่ทว่าสกุลเงินของมันไม่ใช่ดอลลาร์ มันคือความผันผวน ความกลัว ความลังเลสงสัย ความไม่แน่นอนและความเสียใจ สิ่งเหล่านี้ถูกมองข้ามได้อย่างง่ายดายจนกว่าคุณจะได้รับมือกับพวกมันในเวลาที่คุณได้เจอกับมันจริงๆ

การไร้ความสามารถในการตระหนักว่าการลงทุนนั้นมีราคาของมันสามารถที่จะจูงใจให้พวกเราพยายามไขว่คว้าอะไรบางอย่างโดยที่ไม่ต้องออกแรง ซึ่งมันก็เป็นเหมือนกับการขโมยของในร้านค้าที่เลือกมักจะจบลงไม่สวย

คำถามก็คือ ทำไมคนจำนวนมากที่ยินดีจ่ายเงินเพื่อซื้อรถ บ้าน อาหาร และช่วงเวลาพักผ่อน กลับพยายามอย่างหนักที่จะหลีกเลี่ยงการจ่ายให้กับผลตอบแทนจากการลงทุนที่ดี

คำตอบนั้นเรียบง่ายมากนั่นก็คือ ราคาของความสำเร็จในการลงทุนนั้นไม่สามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนในทันทีมันไม่มีป้ายราคาแปะไว้ให้คุณมองเห็น ดังนั้นเมื่อถึงเวลาที่ต้องชำระบิล มันจึงไม่ให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าเป็นการจ่ายค่าธรรมเนียมเพื่อให้ได้ของดีมาครอบครอง แต่มันกลับให้ความรู้สึกเหมือนกับเป็นการโดนค่าปรับจากความผิดพลาดบางอย่างที่คุณทำ และในขณะที่คนทั่วไปมักจะโอเคกับการจ่ายค่าธรรมเนียมแต่สำหรับค่าปรับแล้วพวกเขามักจะคิดเอาเองว่ามันเป็นสิ่งที่ควรจะหลีกเลี่ยง คุณมีแนวโน้มที่จะตัดสินใจเพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับ ค่าปรับจราจรและค่าปรับภาษีนั้นหมายความว่าคุณกำลังทำอะไรบางอย่างผิดก็สมควรที่จะได้รับการลงโทษ ใครก็ตามที่กำลังมองดูความมั่งคั่งของตัวเองลดลงและมองการลดลงนั้นเป็นเหมือนกับการค่าปรับ คือการตอบสนองตามธรรมชาติเพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับในอนาคต

เคล็ดลับของเรื่องนี้คือการโน้มน้าวให้ตัวคุณเองเชื่อว่าค่าธรรมเนียมของตลาดนั้นคุ้มที่จะจ่าย นั่นคือหนทางเดียวที่จะรับมือกับความผันผวนและความไม่แน่นอนได้อย่างเหมาะสมไม่ใช่แค่เพียงทนกับมัน แต่คุณต้องตระหนักได้ว่ามันเป็นค่าธรรมเนียมผ่านประตูที่คุ้มค่า ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่ามันจะเป็นเช่นนั้น บางครั้งดิสนีย์แลนด์ก็ฝนตก แต่ถ้าหากคุณยังมองเห็นค่าผ่านประตูเป็นค่าปรับ คุณก็จะไม่มีวันที่จะได้เพลิดเพลินไปกับเวทย์มนตร์ของตลาด จงหาราคาให้เจอแล้วจ่ายมันซะ

บทที่ 16 : คุณและผม

จงระวังคำแนะนำทางการเงิน จากคนที่เล่นเกมต่างจากคุณ

ผมคิดว่าเราไม่มีวันที่จะสามารถอธิบายได้อย่างเต็มปากว่าเหตุใดฟองสบู่จึงเกิดขึ้น มันเป็นเหมือนกับการถามว่าเหตุใดจึงเกิดสงคราม เหตุผลนั้นมีมากมายแต่หลายอย่างขัดแย้งกัน และทุกเหตุผลล้วนก่อให้เกิดการโต้แย้ง มันเป็นเรื่องซับซ้อนเกินกว่าจะตอบด้วยคำตอบง่ายๆ

แต่ผมอยากจะนำเสนอ หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้พวกมันเกิดขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุที่ถูกมองข้ามและสามารถปรับใช้ได้กับคุณเป็นการส่วนตัว นั่นคือนักลงทุนมักจะรับฟังคำชี้นำจากนักลงทุนคนอื่นๆ อย่างไร้เดียงสาและพวกเขาก็ไม่ได้เล่นเกมเดียวกันกับคุณ

มีความคิดทางการเงินข้อหนึ่งที่อาจฟังดูหน่อมแน้มแต่สามารถสร้างความเสียหายได้อย่างประเมิณค่าไม่ได้  มันคือแนวคิดที่ว่า ทรัพย์สินนั้นมีราคาที่สมเหตุสมผลเพียงราคาเดียวในโลก ในขณะที่นักลงทุนมีเป้าหมายและระยะเวลาในการลงทุนที่ต่างกัน ลองถามตัวคุณเองดูว่า คุ้นๆซื้อหุ้นกูเกิลไหนราคาเท่าไหร่ ณวันนี้ คำตอบนั้นขึ้นอยู่กับว่าคุณเป็นใคร

คุณต้องนำเงินออกมาใช้ในอีกสิบปีหรือเปล่า ถ้าใช่ราคาที่สมควรจ่ายจะสามารถคำนวณได้จากการวิเคราะห์ศักยภาพของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในสิบปีข้างหน้า

คุณต้องขายมันออกภายในหนึ่งปีหรือเปล่า ถ้าเป็นเช่นนั้นจงให้ความสนใจกับวงจรการขายผลิตภัณฑ์ในปัจจุบันของกูเกิลและดูว่าจะมีการหดตัวลงของตลาดหรือไม่

คุณเป็นนักเทรดรายวันหรือเปล่าถ้าใช่ราคาที่คุณสมควรจ่ายคือใครจะไปสนล่ะ เนื่องจากคุณกำลังพยายามที่จะรีดเงินสดสองสามเหรียญออกมาจากอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นระหว่างตอนนี้กับช่วงเวลาพักกลางวัน ซึ่งคุณสามารถซื้อหุ้นได้ในทุกราคา

เวลานักลงทุนมีเป้าหมายและระยะเวลาในการลงทุนที่แตกต่างกันราคาที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องไร้สาระสำหรับคนนึงก็สามารถที่จะดูสมเหตุสมผลสำหรับอีกคนหนึ่งและมันก็เป็นเช่นนี้ในทุกกลุ่มสินทรัพย์เนื่องจากพวกเขาให้ความสนใจปัจจัยที่แตกต่างกัน

มันเป็นเรื่องยากที่คุณจะเข้าใจได้ว่านักลงทุนคนอื่นนั้นมีเป้าหมายที่ต่างจากคุณ เนื่องจากความยึดติดทางจิตวิทยานั้นทำให้คุณไม่สามารถตระหนักได้ว่าคนอื่นสามารถมองโลกผ่านเลนส์ที่แตกต่างจากคุณได้ ราคาที่เพิ่มสูงขึ้นนั้นจูงใจนักลงทุนทุกคนในแบบที่แม้แต่นักการตลาดที่เก่งที่สุดยังต้องอิจฉา พวกมันเปรียบเสมือนกับยาเสพติดที่สามารถเปลี่ยนนักลงทุนเน้นคุณค่าให้กลายเป็นคนที่มีสายตาไร้เดียงสา  การถูกครอบงำด้วยคนอื่นที่กำลังเล่นเกมคนละเกมกับคุณ ยังสามารถที่จะทำลายวิธีคิดเรื่องการใช้จ่ายเงินของคุณ การใช้จ่ายเพื่อการบริโภคจำนวนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่พัฒนาแล้วถูกขับเคลื่อนโดยสังคม จากการได้รับอิทธิพลจากคนที่คุณชื่นชอบและคุณลงมือทำเพราะคุณต้องการให้ผู้คนชื่นชมในตัวคุณ

สิ่งที่คุณได้เรียนรู้จากเรื่องนี้คือบางสิ่งให้ความสำคัญกับเรื่องเงินมากกว่าการทำความเข้าใจในระยะเวลาการลงทุนของคุณและคุณต้องไม่ถูกชักจูงโดยการกระทำพฤติกรรมของคนที่กำลังเล่นเกมคนละเกมกับคุณ

บทที่ 17 : ความเย้ายวนของการมองโลกในแง่ร้าย

การมองโลกในแง่ดีนั้นฟังดูเหมือนจะเป็นการเสนอขาย การมองโลกในแง่ร้ายฟังดูคล้ายใครบางคนกำลังพยายามช่วยคุณ

เราควรมาคุยกันก่อนว่าการมองโลกในแง่ดีคืออะไร ผู้ที่มองโลกในแง่ดีอย่างแท้จริงนั้นไม่เชื่อว่าทุกอย่างจะดำเนินไปได้ด้วยดีแบบนั้นคือการชะล่าใจ การมองโลกในแง่ดีคือความเชื่อว่าโอกาสในการเกิดผลลัพธ์ที่ดีนั้นจะเข้าข้างคุณเมื่อเวลาผ่านไป แม้ว่าจะล้มลุกคลุกคลานมาตลอดเส้นทางก็ตาม ความคิดที่เป็นพื้นฐานของการมองโลกในแง่ดีคือ การที่ผู้คนส่วนใหญ่ตื่นขึ้นมาในทุกๆเช้าและพยายามที่จะทำให้สิ่งต่างๆดีขึ้นและมีประสิทธิผลมากขึ้นแทนที่จะตื่นมาสร้างปัญหามันไม่ใช่เรื่องที่ซับซ้อนและไม่ใช่สิ่งที่มีการรับประกันเช่นกัน เป็นเพียงแค่การวางเดิมพันที่ดูจะมีเหตุผลสำหรับคนส่วนใหญ่ในช่วงเวลาส่วนใหญ่

มีเหตุผลที่สามารถเชื่อได้ว่าเหตุใดการมองโลกในแง่ร้ายจึงเป็นสิ่งที่เยาวชนใจในเวลาที่ต้องรับมือกับเรื่องเงินเงินทองทอง มันเพียงเข้ามาช่วยให้เรารู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร เพื่อทำให้เรามั่นใจว่าเราจะไม่กระทำการใดๆในระดับที่มากจนเกินไป

ส่วนหนึ่งนั้นเป็นไปตามสัญชาตญาณและหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ยังมีอีกสองสามสิ่งที่ทำให้การมองโลกในแง่ร้ายด้านการเงินนั้นเป็นเรื่องง่ายธรรมดาและดึงดูดใจมากกว่าการมองโลกในแง่ดี

  1. เงินนั้นอยู่ในทุกหนทุกแห่งฉะนั้น เวลาที่เกิดเรื่องบางอย่างที่เลวร้ายขึ้นมันก็มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อทุกคน และดึงความสนใจของทุกคนเข้ามา

การที่หุ้นขึ้นหนึ่งเปอร์เซ็นต์นั้นอาจจะถูกพูดถึงอย่างผ่านๆในข่าวรอบบ่าย แต่การร่วงลงหนึ่งเปอร์เซ็นต์นั้นจะถูกรายงานด้วยตัวอักษรหนาสีแดง ความไม่สมดุลนั้นยากที่จะหลีกเลี่ยง และในขณะที่มีเพียงไม่กี่คนตั้งคำถามหรือพยายามอธิบายว่าทำไมตลาดหุ้นถึงขึ้น มันควรจะเป็นอย่างนั้นหรอ ? มันก็มักจะมีคนที่พยายามอธิบายว่าทำไมหุ้นถึงลงอยู่เสมอ

สองเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตคุณไม่ว่าคุณจะสนใจพวกมันหรือไม่ก็ตามก็คือเรื่องเงินและสุขภาพ ในขณะที่ปัญหาสุขภาพนั้นมีแนวโน้มจะเป็นเรื่องส่วนบุคคลทว่าปัญหาเรื่องเงินเป็นปัญหาเชิงระบบมากกว่า ภายในระบบเชื่อมต่อกันซึ่งการตัดสินใจของคนหนึ่งสามารถส่งผลกระทบกับคนอื่นมันจึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่าเหตุใดความเสี่ยงทางด้านการเงินจึงได้รับความสนใจและดึงดูดความสนใจในแบบที่มีแค่ไม่กี่เรื่องที่สามารถทำเช่นนี้ได้

  1. ผู้มองโลกในแง่ร้ายมักจะคาดการณ์แนวโน้มปัจจุบันโดยไม่ได้คำนึงถึงเรื่องความสามารถในการปรับตัวของตลาด

ในทางเศรษฐกิจนั้นมีกฎเหล็กอยู่ว่า สถานการณ์ที่ดีในสถานการณ์ที่เลวร้ายอย่างสุดขั้วนั้นจะอยู่ไม่นาน เนื่องจากอุปสงค์และอุปทานจะปรับตัวของมันเองด้วยวิธีการที่คาดเดายาก

การสมมติว่าอะไรบางอย่างที่น่าเกลียดจะยังคงน่าเกลียดต่อไปนั้น เป็นการคาดการณ์ที่ง่ายต่อการทำและมันก็เป็นเรื่องที่ดึงดูดใจเพราะมันไม่จำเป็นต้องจินตนาการว่าโลกกำลังเปลี่ยนไปแต่ปัญหานั้นได้รับการแก้ไขหลายคนก็ต้องปรับตัว ภัยคุกคามนั้นสามารถสร้างแรงจูงใจในการแก้ไขปัญหาได้ในระดับที่เท่าเทียม เป็นเพราะเรื่องธรรมดาทั่วไปของประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ ซึ่งคนที่มองโลกในแง่ร้ายผู้พยากรณ์แบบที่ทื่อๆจะสามารถลงๆลืมๆมันไปได้อย่างง่ายดาย

  1. กระบวนการนั้นเกิดขึ้นช้าเกินกว่าที่จะสังเกตเห็นแต่ความพ่ายแพ้นั้นเกิดขึ้นรวดเร็วเกินกว่าที่จะเพิกเฉย

การเติบโตนั้นถูกขับเคลื่อนด้วยพลังแห่งการทบต้นซึ่งมักจะใช้ระยะเวลายาวนานเสมอ ส่วนการล้างผ่านนั้นถูก ขับเคลื่อนด้วยความล้มเหลวเพียงจุดเดียวซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ในชั่วพริบตาและยังมีการสูญเสียความมั่นใจที่เกิดขึ้นได้อย่างฉับพลัน

การสร้างเรื่องราวต่อยอดการมองโลกในแง่ร้ายนั้นเป็นเรื่องที่ง่ายกว่า เพราะชิ้นส่วนของเรื่องราวนั้นมีแนวโน้มที่จะเป็นเรื่องที่สดใหม่และเป็นปัจจุบันมากกว่า เรื่องเล่าของการมองโลกในแง่ดีนั้นต้องอาศัยการมองไปที่ประวัติศาสตร์และการพัฒนาที่ยาวนาน ซึ่งผู้คนมีแนวโน้มที่จะหลงลืมและต้องใช้ความพยายามมากกว่าในการปะติดปะต่อเรื่องราวเข้าด้วยกัน

สิ่งเดียวกันนี้สามารถใช้ได้กับธุรกิจซึ่งต้องใช้ระยะเวลาหลายปีก่อนที่จะตระหนักได้ว่าสินค้าชิ้นหนึ่งหรือบริษัทนั้นมีความสำคัญอย่างไร แต่ความล้มเหลวนั้นสามารถเกิดขึ้นได้เพียงชั่วข้ามคืน และในตลาดหุ้นการหดตัวลงสี่สิบเปอร์เซ็นต์ในช่วงเวลาหกเดือนนั้นทำให้เกิดกระบวนการตรวจสอบของรัฐสภา แต่การเติบโตร้อยสี่สิบเปอร์เซ็นต์ที่ใช้เวลามากกว่าหกปีนั้นแทบจะไม่มีใครสังเกตเห็น การมองโลกในแง่ร้ายในระยะสั้นนั้นมีชัยเหนือกว่าในขณะที่การมองโลกในแง่ดีอย่างส่งทรงพลังนั้นแทบไม่มีใครสังเกตเห็น

บทที่ 18 : เวลาที่คุณมีความเชื่อในเรื่องใดก็ตาม

เรื่องแต่งล่อใจและทำไมเรื่องเล่าจึงมีพลังมากกว่าสถิติ

เรื่องเล่าต่างๆ นั้นเป็นพลังที่ทรงอำนาจมากที่สุดในเศรษฐกิจ พวกมันเป็นได้เชื้อเพลิงที่สามารถทำให้ส่วนที่จับต้องได้ของเศรษฐกิจนั้นทำงาน หรือเป็นเบรกที่สามารถฉุดรั้งความสามารถของเราเอาไว้  ในระดับของปัจเจกบุคคลมีสองสิ่งที่คุณต้องระลึกเอาไว้เสมอเกี่ยวกับเรื่องเล่าขับเคลื่อนโลกในเวลาที่คุณกำลังบริหารจัดการเงินของคุณ

  1. ยิ่งคุณต้องการให้อะไรบางอย่างเป็นจริงมากเท่าไหร่ คุณก็มีแนวโน้มที่จะเชื่อเรื่องเล่าที่ประเมินโอกาสของการเกิดสิ่งนั้นไว้สูงเกินไปมากขึ้นเท่านั้น

ทำไมผู้คนถึงรับฟังความคิดเห็นด้านการลงทุนในทีวีที่มีบันทึกประวัติความสำเร็จเพียงแค่น้อยนิด ส่วนหนึ่งนั้นเป็นเพราะการเดิมพันในการลงทุนสูงมาก หากคุณเลือกหุ้นจำนวนหนึ่งได้ถูกต้องคุณก็สามารถที่จะร่ำรวยได้โดยที่ไม่ต้องออกแรงมากนัก ถ้าหากมีโอกาสที่การทำนายของใครบางคนจะเป็นจริงแค่หนึ่งเปอร์เซ็นต์ และถ้าหากเป็นจริงมันก็จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณ มันก็ไม่ใช่เรื่องบ้าที่คุณจะให้ความสนใจเผื่อว่าคุณอาจจะเป็นคนนั้น

การลงทุนนั้นเป็นสิ่งเดียวที่สามารถเสนอโอกาสการได้รับผลตอบแทนอันยิ่งใหญ่ให้เป็นรายวัน ผู้คนเชื่อในการหลอกลวงทางการเงินในแบบที่พวกเขาไม่เคยเป็นกับเรื่องอื่นๆ เวลาที่คุณเผื่อช่องว่างสำหรับความผิดพลาดในการคาดการณ์มันคือการดึงดูดให้คุณคิดว่าผลลัพธ์ที่เป็นไปได้นั้นจะมีตั้งแต่คุณทายถูกได้มากพอไปถึงจนคุณทายถูกอย่างมากและมากที่สุด แต่ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดของเรื่องนี้ก็คือคุณมักต้องการให้อะไรบางอย่างเป็นจริงอย่างมากเสียจนช่วงผลลัพธ์ที่คุณคาดการณ์ ไม่แม้แต่จะใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของความเป็นจริง

ไม่มีพลังทางด้านการเงินได้ที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าช่องว่างที่เผื่อสำหรับความผิดพลาด และยิ่งมีเดิมพันสูงมากเท่าไหร่ ช่องว่างก็ควรที่จะกว้างขึ้นมากเท่านั้น

  1. ไม่มีใครที่จะสามารถมองโลกได้อย่างสมบูรณ์แบบในทุกมุมมอง แต่เราสร้างเรื่องเล่าขึ้นมาเพื่อเติมเต็มช่องว่างเหล่านั้น

ผมอยากให้คุณคิดเรื่องของการพยากรณ์ตลาดพวกเราทำสิ่งนี้ได้แย่มากๆ ครั้งนึงผมเคยคำนวณว่าหากคุณตั้งสมมติฐานว่าตลาดจะโตขึ้นทุกปีตามค่าเฉลี่ยในอดีตของมัน คุณจะมีความแม่นยำมากกว่าการที่คุณทำตามค่าเฉลี่ยของการพยากรณ์ประจำปีที่จัดทำโดยนักกลยุทธ์ทางการตลาดยี่สิบอันดับแรกจากธนาคารรายใหญ่ของวอลล์สตรีท ความสามารถในการคาดเดาภาวะถดถอยของเราไม่ได้ดีมากขึ้นเท่าใดนัก และเนื่องจากเหตุการณ์สำคัญๆนั้นสามารถที่จะเกิดขึ้นตอนไหนก็ได้การพยากรณ์จึงอาจมีโทษมากกว่าประโยชน์มันทำให้เราเห็นภาพมายาของการคาดการณ์โลกที่เหตุการณ์ไม่คาดฝันนั้นควบคุมผลลัพธ์ส่วนใหญ่

ผู้คนเข้าใจสิ่งนี้ ผมยังไม่เคยเจอนักลงทุนที่คิดจริงๆ ว่าการพยากรณ์ตลาดทั้งหมดนั้นแม่นยำหรือมีประโยชน์ แต่ก็ยังมีความต้องการพยากรณ์อย่างมากจากทั้งสื่อและที่ปรึกษาทางการเงิน

บทที่ 19 : เอาเรื่องทั้งหมดมารอยเรียงเข้าด้วยกัน

เราได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับจิตวิทยาทางการเงินของตัวคุณเองกันบ้าง

ผมไม่สามารถบอกคุณได้ว่าคุณควรจะทำอะไรกับเงินของคุณ เพราะผมไม่รู้จักคุณ ผมไม่รู้ว่าคุณต้องการอะไรผมไม่รู้ว่าคุณต้องการมันเมื่อไหร่ และผมไม่รู้ว่าทำไมคุณจึงต้องการมัน ดังนั้นผมจะไม่บอกว่าคุณควรทำอะไรกับเงินของคุณ แต่ต่อไปเราจะมาดูคำแนะนำสั้นๆจำนวนหนึ่งที่จะช่วยให้คุณตัดสินใจเรื่องเงินของตัวคุณเองได้ดีขึ้น

  • พยายามค้นหาความถ่อมตัวในเวลาที่สิ่งต่างๆเป็นไปตามที่คุณคิด และค้นหาการให้อภัยความเห็นอกเห็นใจในเวลาที่สิ่งต่างๆไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิด
  • อัตตาน้อยความมั่งคั่งเพิ่ม การออมเงินคือช่องว่างระหว่างอัตตาและรายได้ของคุณ
  • บริหารจัดการเงินของคุณในแบบที่จะทำให้คุณนอนหลับสนิทได้ตลอดคืน
  • ถ้าหากว่าคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดีขึ้น สิ่งที่มีพลังมากที่สุดสิ่งเดียวที่คุณทำได้ก็คือการเพิ่มระยะเวลาการลงทุนของคุณ
  • เป็นคนที่โอเคกับสิ่งต่างๆ ที่ไม่เป็นไปตามที่คิด คุณสามารถที่จะทำผิดได้ครึ่งหนึ่งจากทั้งหมด แต่ยังสร้างความมั่งคั่งได้
  • ใช้เงินเพื่อควบคุมเวลาของคุณ
  • เป็นคนที่ดีขึ้นและหรูหราน้อยลง
  • การออมเงินเพื่อออมเงิน คุณไม่จำเป็นต้องหาเหตุผลเฉพาะให้กับการออมเงิน
  • หาต้นทุนของความสำเร็จให้เจอและเตรียมพร้อมที่จะจ่ายมัน
  • ยกย่องบูชาพื้นที่เผื่อความผิดพลาด
  • หลีกเลี่ยงการตัดสินใจทางการเงินแบบสุดโต่ง
  • คุณควรที่จะชอบความเสี่ยงเนื่องจากมันจะจ่ายผลตอบแทนให้คุณเมื่อเวลาผ่านไป
  • กำหนดเกมที่คุณกำลังเล่นอยู่
  • เคารพความยุ่งเหยิง

บทที่ 20 : คำสารภาพ

จิตวิทยาทางการเงินของตัวผมเอง

ความแตกต่างระหว่างสิ่งที่ใครบางคนแนะนำให้คุณทำกับสิ่งที่พวกเขาทำกับตัวเองนั้นไม่ได้เป็นเรื่องที่แย่เสมอไป มันเป็นแค่สิ่งที่ตอกย้ำว่าในเวลาที่ต้องรับมือกับอารมณ์และประเด็นปัญหาซับซ้อนที่ส่งผลกระทบกับคุณและครอบครัวของคุณ มันไม่มีคำตอบที่ถูกต้องแค่เพียงอย่างเดียว มันไม่มีความจริงแท้ที่เป็นสากลมันมีแต่สิ่งที่ใช่สำหรับคุณและครอบครัวของคุณ ทำเครื่องหมายในช่องที่คุณต้องการเพื่อที่จะทำให้คุณรู้สึกสบายใจและนอนหลับสนิทตลอดเวลากลางคืน

ทุกสิ่งที่ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการเงิน ส่วนบุคคลก็คือมันบอกกับผมว่าในที่สุดแล้วทุกคนจะต้องเจอกับรายจ่ายก้อนใหญ่ที่พวกเขาไม่ได้คาดคิดโดยไม่มีข้อยกเว้น และพวกเขาก็ไม่ได้เจาะจงวางแผนสำหรับค่าใช้จ่ายเหล่านี้เนื่องจากมันเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่ได้คาดคิด บางคนที่รู้รายละเอียดทางการเงินของเราถามว่า คุณจะออมเงินไปซื้ออะไร ผมออมเงินไว้สำหรับโลกนี้ที่ซึ่งความยากลำบากยากต่อการรับมือ อาจเป็นสิ่งที่ปกติธรรมดามากกว่าทีเราไม่ถูกบังคับให้ขายหุ้นออกมาเพื่อค่าใช้จ่ายยังหมายถึงเรากำลังเพิ่มโอกาสในการปล่อยหุ้นที่เราเป็นเจ้าของนั้นได้ทบต้นเป็นระยะเวลายาวนานที่สุด

ผมเคยเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุนมาแล้วในอดีต ดังนั้นแน่นอนว่ามันมีโอกาสที่ผมจะเปลี่ยนมันอีกในอนาคต และไม่ว่าเราจะออมเงินลงทุนอย่างไรก็ตาม ผมมั่นใจว่าเราจะมีเป้าหมายเพื่ออิสรภาพอยู่เสมอและเราก็จะทำทุกอย่างเพื่อที่เราจะนอนหลับได้อย่างสุขสบายในเวลากลางคืน เป้าหมายสูงสุดคือความเชี่ยวชาญในเรื่องจิตวิทยาทางการเงิน

ต่างคนก็ต่างความคิดและไม่มีใครเลยที่เป็นบ้า

@uptoread