สรุปหนังสือ

Skills of Agents Make You Clever

ทักษะอันตรายของสายลับที่จะทำให้คุณฉลาดขึ้น

อาชีพที่ต้องฉลาดที่สุดในโลก เก่งในการทำความเข้าใจบทสนทนาและสิ่งต่าง ๆ ทำงานมีประสิทธิภาพ รวบรวมและจัดระเบียบข้อมูลได้ดี อ่านใจคนออก ชักจูงคนเป็น ความจำดี ประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าได้ เยือกเย็นและมีทักษะการตัดสินใจ แน่นอนว่าหากมีความสามารถระดับนั้น ก็ย่อมจะประสบความสำเร็จในการทำงานและธุรกิจได้โดยง่าย

ในความเป็นจริง มีอาชีพหนึ่งที่จำเป็นต้องใช้ทักษะความสามารถแทบทั้งหมดที่ว่ามาข้างต้น อาชีพนั้นคือสายลับ ซึ่งหมายถึงคนที่ทำงานในหน่วยสืบราชการลับของประเทศต่าง ๆ ซึ่งทำสงครามข่าวสารโดยยึดหลักว่า จะชนะโดยไม่ทำสงคราม เช่น สำนักข่าวกรองกลางของอเมริกา (CIA) หน่วยข่าวกรองลับของอังกฤษ (MI6) หน่วยข่าวกรองของประเทศรัสเซีย (SVR) หรือหน่วยข่าวกรองของอิสราเอล (Mossad)

หน้าที่ของสายลับคือ รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจนได้ออกมาเป็นข่าวกรอง และบางครั้งอาจมีการปฏิบัติการลับ หรือทำภารกิจปกป้องข้อมูลข่าวสารลับของประเทศด้วย ถ้าสายลับปฏิบัติภารกิจล้มเหลว ประเทศชาติและประชาชนก็อาจตกอยู่ในอันตราย เนื่องจากสายลับคือผู้ที่ผ่านการทดสอบสุดโหด ซึ่งเคี่ยวกลำกันมาอย่างยาวนาน พวกเขาจึงเป็นกลุ่มคนชั้นนำ ที่เต็มไปด้วยผู้มากความสามารถ

เลิกใช้ความพยายามอย่างเปล่าประโยชน์ แล้วหันมาสร้างผลลัพธ์ด้วยดาร์กสกิล ในบรรดาคนที่ตั้งใจและทุ่มเทให้กับงาน ทำไมถึงมีบางคนที่สร้างผลงานหรือผลลัพธ์ไม่ได้ เพราะพวกเขาทำสิ่งที่ไม่ช่วยนำไปสู่ผลลัพธ์ตั้งแต่แรก พูดง่าย ๆ ก็คือมัวแต่ลงแรงไปกับสิ่งที่ไร้ประโยชน์ ซ้ำร้ายยังไม่รู้แม้กระทั่งวิธีทำงานอย่างมีประสิทธิภาพด้วย สายลับคือตัวอย่างของคนที่สามารถสร้างผลลัพธ์อันยิ่งใหญ่

ดังนั้น หากทำตามแนวทางการทำงานของสายลับชั้นแนวหน้า ก็น่าจะสร้างผลลัพธ์ออกมาได้เหมือนกัน เนื่องจากสายลับต้องปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จ ภายใต้สถานะการที่บีบคั้น   ทักษะของพวกเขาจึงเรียบง่าย สมเหตุสมผล และปราศจาก มุดะ (เปล่าประโยชน์) มุระ (ไม่สม่ำเสมอ) และมุริ (เกินกำลัง) ซึ่งเป็นหนึ่งในหลักสำคัญของการทำธุรกิจที่รู้จักกันดี คนทำงานทั่วไปจึงน่าจะทำความเข้าใจ และปฏิบัติตามได้ไม่ยาก

แม้ทุกวันนี้ผู้คนจะตระหนักถึงความสำคัญของข่าวกรองมากขึ้น แต่ก็ยังไม่มีการนำมาใช้ เป็นทักษะในการทำงาน และธุรกิจมากเท่าที่ควรอยู่ดี จากนี้ไปสังคมจะยิ่งเปลี่ยนแปลงมากขึ้นเรื่อย ๆ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ทำให้เกิดข้อมูลปริมาณมหาศาล ทักษะการข่าวกรองจึงยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นทุกวัน ไม่ว่าจะในแง่ของการรวบรวมข้อมูลของฝ่ายตรงข้าม หรือปกป้องข้อมูลของตัวเอง

บทที่ 1 ฉลาดขึ้นด้วยทักษะลับสุดยอดของสายลับ

เทคนิคข่าวกรองที่ช่วยให้ประสบความสำเร็จในการทำงานและธุรกิจ สายลับคือผู้มีสติปัญญาเฉียบแหลม ซึ่งก็ไม่แปลกที่จะเป็นเช่นนั้น เพราะสายลับเป็นอาชีพที่ต้องเสี่ยงชีวิต และเสี่ยงคุกอยู่ตลอดเวลา ถ้าอย่างนั้นทำไมสายลับถึงยังสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างยืดหยุ่น เยือกเย็น และรวดเร็ว ภายใต้สถานการณ์ที่ตึงเครียดเกินกว่าจะจินตนาการ เพราะสายลับฝึกฝนตัวเองอย่างหนัก จนมีหลักสำหรับการคิด และการกระทำที่ช่วยให้รู้ว่า เวลาแบบนี้ต้องทำแบบไหน ขอแค่รู้หลักก็ใช้ทักษะของสายลับได้

อาชีพที่เก่าแก่เป็นอันดับ 2 ของโลก ไม่ว่าใครก็น่าจะรู้จักอาชีพที่เรียกว่าสายลับ หรือสปายด้วยกันทั้งนั้น ว่ากันว่ามันเป็นอาชีพที่เก่าแก่เป็นอันดับ 2 ของโลกเลยทีเดียว สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าสายลับเป็นอาชีพที่อยู่คู่กับสังคมมนุษย์มาเนิ่นนาน อาจพูดได้ว่าทักษะของสายลับคือทักษะที่จำเป็นในการดำรงชีวิตของมนุษย์ สายลับมีหลายสถานะและหลายบทบาท ไม่ว่าจะเป็นสปายมาสเตอร์ (Spymaster) โอเปอเรเตอร์ (Operator) คัตเอาต์ (Cut-out) หรือเอเจนต์ (Agent)

แค่รู้หลักการทำงานของสายลับ ก็เพิ่มไหวพริบได้แล้ว สายลับต้องเรียนรู้และฝึกฝนทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานมาอย่างเข้มข้นและยาวนาน ผลที่ได้คือพวกเขามีหลักการคิด หลักการกระทำ และหลักการทำงานติดตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยให้สายลับสามารถปฏิบัติภารกิจสำเร็จลุล่วงได้  สายลับถูกสอนให้เรียนรู้หลักต่าง ๆ ที่ช่วยให้ฉลาดและมีไหวพริบขึ้นแบบไม่รู้ตัว

นอกจากนี้  สายลับยังมีทักษะที่ทำให้ปฏิบัติภารกิจได้อย่างเยือกเย็น มีประสิทธิภาพ และยืดหยุ่นในทุกด้าน  โดยไล่ตั้งแต่การรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และการคาดการณ์อนาคต  การจัดระเบียบและจดจำข้อมูล การสื่อสาร ไปจนถึงการลงมือทำ ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยง

สายลับจะใช้ทักษะหลายอย่างผสมผสานกันเวลาปฏิบัติภารกิจ คนที่เป็นสายลับทำงานในด้านข่าวกรอง ซึ่งข่าวกรองสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ ปฏิบัติการเชิงรุกโดยใช้ข้อมูลให้เป็นประโยชน์ (งานข่าวกรองเชิงรุก) และปฏิบัติการเชิงรับเพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลรั่วไหลไปยังฝ่ายตรงข้าม (งานข่าวกรองเชิงรับ)

งานข่าวกรองเชิงรุกได้แก่ การรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และสร้างข่าวกรอง การออกนโยบายในและต่างประเทศโดยอ้างอิงจากข้อมูลที่ได้และปฏิบัติการลับ การรวบรวมข้อมูลแบ่งออกเป็น 2 แบบ

แบบแรกคือการรวบรวมข้อมูลเปิด ซึ่งหมายถึงการรวบรวมข้อมูลที่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ เช่น ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ต่างประเทศ หนังสือ อินเตอร์เน็ต และข้อมูลที่ได้จากการดักฟังโทรศัพท์

ส่วนอีกแบบคือการรวบรวมข้อมูลปิด ซึ่งหมายถึงการรวบรวมข้อมูลที่เป็นความลับ โดยใช้หน่วยงานที่เชี่ยวชาญในการลอบสังเกตการณ์ประเทศอื่นด้วยวิธีการต่าง ๆ

ในส่วนของปฏิบัติการลับจะมีอยู่หลายแบบ เช่น การโฆษณาชวนเชื่อ กิจกรรมทางการเมือง รัฐประหาร และปฏิบัติการกึ่งทหาร

งานข่าวกรองเชิงรับ ได้แก่ การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลซึ่งเป็นการปกป้อง ข้อมูลที่ปฏิบัติกันอย่างเปิดเผย และการต่อต้านข่าวกรอง ซึ่งเป็นการปกป้องข้อมูลที่ปฏิบัติการอย่างลับ ๆ ด้วยวิธีการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการต่อต้าน รบกวน หรือขัดขวางฝ่ายตรงข้าม ประเทศส่วนใหญ่จะตั้งหน่วยข่าวกรองโดยแยกออกเป็นเชิงรุกและเชิงรับ เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น  ภารกิจของสายลับมีอยู่มากมายหลายรูปแบบ สายลับจึงต้องใช้ทักษะลับสุดยอดที่หลากหลายด้วยเช่นกัน และบางส่วนของทักษะลับดังกล่าวนั้น ก็เอามาปรับใช้ในการทำงานและธุรกิจของพลเรือนได้เป็นอย่างดี

CIA กับ FBI ต่างกันตรงไหน ในกรณีของอเมริกันหน่วยข่าวกรองเชิงรุกคือ CIA ส่วนหน่วยข่าวกรองเชิงรับคือ FBI ในกรณีของอังกฤษหน่วยข่าวกรองเชิงรุกคือ MI6 ส่วนหน่วยข่าวกรองเชิงรับคือ MI5 ประเทศส่วนใหญ่จะมีหน่วยข่าวกรองสำหรับงานเชิงรุกและเชิญรับแยกต่างหากออกจากกัน

สายลับชั้นยอดทำอะไรกันบ้าง สายลับจะมีบทบาทหน้าที่แตกต่างกันออกไป ตัวอย่างเช่น เคอเรียร์ (Courier) หรือทรานสมิตเตอร์ (Transmitter) มีหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างกองบัญชาการกับสายลับโอเปอเรเตอร์ (Operator) มีหน้าที่กำกับดูแลการปฏิบัติงานภาคสนาม และรีครูเตอร์ (Recruter) มีหน้าที่หาผู้ให้ความร่วมมือหรือเอเจนต์ (Agent) ตำราพิชัยสงครามซุนวูของจีนได้แบ่งจารชนหรือสายลับออกเป็น 5 ประเภทได้แก่

จารชนถิ่น คือ คนที่รวบรวมข้อมูลจากผู้ที่อยู่หน้างาน ตัวแทนจำหน่ายที่เกี่ยวข้อง และลูกค้าเพื่อสืบหาความต้องการของลูกค้า

จารชนไส้ศึก คือ คนที่เข้าไปตีสนิทกับพนักงานบริษัทคู่แข่ง เพื่อล้วงข้อมูลภายในของบริษัทคู่แข่ง

จารชนสองหน้า คือ คนที่หลอกให้พนักงานบริษัทคู่แข่งร่วมมือกับตัวเองด้วยวิธีการต่าง ๆ

จารชนพลีชีพ คือ คนที่ลาออกจากบริษัทตัวเองเพื่อหลอกให้บริษัทคู่แข่งตายใจ จากนั้นล้วงเอาข้อมูลลับของบริษัทคู่แข่งมา หรือไม่ก็บอกให้บริษัทคู่แข่งตัดสินใจผิดพลาด

จารชนทั่วไป คือ คนที่แฝงตัวเข้าไปในบริษัทคู่แข่ง และรายงานข้อมูลภายในให้แก่บริษัทตัวเองอย่างต่อเนื่อง โดยจะต้องไปมาระหว่างบริษัทคู่แข่งและบริษัทตัวเอง เพื่อรายงานข้อมูล

แน่นอนว่าไม่ควรทำสิ่งที่ผิดกฎหมายเหล่านี้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว มีบริษัทที่เป็นคู่แข่งกัน และบริษัทในต่างประเทศหลายแห่งที่ใช้วิธีการอย่างการดึงตัวคนจากบริษัทคู่แข่งมาเพื่อล้วงข้อมูล เห็นได้ชัดว่าการข่าวกรองและการต่อต้านข่าวกรอง คือ ปัจจัยสำคัญในการทำธุรกิจ

มันสมองอันชาญฉลาดของคนระดับแนวหน้า คนที่เป็นสายลับได้จะต้องเป็นคนเก่งเท่านั้น การได้เป็นสายลับของอังกฤษ จึงถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างมาก จนถึงขั้นที่มีคำกล่าวว่า สายลับเป็นอาชีพของสุภาพบุรุษให้ได้ยินกันเลยทีเดียว แวดวงสายลับของรัสเซียและจีนเอง ก็เต็มไปด้วยคนเก่ง ๆ เช่นกัน คนเก่ง ๆ มากมายใฝ่ฝันอยากเป็นสายลับ หน่วยข่าวกรองของแต่ละประเทศ จึงเต็มไปด้วยมันสมองอันชาญฉลาดของคนระดับแนวหน้า และนอกจากจะเป็นอาชีพที่น่าภาคภูมิใจแล้ว สายลับยังเป็นที่เคารพนับถือของคนอื่น ๆ ด้วย มันจึงเป็นอาชีพในอุดมคติของใครหลายคนเลยทีเดียว

คนที่มีทักษะแบบเดียวกับสายลับ คือ บุคลากรที่เป็นที่ต้องการอย่างยิ่ง สายลับคือบุคลากรชั้นยอด องค์กรธุรกิจเองก็ต้องการบุคคลชั้นยอดแบบสายลับ อดีตสายลับจึงเป็นที่ต้องการอยู่เสมอ คุณสมบัติของสายลับที่ดี มองคนออก ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้แม้ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก ดูออกว่าข้อมูลไหนจริงข้อมูลในเท็จ แยกแยะเรื่องสำคัญกับเรื่องไม่สำคัญออกจากกันได้ ใฝ่เรียนรู้ ประยุกต์หรือพลิกแพลงสิ่งต่าง ๆ ได้ดี ใส่ใจรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ในระดับที่เหมาะสม แสดงความคิดเห็นได้อย่างชัดเจน เข้าใจง่าย และน่าสนใจ รู้จักเงียบในเวลาที่ควรเงียบ  หากมีคุณสมบัติเหล่านี้ครบ ไม่ว่าบริษัทไหนก็คงไม่ยอมปล่อยให้หลุดมือไปอย่างแน่นอน

สายลับชั้นแนวหน้าทุกคนเคยเป็นมือใหม่มาก่อน สายลับในอุดมคติคือคนที่ใส่ใจในทุกเรื่อง ใฝ่เรียนรู้ มีวิจารณญาณ มีสามัญสำนึก มีความสามารถในการตัดสินใจ และมีมันสมองอันชาญฉลาด อย่างไรก็ตาม น้อยคนนักที่จะมีคุณสมบัติครบถ้วนตามเงื่อนไขทั้งหมด ในเมื่อภาคกิจของสายลับมีอยู่หลากหลายรูปแบบ อีกทั้งแต่ละภารกิจก็มีความลำบาก หรือความยากง่ายแตกต่างกันไป จึงมีการกำหนดให้ใช้สายลับตามความเหมาะสม โดยพิจารณาจากคุณสมบัติ และนิสัยของสายลับแต่ละคน

จริงอยู่ที่สายลับจำเป็นต้องมีคุณสมบัติ และทักษะที่เหนือกว่าคนทั่วไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า สายลับจะเป็นเลิศไปเสียหมดทุกเรื่อง ดังนั้น คนทำงานจึงไม่จำเป็นต้องฝึกทักษะทุกอย่างให้เชี่ยวชาญทั้งหมด แค่ลองฝึกทักษะของสายลับที่ตัวเองคิดว่าถนัด หรือเห็นว่าจำเป็นสักหนึ่งอย่างก็พอแล้ว

พิชิตภารกิจด้วย DADA จอห์น แบรดด็อก อดีตสายลับ CIA ได้เขียนถึงเครื่องมือทางความคิดและการลงมือทำที่เรียกว่า DADA เอาไว้ในหนังสือเรื่อง A Spy’s Guide to Thinking ทั้งนี้คำว่า DADA มาจาก

(D) Data : การรวบรวมข้อมูล

(A) Analysis : การวิเคราะห์และแยกแยะข้อมูล

(D) Decision : การตัดสินใจ

(A) Action : การลงมือทำ

แนวคิด DADA ของแบรดด็อกดัดแปลงมาจาก OODA ซึ่งเป็นเครื่องมือทางความคิดและการลงมือทำของกองทัพสหรัฐ ที่ใช้กันในการปฏิบัติภารกิจ โดยมันมีความหมายดังนี้

(O) Observe : สังเกตุ

(O) Orient : ประเมินสถานการณ์

(D) Decide : ตัดสินใจ

(A) Act : ลงมือทำ

พูดได้ว่าเครื่องมือทางความคิด และการลงมือทำที่เริ่มจากการรวบรวมข้อมูล ไปวิเคราะห์และแยกแยะข้อมูล จากนั้นก็ตัดสินใจ แล้วลงมือทำ เป็นอาวุธสำคัญของสายลับ ในยุคปัจจุบันซึ่งนวัตกรรมต่าง ๆ มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ถ้าไม่ตัดสินใจให้เร็วก็ไม่มีทางที่จะสู้กับคู่แข่งหรือบริษัทคู่แข่งได้ ด้วยเหตุนี้จึงควรฝึกรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์และแยกแยะข้อมูล ตัดสินใจ ลงมือทำให้ชำนาญ

เรียนรู้ทักษะที่คัดมาแล้วว่าได้ผลกับการทำงานและธุรกิจกันเถอะ เรียนรู้ทักษะและวิธีคิดต่าง ๆ ของสายลับในต่างประเทศ หรือสายลับในหน่วยวิเคราะห์ข้อมูล เน้นไปที่วิธีการใช้สมองของหน่วยสายลับชั้นแนวหน้า เพื่อเรียนรู้ทักษะที่ทำให้สายลับ สามารถปฏิบัติภารกิจได้สำเร็จ ดังนั้น ขอแค่รู้หลักเหล่านั้นก็จะฉลาดและมีไหวพริบขึ้นมาได้

บทที่ 2 วิธีใช้สมองที่ช่วยเพิ่มทักษะการรวบรวมข้อมูล

หลักของสายลับที่ช่วยให้มองเห็นแหล่งข้อมูล เป้าหมาย และความจริงเท็จของข้อมูลได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ทุกวันนี้การรวบรวมข้อมูลทำได้หลายวิธี และง่ายขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก สามารถรวบรวมข้อมูลได้ทำจากคนอื่น และจากแหล่งข้อมูลสาธารณะ เรียกได้ว่าเป็นยุคสมัยที่มีข้อมูลมหาศาลอย่างแท้จริง อย่างไรครับตามภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างมากก็คือข้อมูลที่ได้นั้น มาจากไหนจากใครและอย่างไรข้อมูลนั้นมีคุณค่าหรือไม่ ข้อมูลนั้นถูกต้องจริงๆหรือเปล่าเพราะต่อให้ได้ข้อมูลมามากมายแค่ไหนแต่ถ้าเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง หรือไม่จำเป็นมันก็ไม่มีประโยชน์ต่อการทำงานและธุรกิจอยู่ดี

อย่าให้ใครรู้ว่าทำไปเพื่ออะไร การข่าวกรองคือการรวบรวมข้อมูล โดยไม่สนใจว่าวิธีที่ใช้จะเป็นที่เปิดเผยหรือไม่ และถูกกฎหมายหรือเปล่า สิ่งที่ต้องคำนึงถึงมีเพียงแค่ต้องไม่แพร่งพรายจุดประสงค์ในการรวบรวมข้อมูลให้คนอื่นรู้เป็นอันขาด แม้บางครั้งยุทธวิธีที่สายลับใช้จะดูโฉ่งฉ่างเป็นที่ประจักษ์ แต่จุดประสงค์ที่ว่าทำไปเพื่ออะไร จะถูกเก็บงำไว้อย่างมิดชิดเสมอ การรวบรวมข้อมูลโดยเก็บงำจุดประสงค์คือพื้นฐานของสายลับ และเชื่อว่าเป็นพื้นฐานในการทำงานและธุรกิจด้วย หากอยากประสบความสำเร็จและอยู่เหนือคู่แข่ง ก่อนจะรวบรวมข้อมูลใด ๆ ให้จำเอาไว้ว่าอย่าให้ใครรู้เด็ดขาด ว่ารวบรวมข้อมูลไปเพื่ออะไร

แหล่งข้อมูลเปิดและแหล่งข่าวกรองทางบุคคล หากถามว่าสายลับรวบรวมข้อมูลมาจากไหน ก่อนอื่นก็ต้องบอกว่าข้อมูลสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่ข้อมูลเปิดและข้อมูลปิด

ข้อมูลเปิดหรือข้อมูลที่รวบรวมได้จากหนังสือพิมพ์ นิตยสาร โทรทัศน์ หรืออินเตอร์เน็ต ซึ่งจะเรียกแหล่งข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะเหล่านี้ว่าแหล่งข้อมูลเปิด (Open Source Intelligence หรือ OSINT)

ส่วนข้อมูลปิดก็มีความหมายตรงตามตัวอักษร นั่นคือเป็นข้อมูลที่ถูกปกปิดไม่เผยแพร่สู่สาธารณะ ข้อมูลปิดมีหลายระดับความสำคัญ ตั้งแต่ความลับของประเทศหรือบริษัท ทักษะข้อมูลลับส่วนบุคคล ข้อมูลปิดจะมีทั้งข้อมูลที่ได้จากการสอบถามผู้คน หรือข้อมูลที่ได้จากแหล่งข่าวกรองทางบุคคล (HUMINT) และข้อมูลที่ได้จากการใช้วิธีทางเทคนิค หรือข้อมูลที่ได้จากการใช้เทคนิควิธีทางเทคโนโลยี (TECHINT)

สรุปก็คือต้นกำเนิดของข้อมูลที่กล่าวถึงเรียกว่า แหล่งข้อมูล ไม่ใช่แค่สายลับเท่านั้น แต่คนทำงานทั่วไป ก็สามารถใช้ประโยชน์จากแหล่งข้อมูล และแหล่งข่าวกรองทางบุคคลได้เช่นกัน  ปัจจุบันเป็นยุคที่มีข้อมูลมากมายให้สืบค้นได้ในอินเตอร์เน็ต จึงสามารถรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลเปิดได้มากเท่าที่ต้องการ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากในอินเตอร์เน็ตมีทั้งข้อมูลที่มีประโยชน์ ข้อมูลที่ไร้ประโยชน์ ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง และข้อมูลบิดเบือนปะปนกันไป ซ้ำร้ายยังมีการบิดเบือนสื่อเพื่อชี้นำกระแสสังคมอีกด้วย การตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบ จึงเป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้เป็นอันขาด

แนวคิด HEAD ของอดีตรองผู้อำนวยการ CIA ไม่มีสายลับที่ไม่รู้ว่าต้องรวบรวมข้อมูลแบบไหน คำสั่งให้รวบรวมข้อมูลนี้จะถูกเรียกว่า คำขอข้อมูล ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการกำหนดทิศทางการรวบรวมข้อมูลของสายลับ เนื่องจากทุกวันนี้มีข้อมูลมากมายมหาศาล ปริมาณข้อมูลที่รวบรวมได้ และข่าวกรองที่เป็นประโยชน์จึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย แต่ปัญหาคือข้อมูลที่รวบรวมได้อาจไม่ใช่ข้อมูลที่มีประโยชน์ทั้งหมด บางครั้งก็มีข่าวลือหรือข้อมูลบิดเบือนปะปนมา ทำให้เกิดความสับสนในการวิเคราะห์

ฟิลิป มัดด์ อดีตรองผู้อำนวยการ CIA ได้เล่าไว้ว่า CIA เปลี่ยนผ่านจากยุคกระดาษสู่ยุคดิจิตอลอย่างรวดเร็ว พอถึงช่วงสงครามอ่าวเมื่อปี 1990 ข้อมูลลับกองโตก็รายล้อมรอบตัวเต็มไปหมด HEAD มาจากการนำพยัญชนะต้นของคำว่า

High (สูง)

Efficiency (ประสิทธิภาพ)

Analytic (วิเคราะห์)

Decision-making (ตัดสินใจ) มารวมกันแนวคิด HEAD มีลำดับขั้นตอนดังต่อไปนี้

1.ตั้งคำถาม

  1. กำหนดขอบเขตหรือตีกรอบให้กับคำถาม เพื่อให้มีความชัดเจนขึ้น
  2. รวบรวมเฉพาะข้อมูลที่สามารถนำมาใส่ในกรอบได้ และจำเป็นต่อการทำคำถามให้กระจ่าง

ในที่นี้คำถามเปรียบได้กับคำขอข้อมูลที่สายลับได้รับจากหน่วยวิเคราะห์ ดังนั้น ในกรณีของคนทำงานหรือบุคคลทั่วไป การตั้งคำถามจึงเรียกได้ว่าเป็นการกำหนดทิศทางในการรวบรวมข้อมูล หากใช้แนวคิดนี้ก็ไม่ต้องไปเสียเวลากับข้อมูลที่ไม่จำเป็น แถมยังวิเคราะห์และตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย

วิเคราะห์ภารกิจเพื่อเพิ่มทักษะการสังเกต ในการรวบรวมข้อมูลแบบสายลับสิ่งที่ต้องทำไปพร้อมกับการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเปิดก็คือ การสังเกต ไม่ต้องไปทำอะไรอย่างอื่นให้วุ่นวาย เพราะใช้แค่การสังเกตก็สามารถคว้าข้อมูลสำคัญมาไว้ในกำมือได้แล้ว สายลับจะได้รับคำสั่งว่า ต้องรวบรวมข้อมูลแบบไหนจากหน่วยวิเคราะห์ คนทำงานที่ต้องออกไปรวบรวมข้อมูลก็เช่นเดียวกัน พวกเขาจำเป็นต้องเข้าใจจุดประสงค์ และรายละเอียดของภารกิจที่แน่ชัดเสียก่อน ไม่อย่างนั้นต่อให้สังเกตไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา สิ่งที่จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้คือ การวิเคราะห์ภารกิจ (Mission Analysis) ที่รู้จักกันเป็นอย่างดีในหมู่ทหาร

การวิเคราะห์ภารกิจคือ การคิดถึงสถานะในองค์กรเพื่อให้เกิดความตระหนักว่า บทบาทหน้าที่ของตัวเองคืออะไร ก่อนที่จะออกไปปฏิบัติงาน ด้วยเหตุนี้คนทำงานจึงต้องตระหนักถึงจุดประสงค์ กลยุทธ์ ยุทธวิธี และวิสัยทัศน์อยู่ตลอดเวลา เพื่อให้รู้ว่าตัวเองกำลังรวบรวมข้อมูลเพื่ออะไร และเพื่อใคร

การสัมภาษณ์ 2 แบบที่ใช้ในการล้วงข้อมูล การสังเกตเพียงอย่างเดียวทำให้เห็นข้อมูลเพียงบางส่วน ไม่มีทางที่จะได้ข้อมูลสำคัญซึ่งซ่อนอยู่หลังม่านแห่งความลับได้ หากอยากได้ข้อมูลสำคัญต้องเข้าไปถามผู้ที่รู้ข้อมูลโดยตรง เรียกวิธีนี้ว่าการสอบถามหรือการสัมภาษณ์ การสัมภาษณ์มีทั้งแบบโดยตรงและแบบโดยอ้อม การสัมภาษณ์โดยตรงคือ การเข้าไปใกล้เป้าหมายเพื่อสอบถามข้อมูลซึ่ง ๆ หน้า ปัญหาคือการทำแบบนี้ ผู้ถูกสัมภาษณ์อาจระแวงจนไม่ยอมบอกอะไรเลย ในเวลาแบบนี้สิ่งที่ควรทำคือ ใช้การสัมภาษณ์โดยอ้อม โดยอาจไปถามคำถามชุดเดียวกันนี้ กับลูกค้าหรือคนที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงแทน อาจพูดได้ว่าการสัมภาษณ์โดยอ้อมก็คือ  การรวบรวมข้อมูลเล็ก ๆ เพื่อทำให้เป็นข้อมูลสำคัญนั่นเอง เวลาที่ต้องการข้อมูลสำคัญ แนะนำให้ทำเหมือนตัวเองเป็นสายลับ แล้วลองเข้าหาคนที่น่าจะรู้ข้อมูล เพื่อสัมภาษณ์พวกเขาดู แล้วก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะวิธีนี้ไม่ได้เป็นการละเมิดกฎหมายใด ๆ ทั้งสิ้น

ข่าวปลอม (Fake News) มีโครงสร้าง 2 ชั้น ข่าวปลอมคือข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง ซึ่งถูกปล่อยออกมาเพื่อสร้างความสับสนให้แก่สังคม หรือเพื่อคุณประโยชน์บางอย่าง การให้ข้อมูลบิดเบือนหรือข้อมูลเท็จไม่ใช่เรื่องที่ไม่เคยมีมาก่อน เพียงแต่มันมีให้เห็นมากขึ้นในรูปแบบที่เรียกกันว่าข่าวปลอม ซึ่งแพร่กระจายอยู่ในโซเชียลมีเดีย ส่งผลให้คำว่า Fact-checking หรือการตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวเป็นที่รู้จักไปพร้อมกันด้วย ข่าวปลอมประกอบด้วยโครงสร้าง 2 ชั้นดังนี้

ชั้นที่ 1 คือ ส่วนที่บอกว่าเป็นข้อมูลจริงหรือเท็จ และมีเจตนาร้ายต่อเป้าหมายหรือไม่

ชั้นที่ 2 จะแบ่งข้อมูลออกเป็น 3 ประเภทได้แก่

  1. ข้อมูลผิด (misinformation) คือข้อมูลที่เป็นเท็จแต่ไม่มีเจตนาร้าย
  2. ข้อมูลบิดเบือน (disinformation) ข้อมูลที่เป็นเท็จและมีเจตนาร้าย
  3. ข้อมูลที่แฝงเจตนาร้าย (malinformation) คือข้อมูลที่เป็นจริงแต่มีเจตนาร้าย

เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อข้อมูลที่ไม่ดีเหล่านี้ ต้องตระหนักไว้เสมอว่า ต่อให้เป็นข้อมูลที่มาจากแหล่งที่ดูน่าเชื่อถือหรือมีชื่อเสียง ก็จะเชื่อแบบไม่ลืมหูลืมตาไม่ได้ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องคิดถึงบริบท และลองมองจากหลาย ๆ แง่มุมดูก่อน

ไม่มีอะไรดีไปกว่าการพิจารณาข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณอีกแล้ว จริงอยู่ว่าไม่มีสูตรสำเร็จที่ช่วยให้สามารถจับผิดข้อมูลบิดเบือนได้แบบ 100% เต็ม ในยุคที่ไม่ว่าใครก็เผยแพร่ข้อมูลได้อย่างทุกวันนี้ สิ่งที่ทุกคนควรทำคือ ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความถูกต้องของข้อมูลเอาไว้ก่อน การพิจารณาข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณมีอยู่ 2 วิธีนั้นคือ

การพิจารณาภายนอก คือการตัดสินความจริงหรือเท็จของข้อมูล โดยพิจารณาแหล่งที่มา ช่วงเวลาขณะที่เกิดข้อมูล และควรดูด้วยว่าข้อมูลนั้นเป็นข้อมูลที่เกิดขึ้นอย่างเป็นเอกเทศ หรือเป็นส่วนขยายของข้อมูลอื่น

การพิจารณาภายใน คือการตัดสินใจว่าข้อมูลนั้นมีประโยชน์หรือไม่ ด้วยการพิจารณาเฉพาะเนื้อหาของข้อมูล โดยไม่คำนึงถึงแหล่งที่มา การพิจารณาภายในสามารถทำได้ โดยพิจารณาความสมเหตุสมผล ความเป็นเอกภาพ และความเป็นรูปธรรม (ระดับของรายละเอียด) ของข้อมูล ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นก็ควรใช้ความรู้ในด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องมาช่วยในการตัดสินใจว่า ข้อมูลนั้นเป็นจริงหรือเท็จกันแน่ด้วย เวลาที่ทำการพิจารณาภายใน สิ่งที่ควรระวังให้ดีมีดังต่อไปนี้

ระวังข้อมูลที่จงใจกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึก เช่น สนุก คุ้มค่า เสียเปรียบ ตื่นตระหนก กลัว เสี่ยง หรือเศร้า ให้ลองคิดดูว่าแหล่งที่มาหรือผู้ให้ข้อมูลมีเจตนาอะไรแฝงอยู่ ลองตั้งคำถามว่าแหล่งข่าวต้องการอะไรจากข้อมูลนี้ เงิน ชื่อเสียง หรืออยากให้คนสนใจ ถ้าเชื่อข้อมูลนี้แล้วแหล่งข่าวจะได้ประโยชน์อะไร

ถ้าเห็นตัวเลขให้สงสัยไว้ก่อน ข้อมูลทางสถิติและตัวเลขช่วยให้มองเห็นภาพรวมของข้อมูล และนำไปเปรียบเทียบกับข้อมูลได้ง่ายขึ้น แน่นอนว่าไม่ได้ปฏิเสธความสำคัญของมัน เพียงแต่อยากให้ตระหนักเอาไว้เสมอว่า ข้อมูลทางสถิติและตัวเลขเป็นลูกไม้ที่ทำให้หลงกลได้ง่ายมาก

บทที่ 3 วิธีใช้สมองเพื่อชักใยคน

หลักของสายลับที่ใช้ในการทำความรู้จัก สร้างความไว้วางใจ และชักใยผู้ให้ความร่วมมือ  ไม่ว่าในวงการสายลับหรือในวงการธุรกิจ การสร้างผลลัพธ์จำเป็นต้องมีผู้ให้ความร่วมมือ ทักษะที่ยอดเยี่ยมที่สุดของสายลับคือ ทักษะการชักใยคน พวกเขาจะค้นหาผู้ให้ความร่วมมือ สร้างความไว้วางใจ แล้วล้วงเอาข้อมูลที่ต้องการมา

พูดง่าย ๆ ก็คือพวกเขาสามารถชักใยให้คนอื่นทำงานเพื่อตัวเองได้ หากเรียนรู้ทักษะการชักใยคนของสายลับแล้ว จะสามารถสร้างผลลัพธ์ในการทำงานและธุรกิจได้อย่างแน่นอน สายลับทุกคนมีทักษะการสื่อสาร ในการปฏิบัติการข่าวกรอง บางครั้งสายลับมืออาชีพก็ต้องใช้วิธีการที่ผิดกฎหมาย หรือไม่ก็ต้องลักลอบปฏิบัติภารกิจ แต่ถึงอย่างนั้น ทักษะหรือหลักของสายลับเป็นสิ่งที่มีประโยชน์กับทุกคน ไม่ใช่แต่เฉพาะสายลับเท่านั้น

ในแวดวงธุรกิจหลักของสายลับ สามารถช่วยในเรื่องต่าง ๆ ได้ดังต่อไปนี้ ค้นหาความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า เลื่อนตำแหน่งงานให้สูงขึ้น ดูออกว่าข้อบกพร่องในห่วงโซ่อุปทานคืออะไร ก่อนที่จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ ป้องกันไม่ให้ความลับทางการค้าของบริษัทถูกจารกรรม สร้างขวัญกำลังใจเวลาเผชิญสถานการณ์ที่ยากลำบาก แยกแยะคนที่เชื่อใจได้กับคนที่เชื่อใจไม่ได้ออกจากกันได้ ค้นหาผู้ให้ความร่วมมือที่จะช่วยให้ประสบความสำเร็จ รับมือกับวิกฤติการณ์ได้ดีขึ้น

จะเห็นได้ว่านอกจากจะต้องมีทักษะ ในการปกป้องข้อมูลและรับมือกับอันตรายแล้ว สายลับยังต้องมีทักษะการสื่อสารด้วย งานข่าวกรองแทบทั้งหมดเป็นงานที่ต้องทำกันเป็นทีม และการจะล้วงข้อมูลจากคนอื่นได้ ก็จำเป็นต้องสร้างความไว้วางใจให้ได้เสียก่อน นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมทักษะการสื่อสาร เป็นสิ่งที่สายลับทุกคนต้องมี

สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับ 1 คือ ความไว้วางใจ การสื่อสาร (Communication) หมายถึงการสื่อสารอย่างบางอย่างออกไป หรือการสื่อความคิดโดยใช้ถ้อยคำ และไม่ใช้ถ้อยคำ เพราะไม่ว่าจะเป็นการโบกไม้โบกมือ โยกตัว สื่อแบบใจถึงใจ หรือร่วมแรงร่วมใจกัน ก็ล้วนเป็นการสื่อสารรูปแบบหนึ่ง คนที่นำเสนอตัวเองเก่งไม่ได้แปลว่า จะเป็นคนที่มีทักษะการสื่อสารดี เพราะการสื่อสารเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อต่างฝ่ายต่างมีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน

ด้วยเหตุนี้ คนที่มีแนวโน้มสูงว่าจะเป็นมืออาชีพด้านการสื่อสาร จึงมักเป็นคนที่ยิ้มแย้มแจ่มใส มีเพื่อนเพื่อนร่วมงาน ลูกค้าเข้ามารายล้อมอยู่เสมอ และได้รับความไว้วางใจจากทุกคนอย่างรวดเร็วมากกว่า สรุปคืออยากได้รับความไว้วางใจ ก็ต้องปฏิบัติกับผู้อื่นด้วยความซื่อตรง หรือความจริงใจนั่นเอง

ปกป้องตัวเองจากคำโกหก หากใครรู้สึกกระอักกระอ่วนกับการโกหกไม่หาย ขอแนะนำให้เรียกว่า การคัดเลือกและจำกัดข้อมูลที่จะสื่อสารแทน คนที่รู้สึกต่อต้านเทคนิคนี้ควรฝึกฝนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ค่อย ๆ คุ้นชินกับมัน จริงอยู่ว่าโดยทั่วไปแล้ว คนทำงานต้องมีความจริงใจไม่โกหก และไม่ใช้เล่ห์เหลี่ยม แต่ถ้าไม่หัดคิดว่าการโกหกถือเป็นวิธีการหนึ่งบ้าง ก็ยากที่จะอยู่รอดในสังคมที่เต็มไปด้วยกันได้การแข่งขันได้

การโกหกแบบที่ห้ามทำในองค์กรคือ การโกหกที่ทำให้ตัวเองได้เปรียบอย่างไม่เป็นธรรม และการโกหกที่ทำให้คนอื่นเสียหายอย่างไม่ชอบธรรม คนทำงานควรจำให้ขึ้นใจว่า เทคนิคพูดความจริงเรื่องเล็ก พูดโกหกเรื่องใหญ่ มักทำให้คนหลงเชื่อได้ง่าย ดังนั้น หากเจอข้อมูลที่ทำให้รู้สึกว่า ก็มีข้อเท็จจริงที่ทำให้เชื่อได้อยู่ แต่ไม่รู้ว่าทำไมรู้สึกว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากล ก็เป็นไปได้ว่าคนที่สร้างข้อมูลนั้น อาจกำลังใช้เทคนิคนี้อยู่ เมื่อรู้อย่างนี้แล้วก็จะปกป้องตัวเองจากคำโกหกได้

มีวิธีเข้าหาโดยไม่ทำให้อีกฝ่ายระแวงสงสัย การเข้าหาเป้าหมายมีทั้งวิธีทางตรงและวิธีทางอ้อม วิธีทางตรงจะช่วยให้เข้าถึงข้อมูลที่ต้องการได้ไว แต่ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะล้มเหลว อดีตสายลับส่วนใหญ่มักใช้วิธีทางอ้อมกันทั้งนั้น วิธีทางอ้อมมีกฎเหล็กคือ ให้เริ่มจากการเข้าหาคนที่อยู่ไกลจากเป้าหมายก่อน คนที่เชี่ยวชาญวิธีนี้เป็นพิเศษคือบรรดานักสืบ พวกเขาจะไม่เข้าหาเป้าหมายโดยตรง แต่จะเริ่มจากการเข้าหาคนที่มีความเกี่ยวข้องกับเป้าหมายแบบห่าง ๆ โดยอาจใช้วิธีอ้างว่า ตัวเองที่สนิทกับเพื่อนเก่าของเป้าหมาย

การสอบถามข้อมูลจากคนรอบตัวเป้าหมายแบบนี้ชื่อว่า การสืบแบบไล่ระดับ แม้การสืบแบบนี้จะปลอดภัย แต่ก็ยังต้องระวังตัวให้ดี เพราะการแอบมอง หรือทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ หากเข้าข่ายกระทำความผิดลหุโทษ หรือไม่ก็อาจโดนคนอื่นแจ้งตำรวจว่ามีคนน่าสงสัยได้ จริงอยู่ว่ามือสมัครเล่นย่อมไม่อาจสืบหาข้อมูลได้ระดับเดียวกับสายลับหรือนักสืบ อีกทั้งคนทำงานทั่วไปที่พยายามจะทำให้ได้อย่างนักสืบเองก็คงมีไม่มาก

แต่ถึงอย่างนั้น วิธีเข้าหาเป้าหมายจากคนไกลตัว ก็ยังมีประโยชน์และนำมาใช้ได้จริง ที่สำคัญการได้เรียนรู้ว่าโลกนี้มีสายลับและนักสืบ ที่รวบรวมข้อมูลด้วยวิธีแบบนี้อยู่ ยังช่วยให้รู้เท่าทันและสามารถป้องกันตัวไม่ให้โดนหลอกเอาได้ง่าย ๆ ด้วย เวลาที่จะเข้าหาใครสักคน เรื่องพื้นฐานที่ควรทำคือ การเคารพและปฏิบัติกับอีกฝ่ายด้วยความจริงใจ

4 อาวุธของนักฟังชั้นยอด ต้องบอกก่อนว่าการคุยกับเป้าหมายเพื่อล้วงข้อมูลไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมายอย่างแน่นอน คนที่คุยได้หลายเรื่อง คนที่คุยสนุก หรือคนที่คุยโต้ตอบกันได้เป็นอย่างดี ล้วนเป็นคนที่จะดึงดูดใจคนอื่นจนได้ข้อมูลมาโดยชอบธรรม สายลับซึ่งเป็นคนธรรมดา มีทักษะที่ยอดเยี่ยมอยู่อย่างหนึ่งเป็นจุดร่วมกันนั่นคือ พวกเขาไม่ได้เป็นผู้พูดที่ดีแต่เป็นผู้ฟังที่ดี

คนส่วนใหญ่อยากเล่าเรื่องของตัวเองมากกว่าอยากฟังเรื่องของคนอื่น สายลับชั้นแนวหน้าถือคติเป็นผู้ฟังที่ดี จึงมีคนแห่เข้ามารายล้อมจนทำให้ได้ข้อมูลสำคัญมากเองแบบไม่ต้องขวนขวาย แทนที่จะเข้าไปสอบถามเป้าหมายตรง ๆ CIA จะสอนให้ค่อย ๆ ใช้เวลาในการสานสัมพันธ์กับเป้าหมาย แล้วกระตุ้นให้อีกฝ่ายพูดออกมาเอง

เทคนิคการฟังเชิงรุกมีอยู่ 4 องค์ประกอบใดแก่ ฟัง (Listen) สังเกต (Observe) ส่งเสียง (Vocalize) และแสดงความเข้าอกเข้าใจ (Empathize) รวมกันเป็นคำว่า (LOVE) อันดับแรกให้เริ่มจากการตั้งใจฟัง แล้วสบตาอีกฝ่ายในระดับที่เหมาะสม ไม่มากเกินไปและไม่น้อยเกินไป (ฟังและแสดงความเข้าใจ) โดยระหว่างที่ฟังก็ให้สังเกตสีหน้า และอากัปกิริยาของคู่สนทนาไปด้วย (สังเกต) สุดท้ายให้พูดทวนสิ่งที่อีกฝ่ายพูด โดยปรับเปลี่ยนคำ และรูปประโยคให้ต่างจากเดิม (ส่งเสียงและแสดงความเข้าอกเข้าใจ) นี่แหละเทคนิคการฟังของสายลับ

สูตรมิตรภาพของ FBI แจ็ค เซเฟอร์ อดีตเจ้าหน้าที่ FBI เคยกล่าวไว้ว่า มีสูตรมิตรภาพที่จะช่วยให้คนอื่นรู้สึกชอบได้อยู่นั่นคือ

ความใกล้ไกล+ความถี่+ระยะเวลา+ความเข้มข้น=มิตรภาพ

กล่าวคือ ยิ่งมีโอกาสได้เจอกันบ่อย ยิ่งมีปฏิสัมพันธ์กันนาน และยิ่งใกล้ชิดกันมากเท่าไหร่ มนุษย์จะชอบและมีความรู้สึกดี ๆ ให้กันมากเท่านั้น อีกอย่างที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ท่าทีของคู่สนทนา เพราะมันบอกให้รู้ได้เป็นอย่างดีว่าเขารู้สึกอย่างไร

สัญญาณที่แสดงว่าเป้าหมายรู้สึกดี เช่น ดูผ่อนคลาย หันหน้ามาหา ปลายเท้าชี้มาหา โน้มตัวเข้าหาเล็กน้อย ทำไม้ทำมือตอนพูด สบตาอยู่เสมอ พยักหน้าเห็นด้วย หัวเราะ จับมือกระชับแต่ไม่บีบแรงเกินไป เป็นต้น

ในทางกลับกันท่าทีอย่างพูดเหมือนเห็นด้วยแต่ส่ายหัว ผงกหัวขณะปฏิเสธ ดูกระวนกระวาย พูดอ้ำอึ้ง เงียบเป็นพัก ๆ หรือสายตาเหม่อลอยไร้อารมณ์ เป็นสัญญาณที่แสดงว่าเป้าหมายกำลังโกรธ หรือไม่ได้รู้สึกประทับใจ

ส่วนท่าทีอย่างจ้องเขม็งนานเกินเหตุ (1 วินาทีขึ้นไป) มองตั้งแต่หัวจรดเท้า เหลือบมองหรือมองเฉียงไปด้านบนโดยไม่ขยับศีรษะ เท้าเอวและยืนกางขา กำมือแน่น หรือหายใจฟืดฟาดจะเป็นสัญญาณของความเป็นศัตรู

ในการทำงานและธุรกิจต้องให้ความสำคัญกับการแสดงท่าทีของตัวเอง และหมั่นสังเกตท่าทีของคนอื่น การสังเกตและแสดงท่าทีไม่ได้มีประโยชน์แค่ในแง่ของการสร้างสรรค์ แต่ยังสามารถนำมาใช้ช่วยในการตัดสัมพันธ์ได้ด้วย นอกจากนี้มนุษย์ยังเป็นสิ่งมีชีวิตที่พอได้รับอะไรสักอย่างแล้วจะรู้สึกว่าต้องตอบแทน การนำของฝากติดไม้ติดมือไปให้ จึงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพเกินคาดเลยทีเดียว

สุดยอดเทคนิคพิชิตใจคนที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกของ CIA สำหรับคนทำงานแล้ว การสัมภาษณ์ถือเป็นปราการด่านแรก ในการเข้าทำงานหรือเปลี่ยนงาน แน่นอนว่าสายลับเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ผู้สัมภาษณ์มีหน้าที่ต้องคำถาม ต้องทำให้เขารู้สึกอยากถามต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อการนี้สิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดคือ การตอบเรื่องที่รู้ด้วยการยกตัวอย่าง แบบเป็นรูปธรรมยาวเหยียด และแน่นอนว่าอย่าพูดนอกเรื่อง เพราะการพยายามนำเสนอตัวเองแบบออกหน้าออกตา ไม่ได้ช่วยทำให้ผู้สัมภาษณ์รู้สึกอยากฟังมากขึ้นแต่อย่างใด ไม่ควรตอบแค่ใช่/ไม่ใช่แบบกำปั้นทุบดิน

จำไว้ว่าอย่างไรน้อยก็ควรมีความยาวสักประมาณ 2-3 ประโยค และควรตอบแบบกระตุ้นให้ผู้สัมภาษณ์ถามต่อว่า ที่ว่านั่นหมายความว่ายังไง ช่วยยกตัวอย่างให้ฟังหน่อย จากนั้นกระตุ้นให้ถามต่ออีกว่า แล้วรู้สึกยังไงกับสิ่งนั้นบ้าง หากผู้สัมภาษณ์ถามว่ามีคำถามอะไรไหม นั่นคือเป็นโอกาสทองที่จะได้แสดงทักษะการเป็นผู้ฟังที่ดี ไม่ควรถามเรื่องบริษัท แต่ให้ถามเรื่องเกี่ยวกับตัวผู้สัมภาษณ์แทน เช่น ถามผู้สัมภาษณ์ว่าเคยทำงานอะไรมาบ้างในบริษัทนี้ เพราะไม่ว่าใครก็อยากเล่าเรื่องที่ตัวเองภาคภูมิใจให้บุคคลที่สามฟังกันทั้งนั้น

ชักใยด้วย MICE ในวงการสายลับมีคำศัพท์ที่เรียกว่า MICE อยู่ โดยทั่วไปจะเรียกสายลับฝ่ายศัตรูที่แฝงตัวเข้ามาในองค์กรว่า ตุ่น ในขณะที่จะเรียกคนในที่พยายามสืบหาข้อมูลในองค์กรอย่างน่าสงสัยว่าหนู (MICE)

MICE เป็นคำศัพท์ในวงการสายลับที่เป็นที่รู้จักกันค่อนข้างแพร่หลาย มันหมายถึงสิ่งที่สามารถใช้เป็นเครื่องมือ ในการเลือกและชักใยผู้ให้ความร่วมมือได้ ซึ่งประกอบด้วย

1.เงิน (Money)

  1. ความเชื่อหรืออุดมการณ์ (Ideology)
  2. จุดอ่อน / การข่มขู่ (Comporomise / Coercion)
  3. อัตตา (Ego)

นอกจากนี้ KGB ยังเคยระบุลักษณะของคน 4 ประเภท ที่มีแนวโน้มจะเป็นไส้ศึกได้ง่าย ได้แก่ เจ้าหน้าที่รัฐที่ขาดศีลธรรม เด็กที่ถูกเลี้ยงดูแบบตามใจ ปัญญาชนที่มีความไม่พอใจ และเลขานุการที่รู้สึกโดดเดี่ยว พูดง่าย ๆ ก็คือ คนที่มีจุดอ่อนทางกายภาพหรือทางจิตใจ จะกลายมาเป็นผู้ให้ความร่วมมือได้ง่ายนั่นเอง

MICE สามารถนำไปใช้ได้ในหลายกรณี ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่ต้องการขอความร่วมมือจากคนในบริษัท หรือกรณีที่ต้องการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า อย่าใช้ MICE ในการค้นหาจุดอ่อนและข่มขู่ผู้อื่น แต่ให้ใช้ในการทำความเข้าใจความรู้สึกของตัวเองฝ่าย ลองคิดดูว่าอีกฝ่ายกำลังเผชิญความยากลำบากอะไร แล้วหยิบยื่นความช่วยเหลือให้กับเขา เมื่อทำแบบนั้น อีกฝ่ายก็จะยอมเชื่อฟังในสิ่งที่พูด ตามสัญชาตญาณของมนุษย์ที่อยากตอบแทน ความสัมพันธ์แบบนี้ต่างหาก ที่จะยั่งยืนและสามารถพัฒนาต่อไปได้ไกล

บทที่ 4 ที่ใช้สมองให้จำแม่นและเรียกใช้ได้ในพริบตา

หลักของสายลับที่ช่วยให้จำ คีย์เวิร์ด เนื้อหาที่คุย และคนได้ แม้ทุกวันนี้เทคนิคการจำจะดูมีความสำคัญน้อยลง เพราะข้อมูลเป็นสิ่งที่สามารถหาผ่านสมาร์ทโฟนได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า การจำจะไม่จำเป็นอีกต่อไป การจำช่วยให้คิดและสนทนาได้อย่างลื่นไหล และยังช่วยในการวิเคราะห์สถานการณ์เพื่อคาดเดาอนาคต แน่นอนว่าสิ่งสำคัญในเทคนิคการจำคือ การจำสิ่งต่าง ๆ แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการเรียกใช้ความจำให้เป็นประโยชน์อย่างทันท่วงที การศึกษาว่าสายลับ เรียกใช้ความจำอย่างไร จะสร้างความแตกต่างอย่างยิ่งใหญ่ให้กับการทำงานและธุรกิจ

เทคนิคที่ช่วยในการคิด พูด และคาดการณ์อนาคต สายลับจำเป็นต้องมีเทคนิคการจำเวลาออกปฏิบัติภารกิจลับ หากสายลับเผลอทำกระดาษกระดาษโน้ตที่จดข้อมูลสำคัญหาย ถูกค้นตัวหรือถูกจับกุม ก็เป็นไปได้สูงว่าจะเกิดเรื่องใหญ่ตามมา สายลับจึงต้องพยายามไม่บันทึกอะไรลงในกระดาษหรือสมาร์ทโฟน

คนทำงานอาจไม่มีปัญหาเรื่องจดบันทึกไม่ได้แบบสายลับ แต่เทคนิคการจำก็ยังเป็นประโยชน์อย่างมากอยู่ดี ที่สำคัญเทคนิคการจำยังเป็นประโยชน์ต่อการพูดคุย และการวิเคราะห์ด้วย นั่นเพราะความจำที่ดีช่วยให้ทำ 2 สิ่งต่อไปนี้

  1. ช่วยให้คิดและพูดต่อได้อย่างรวดเร็ว
  2. ช่วยให้รับรู้ได้ถึงสัญญาณของวิกฤตและโอกาส จึงคาดการณ์อนาคตอันใกล้ได้อย่างแม่นยำ

หากไม่ใส่ใจจำอะไรเลย เวลาที่คุยกับคนอื่นหรือเวลาคิดวิเคราะห์ ก็ต้องหยุดพูดหรือคิดเพื่อมาหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตเป็นพัก ๆ ซึ่งนอกจากจะเสียเวลาแล้ว ยังลดทอนประสิทธิภาพของสิ่งที่ทำอยู่ ส่วนการคาดการณ์อนาคต ก็จำเป็นต้องอาศัยการเปรียบเทียบข้อมูลตรงหน้ากับข้อมูลในอดีต นี่เป็นเหตุสาเหตุว่าทำไมคนที่ไม่จำ จึงมักทำพลาดอยู่บ่อย ๆ เพราะพวกเขาไม่สามารถ นำประสบการณ์ในอดีตมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้นั่นเอง

หลัก 3 ข้อของเทคนิคการจำที่ KGB ใช้ หนังสือเกี่ยวกับทักษะการจำ ยังคงติดอันดับขายดีอยู่บ่อย ๆ นี่แสดงให้เห็นว่า ความจำที่ดียังคงเป็นสิ่งมีค่าสำหรับคนทำงาน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะทักษะการจำมีประโยชน์ต่อการเรียนรู้ การมีปฏิสัมพันธ์ และการคิดวิเคราะห์ เทคนิคการจำมีหลักอยู่ 3 ข้อได้แก่

สร้างความเชื่อมโยง เวลาจะจำอะไรก็ตาม หากนำมันไปเชื่อมโยงกับสิ่งที่รู้อยู่แล้ว ก็จะจำได้ง่ายขึ้น และสามารถเรียกใช้ได้ง่ายขึ้นด้วย

จินตนาการข้อมูลให้เป็นภาพ คือการเปลี่ยนข้อมูลในสมองให้อยู่ในรูปของภาพ แล้วจำเป็นภาพแทน เพราะมนุษย์มักจำภาพได้ดีกว่าจำเนื้อหานั่นเอง วิธีคือพยายามนึกภาพสิ่งที่อยากจะจำแทนการนึกถึงเนื้อหา หากฝึกจินตนาการข้อมูลให้เป็นภาพจนเป็นนิสัย ทักษะการจำจะดีขึ้นแบบก้าวกระโดดเลยทีเดียว

ใส่อารมณ์ คือการมีความรู้สึกร่วมไปกับข้อมูลเพื่อให้จำได้ดีขึ้น สมองมนุษย์จำสิ่งที่มาพร้อมกับอารมณ์ความรู้สึกที่รุนแรงได้แม่น จึงมักจำเรื่องที่สนุก ตื่นเต้น หรือสะเทือนใจได้ไม่ลืม  ควรพยายามใส่อารมณ์ลงไปในข้อมูลที่ต้องการจำด้วย

ใช้หลัก 3 ข้อให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

เทคนิควังแห่งความจำ คือเทคนิคการจำที่ให้นึกภาพสถานที่ที่คุ้นเคย แล้วเชื่อมโยงข้อมูลที่จะจำกับจุดต่าง ๆ ของสถานที่นั้น จะสามารถจำและเรียกใช้ความจำได้อย่างรวดเร็ว

เทคนิคแปลงสาร เป็นเทคนิคที่เหมาะกับสถานการณ์ที่ต้องจำตัวเลข 0 ลูกบอล 1 เทียน 2 หงส์ เป็นต้น การจำโดยแปลงสารให้เป็นภาพแบบนี้ จะช่วยให้จำได้ง่ายขึ้น ยิ่งถ้าสร้างเรื่องราวประกอบให้มันด้วยก็จะยิ่งจำได้แม่น

ทำแบบนี้แล้วจะไม่ลืมชื่อกับหน้าคนอีกเลย งานของสายลับคือการล้วงข้อมูลจากคนอื่น จึงอาจพูดได้ว่าสายลับจะต้องพิชิตใจคนเป็น นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมหนังสือที่เขียนโดยอดีตสายลับ จึงมักพูดถึงเคล็ดลับในการจำชื่อและหน้าคนเอาไว้ ซึ่งก็คล้ายกับกรณีของการจำตัวเลข เช่น ให้มองหาจุดเด่นแล้วสร้างเรื่องราวที่เชื่อมโยงจุดเด่นนั้นกับชื่อของอีกฝ่าย คนที่รูปหน้ายาวมักชวนให้นึกถึงม้า ให้นึกถึงภาพการฝึกม้า และจำชื่อเขาหรือจะใช้วิธีวาดภาพล้อที่เน้นจุดเด่นเกินจริงก็ได้เช่นกัน ที่ลืมไม่ได้เลยก็คือเวลารู้ชื่อใครแล้ว ต้องพยายามพูดชื่อเขาซ้ำ ๆ เพื่อให้จำได้ขึ้นใจ พยายามใช้ตากับหูจับคู่ใบหน้าและชื่อ จากนั้นก็สร้างภาพช่วยจำขึ้นในหัว

สิ่งสำคัญที่สุดคือการเรียกใช้ความจำแบ่งออกเป็น 3 ประเภทได้แก่ ความจำจากการรู้สึกสัมผัส ความจำระยะสั้น และความจำระยะยาว ในทางจิตวิทยาเชื่อกันว่ากระบวนการจำแนกออกเป็น 3 ขั้นตอนได้แก่ เข้ารหัส จัดเก็บ และเรียกใช้ สำหรับสายลับขั้นตอนที่สำคัญที่สุดคือการเรียกใช้ สายลับจะต้องฝึกฝนตัวเองให้สามารถเรียกใช้ความจำหรือข้อมูลในสมองได้อย่างทันท่วงที เพื่อให้ทำแบบนั้นได้สิ่งสำคัญคือการตระหนักว่า ข้อมูลที่จำเป็นคือข้อมูลแบบไหน

การรวบรวมข้อมูลต้องเริ่มจากการตั้งคำถามก่อนเป็นอันดับแรก หากมาถึงก็ลงมือทำเลยทั้งที่ยังไม่รู้แน่ชัดว่าจุดประสงค์คืออะไร ก็จะได้แต่ข้อมูลมั่ว ๆ ซั่ว ๆ ที่หาคุณค่าไม่ได้ อีกอย่างที่มีความสำคัญไม่แพ้กันก็คือ ข้อมูลเชิงบริบท จำไว้ว่าบริบทสำคัญกว่าคีย์เวิร์ด ต่อให้ลืมคีย์เวิร์ดแต่ถ้ารู้บริบทก็จะสืบค้นจนเจอคีย์เวิร์ดได้ จำไว้ว่าเป้าหมายสูงสุดไม่ใช่การจำได้อย่างถูกต้องแม่นยำ  แต่เป็นการที่สามารถเรียกใช้ความจำได้ ไม่ว่าจะด้วยการจำได้เอง หรืออาศัยข้อมูลเชิงบริบท

บทที่ 5 วิธีใช้สมองที่ช่วยเพิ่มทักษะการวิเคราะห์ข้อมูล

หลักของสายลับที่ช่วยในการตัดสินใจและลงมือทำ สายลับต้องวิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมมา ข้อมูลที่ไม่มีการประมวลผล ตีความ และสร้างเป็นข่าวกรอง ถือเป็นข้อมูลที่ไม่มีความหมาย ข่าวกรองคือสิ่งที่ช่วยให้การตัดสินใจ และการลงมือทำดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ ข่าวกรองคือสิ่งที่ช่วยให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ สิ่งสำคัญที่สุดคือการวิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมมา เพื่อสร้างข่าวกรองหากทำแบบนี้เตรียมเอาไว้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต ก็จะสามารถรับมือได้อย่างเหมาะสม และจัดการได้อย่างเยือกเย็น

การประมวลผลคือสิ่งที่ทำให้ข้อมูลมีค่ายิ่งขึ้น ข้อมูลไม่ใช่สิ่งเดียวกันกับข่าวกรอง สายลับทั่วโลกจะแยก 2 คำนี้ออกจากกันอย่างชัดเจน การรวบรวมข้อมูลอย่างเดียวไม่มีความหมาย จำเป็นต้องวิเคราะห์และประมวลผลข้อมูลเพื่อสร้างให้เป็นข่าวกรอง และข่าวกรองนี่แหละที่จะนำไปสู่การตัดสินใจ และการลงมือทำที่มีประสิทธิภาพ จุดต่างที่สำคัญอีกอย่างก็คือข้อมูล เป็นสิ่งที่ไม่ว่าใครจะเห็นหรือได้ยินก็เหมือนกันหมด แต่ข่าวกรองเกิดจากการตีความของผู้ที่นำข้อมูลไปใช้  มักได้ยินคนพูดว่าข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญ ในปัจจุบันที่ทุกอย่างไม่แน่นอน และเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ แต่จริง ๆ แล้วข้อมูลที่ว่านั้นคือข่าวกรอง ข้อมูลไม่ช่วยให้วางแผนหรือสร้างกลยุทธได้ สิ่งที่จำเป็นสำหรับคนทำงานคือการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อนำมาใช้ช่วยในการตัดสินใจและลงมือทำ ซึ่งก็คือการสร้างข่าวกรองนั่นเอง

วงรอบข่าวกรองของ CIA เป็นแบบไหน หน่วยข่าวกรองแต่ละประเทศมีรูปแบบพื้นฐาน ในการดำเนินงานเขากรองที่เรียกกันว่าวงรอบข่าวกรอง (Intelligence Cycle) จะใช้วงรอบข่าวกรองของ CIA มาเป็นตัวอย่างในการอธิบาย เมื่อผู้กำหนดนโยบายมีคำสั่งลงมา สายลับรวมถึงนักวิเคราะห์ข้อมูลจะรวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูลแล้วสร้างเป็นข่าวกรอง จากนั้นก็นำเสนอข่าวกรองดังกล่าวให้แก่ผู้มีอำนาจ ในการกำหนดนโยบายงานข่าวกรองจะดำเนินไปในรูปแบบนี้เสมอ เรียกว่าวงจรหรือวงรอบ (Cycle) และวงรอบข่าวกรองของ CIA ก็ประกอบโดย 5 ขั้นตอนดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 การวางแผนและสั่งการ (Planning & Direction) หน่วยข่าวกรองจะได้รับคำถามจากผู้กำหนดนโยบาย เช่น สถานการณ์ในประเทศ A มีเสถียรภาพแค่ไหน หรือพูดง่าย ๆ ก็คือถูกสั่งให้ไปตรวจสอบเรื่องนี้นั่นเอง

ขั้นตอนที่ 2 การรวบรวม (Collection) เพื่อตอบสนองต่อคำสั่ง สายลับของหน่วยข่าวกรองหรือนักวิเคราะห์ข้อมูล จะต้องรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลเปิด สรุปก็คือหน่วยข่าวกรองจะต้องเริ่มด้วยการเข้าถึงแหล่งข้อมูลทุกแหล่ง (All-source) ก่อนนั่นเอง

ขั้นตอนที่ 3 การประมวลผล (Processing) ข้อมูลที่รวบรวมมา ถือเป็นข้อมูลดิบซึ่งยังใช้การไม่ได้ จะต้องนำมาผ่านกระบวนการต่าง ๆ นอกจากนี้เพื่อให้ง่ายต่อการนำไปวิเคราะห์ต่อ จึงต้องจัดระเบียบข้อมูลโดยใช้คีย์เวิร์ด เพื่อแยกหมวดหมู่และสร้างเป็นฐานข้อมูล

ขั้นตอนที่ 4 การวิเคราะห์และสร้างข่าวกรอง (Analysis & Production) เป็นการนำข้อมูลที่ผ่านการประมวลผล และสร้างเป็นฐานข้อมูลแล้วมาสร้างข่าวกรอง ที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ นี่เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดของวงรอบข่าวกรอง

ขั้นตอนที่ 5 การเผยแพร่ (Dissemination) คือการรายงานทางวาจา หรือการส่งผลิตภัณฑ์ข่าวกรอง ซึ่งอาจเป็นรายงานในรูปแบบเอกสาร หรือไฟล์ดิจิตอลต่อผู้กำหนดนโยบาย

ทั้งหมดนี้คือวงรอบข่าวกรองที่ CIA ยังคงใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน และเป็นระบบที่มีการนำไปใช้ในแวดวงธุรกิจจนประสบความสำเร็จด้วย

ถึงมีแค่คนเดียวก็ใช้วงรอบข่าวกรองได้ การทำความเข้าใจวงรอบข่าวกรอง หรือเป็นบันไดขั้นแรกในการเรียนรู้แนวคิด และทักษะการทำงานของสายลับ บางคนอาจคิดว่าเทคนิคนี้จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อทำร่วมกันเป็นหมู่คณะ แต่จริง ๆ แล้ว ถึงมีแค่คนเดียวก็นำวงรอบข่าวกรองไปประยุกต์ใช้ได้ โดยกระบวนการจะดำเนินไปดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 ตัดสินใจว่าจะรวบรวมข้อมูลเรื่องอะไร สิ่งแรกที่ต้องทำคือตั้งคำถามให้ชัดเจนว่า จะรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับอะไร เมื่อตั้งคำถามได้แล้วก็ทำการกำหนดขอบเขต หรือตีกรอบให้กับคำถาม

ขั้นตอนที่ 2 รวบรวมข้อมูล รวบรวมข้อมูลมาใส่ในกรอบคำถามโดยอาจค้นจากแหล่งข้อมูลเปิด

ขั้นตอนที่ 3 ประมวลผลข้อมูลประมวลผลข้อมูลที่รวบรวมมา นั่นคือให้ทำการคัดเลือกจำแนกประเมินและเก็บรักษา

ขั้นตอนที่ 4 วิเคราะห์ข้อมูลและสร้างข่าวกรอง นำข้อมูลที่รวบรวมมาสร้างเป็นข่าวกรองซึ่งจะใช้ในการวางกลยุทธ์ หรือมาตรการที่จะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น

ขั้นตอนที่ 5 เผยแพร่หรือวางกลยุทธ์ เจ้าหน้าที่ที่ทำงานข่าวกรองของรัฐ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการวางนโยบาย เมื่อส่งรายงานข่าวกรองจึงถือว่าภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว คนทำงานทั่วไปหากใช้ขั้นตอนนี้ในการสรุปข่าวกรองที่ได้มาแล้ว เก็บรักษาไว้หรือมอบให้กับหัวหน้าหรือผู้บริหาร เพื่อนำไปใช้ในการวางกลยุทธ์ของบริษัท

วิธีสร้างข่าวกรองที่มีความถูกต้องสูง ความจริงแล้วข่าวกรองแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่

ข่าวกรองพื้นฐาน ข่าวกรองพื้นฐานคือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ การเมือง เศรษฐกิจ การทหาร เป็นต้น เพื่อช่วยในการทำความเข้าใจแนวโน้ม และความเคลื่อนไหวของอีกประเทศ

ข่าวกรองพลวัต เป็นข่าวกรองที่ใช้ในการวิเคราะห์เหตุการณ์ ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศเป้าหมาย

ข่าวกรองประมาณการ เป็นข่าวกรองที่ใช้สำหรับการคาดการณ์อนาคต หรือพูดง่าย ๆ ก็คือเป็นข่าวกรองที่ช่วยให้การคาดการณ์ว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้มีความแม่นยำขึ้น ข่าวกรองประมาณการเกิดขึ้นได้จากการสั่งสมข่าวกรองพื้นฐานและข่าวกรองพลวัต และมักจะถูกใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการวางกลยุทธ์ระยะกลางและระยะยาว จึงอาจเรียกได้ว่าข่าวกรองประมาณการเป็นข่าวกรองระดับสูงสุด

เทคนิควิเคราะห์ข้อมูลที่นำไปสู่กลยุทธ์ การวิเคราะห์ข้อมูลสามารถแบ่งออกได้เป็นการวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบัน มีความหมายตรงตามตัวอักษร ซึ่งก็คือการหาคำตอบว่าปัจจุบันเป็นอย่างไร ส่วนการคาดการณ์อนาคตคือ การหาคำตอบว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ด้วยความที่ปัจจุบันกับอนาคตเป็นสิ่งที่อยู่คู่กัน การวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันกับการคาดการณ์อนาคต จึงไม่สามารถแยกขาดจากกันได้ การวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันสามารถแบ่งย่อยได้เป็นการวิเคราะห์พื้นฐานและการวิเคราะห์พลวัต โดยการวิเคราะห์พื้นฐานคือ การวิเคราะห์เพื่อสร้างข่าวกรองพื้นฐาน ส่วนการวิเคราะห์พลวัตก็คือ การวิเคราะห์เพื่อสร้างข่าวกรองพลวัตนั่นเอง

การวิเคราะห์พื้นฐาน เป็นการทำความเข้าใจภาพรวมของสถานการณ์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน นิยมวิเคราะห์ด้วยการแบ่งออกเป็นหมวด ๆ เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น การวิเคราะห์ลักษณะเฉพาะของสถานการณ์แบบนี้ ช่วยให้สามารถสังเกตเห็นสัญญาณเตือนของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ได้

การวิเคราะห์พลวัต จะช่วยตอบคำถามเรื่องใคร ทำอะไร เมื่อไหร่ และยังช่วยให้มองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างสาเหตุกับผลลัพธ์ว่า ทำไมถึงเกิดเรื่องนั้นขึ้นได้อย่างชัดเจนอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นการวิเคราะห์พลวัตยังบอกให้รู้ว่า เรื่องนี้มีความหมายอย่างไร และจะส่งผลกระทบอย่างไรบ้าง เมื่อรวมการวิเคราะห์พื้นฐานกับการวิเคราะห์พลวัตเข้าด้วยกัน จะสามารถคาดการณ์ได้ในระดับหนึ่งว่า จากนี้ไปจะเกิดอะไรขึ้น ส่งผลให้สามารถตัดสินใจ และดำเนินการรับมือได้อย่างเหมาะสม อาจกล่าวได้ว่าการหมั่นวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้ทั้งการวิเคราะห์พื้นฐานและการวิเคราะห์พลวัต จะช่วยในการคาดการณ์อนาคต และการวางกลยุทธ์ได้

เฟรมเวิร์คพื้นฐานสำหรับการวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบัน เฟรมเวิร์คเป็นสิ่งที่ช่วยให้มองเห็นเบาะแส หรือคำใบ้ที่แฝงอยู่ในข้อมูลที่รวบรวมมาได้ง่ายขึ้น

3C เฟรมเวิร์คมีประโยชน์อย่างยิ่ง และคนทำงานทุกคนควรรู้จักเป็นอันดับแรกเลยก็คือ 3C ซึ่งประกอบด้วย

Customer ตลาดและลูกค้า (ขนาดและการเติบโตของตลาด ความต้องการของลูกค้า กลุ่มผู้ซื้อคือใคร)

Competitor คู่แข่ง (จำนวน ส่วนแบ่งทางการตลาด กลยุทธ์ โครงสร้างองค์กร ทรัพยากร และความสามารถของคู่แข่ง)

Company บริษัทตัวเอง (ทรัพยากร ความสามารถ จุดแข็งและจุดอ่อนของบริษัทตัวเอง)

เฟรมเวิร์คนี้ช่วยในการสร้างกลยุทธ์ที่จะทำให้ตัวเอง หรือบริษัทประสบความสำเร็จโดย 3C จะวิเคราะห์ทั้งสภาพแวดล้อมภายนอก (ตลาด ลูกค้า คู่แข่ง) และสภาพแวดล้อมภายใน (บริษัทตัวเอง) 3C จะช่วยให้เข้าใจสถานการณ์ตลาดและความต้องการของลูกค้า รู้ว่าคู่แข่งมีบทบาทอย่างไรในตลาด และจะตอบสนองความต้องการที่มีอยู่ได้อย่างไร

4P เป็นเฟรมเวิร์คสำหรับการวิเคราะห์ที่มีประสิทธิภาพ เมื่อต้องคิดแผนงานหรือต้องขายสินค้าหรือบริการ โดย 4P ประกอบด้วย

Product ผลิตภัณฑ์ (จะขายสินค้าหรือบริการอะไร)

Price ราคา (จะขายราคาเท่าไหร่)

Place การกระจายสินค้า (จะส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้าอย่างไร สถานที่วางขาย วิธีการขายเป็นอย่างไร)

Promotion การส่งเสริมการขาย (จะสื่อสารจุดแข็งของสินค้าให้ลูกค้ารู้ได้อย่างไร)

4P ช่วยให้สามารถวิเคราะห์ปัจจัยเหล่านี้ในสินค้าหรือบริการของบริษัทได้ง่ายขึ้น จะรู้ว่าจุดแข็งอยู่ตรงไหน จึงสามารถนำมาช่วยในการตัดสินใจและดำเนินการ ตลอดจนใช้เพื่อส่งเสริมการขายได้

PEST เฟรมเวิร์คสุดท้าย มันเป็นเฟรมเวิร์คที่ช่วยในการวิเคราะห์แนวโน้มและการเปลี่ยนแปลงของสังคม ทำให้คาดการณ์ได้ว่าน่าจะมีผลกระทบอย่างไรบ้าง PEST ประกอบด้วย

Politics ปัจจัยทางการเมือง

Economy ปัจจัยทางเศรษฐกิจ

Society ปัจจัยทั้งสังคม

Technolygy ปัจจัยทางเทคโนโลยี

เมื่อรู้ปัจจัยภายนอกที่ไม่อาจควบคุมได้ จะสามารถคิดค้นหรือปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ ให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ได้ เฟรมเวิร์คนี้จะช่วยให้สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลง ของสภาพแวดล้อมในสังคมและแวดวงธุรกิจได้ เฟรมเวิร์คทั้งหมดนี้เป็นเฟรมเวิร์คขั้นพื้นฐาน แต่สิ่งที่จะมองข้ามไปไม่ได้เลยก็คือพื้นฐานนี่แหละ เมื่อฝึกใช้เฟรมเวิร์คเหล่านี้ร่วมกันจนชำนาญ จะตัดสินใจและลงมือทำได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้นอย่างแน่นอน

จัดการทุกปัญหาด้วยการวางแผนสถานการณ์จำลอง สายลับจะคาดการณ์ถึงความเสี่ยงหลาย ๆ รูปแบบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และวางแผนรับมือไว้ล่วงหน้า การคาดการณ์อนาคตต่างจากการทำนายหรือเดาส่งตรงที่ มันเป็นการพยายามลดความไม่แน่นอน หรือพูดอีกอย่างก็คือคาดการณ์อนาคต เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมรับมือกับทุกสิ่งไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น และวิธีคาดการณ์อนาคตที่จะช่วยให้คงความสุขุมเยือกเย็นได้ในทุกสถานการณ์ก็คือ การวางแผนสถานการณ์จำลอง ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้ในการวางกลยุทธ์ทางการทหาร การวางแผนสถานการณ์จำลองทำได้ โดยจินตนาการถึงสถานการณ์ ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคตขึ้นมาหลาย ๆ รูปแบบ แล้ววางแผนรับมือล่วงหน้า การวางแผนสถานการณ์จำลองแบ่งได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่

สถานการณ์จำลองพื้นฐาน คือสถานการณ์ที่การเปลี่ยนแปลงจากอดีตสู่ปัจจุบันยังคงดำเนินต่อเนื่อง ให้นำปัจจัยขับเคลื่อนจากอดีตจนถึงปัจจุบัน มาช่วยในการสร้างสถานการณ์จำลอง

สถานการณ์จำลองสับเปลี่ยน คือการสร้างสถานการณ์จำลองโดยเปลี่ยนปัจจัยขับเคลื่อนปัจจุบันเป็นปัจจัยใหม่แทน

สถานการณ์จำลองที่ไม่คาดคิด คือการสร้างสถานการณ์จำลอง โดยจินตนาการถึงปัจจัยขับเคลื่อนที่ไม่น่าเป็นไปได้ดู เคล็ดลับในการสร้างสถานการณ์จำลองที่ไม่คาดคิดคือ ต้องคิดอะไรให้แหวกแนวเข้าไว้

2 เทคนิคที่ช่วยสร้างสถานการณ์จำลอง เทคนิคที่ใช้ช่วยมีอยู่หลายเทคนิค แต่ที่ใช้กันทั่วไปคือ

การพยากรณ์แบบมองย้อนหลัง เป็นเทคนิคที่ใช้ในการคาดการณ์อนาคตที่ไกลออกไป วิธีการคือให้ทิ้งข้อมูลที่รวบรวมมาก่อน แล้วใช้จินตนาการนึกถึงสิ่งที่มักจะเกิดขึ้นในอนาคต หรือภาพอนาคตในอุดมคติ จากนั้นพิจารณาว่าต้องทำอย่างไร ถึงจะทำให้เกิดสิ่งเหล่านั้นขึ้นมาได้ นี่เป็นวิธีคิดที่มองหาอดีตจากมุมของอนาคต

การพยากรณ์แบบมองอนาคต การพยากรณ์นี้เป็นเทคนิคที่ทำโดยการมองอนาคตจากมุมของอดีต ก่อนอื่นให้พิจารณาข้อมูลที่มีอยู่ในมือ ค้นหาแนวโน้มจากอดีตจนถึงปัจจุบันให้เจอ  จากนั้นก็จินตนาการถึงภาพในอนาคต การวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันซึ่งเป็นทางเข้านั้นมีความสำคัญ และการพยากรณ์แบบมองย้อนหลัง หรือการสร้างสมมติฐานเพื่อสร้างภาพ ผ่านอนาคตก็มีความสำคัญเช่นกัน การใช้การพยากรณ์แบบมองย้อนหลัง กับการพยากรณ์แบบมองอนาคตร่วมกัน จะทำให้สามารถตัดสินใจและลงมือทำได้อย่างรวดเร็ว มันจะกลายเป็นทักษะที่ช่วยให้รับมือได้กับทุกสถานการณ์ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

บทที่ 6 วิธีใช้สมองให้ลงมือทำได้อย่างเยือกเย็นและรวดเร็ว

หลักของสายลับที่ช่วยในการประเมินสถานการณ์ บริหารความเสี่ยง และควบคุมอารมณ์  สายลับต้องปฏิบัติภารกิจภายใต้สถานการณ์ที่กดดัน จึงต้องควบคุมตัวเองให้มีความสงบสุขุมอยู่เสมอ เพราะหากไม่สามารถควบคุมอารมณ์ หรือประเมินสถานการณ์ได้อย่างเยือกเย็น ก็ย่อมไม่อาจปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จลุล่วงได้ และนี่เป็นสิ่งที่คนทำงานควรเรียนรู้ไว้ด้วยเช่นกัน

ลงมือทำอย่างเยือกเย็น หากประเมินสถานการณ์ตลอดจนความเสี่ยงของแต่ละวันได้อย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็สามารถคิดและลงมือทำได้อย่างเยือกเย็น แน่นอนว่าสิ่งนี้สามารถปรับใช้ในการทำงานได้ด้วยเช่นกัน ก่อนจะลงมือทำอะไรก็ตาม คนทำงานควรประเมินสถานการณ์คำนึงถึงความเสี่ยง และเหตุไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้น และวางแผนหลบหลีกเอาไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ

2 กฎเหล็กสำหรับการบริหารความเสี่ยง คนที่ต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยง และเหตุไม่คาดฝันไม่ได้มีแค่สายลับ คนทำงานแทบทุกคนก็ต้องเจอเหมือนกัน การจัดการภาวะวิกฤตจริง ๆ แล้ว คำนี้สามารถสื่อได้ถึงการจัดการ 2 ประเภทคือ การจัดการกับเหตุร้าย และการจัดการกับความเสี่ยง สำหรับคนทำงานทั่วไป ประเภทที่ควรเน้นให้ความสำคัญมากกว่าคือ การจัดการกับความเสี่ยงหรือก็คือการบริหารความเสี่ยงนั่นเอง การสร้างมาตรการรับมือเมื่อเกิดวิกฤตขึ้นแล้ว จะเป็นการจัดการกับเหตุร้าย ส่วนการบริหารความเสี่ยง มุ่งเน้นไปที่การลดต้นเหตุของความเสี่ยง เพื่อไม่ให้เกิดเหตุร้าย หรือภาวะวิกฤตตั้งแต่แรก การบริหารความเสี่ยงเป็นวิธีที่คุ้มค่ากับการลงทุนมากกว่าหลายเท่า

กฎเหล็กข้อแรกของการบริหารความเสี่ยงคือ ต้องไม่โดดเด่นเกินไป ความโดดเด่นถือเป็นภัยรูปแบบหนึ่ง ว่ากันว่าหน่วยข่าวกรองจะคัดคนที่ชอบออกอาการเกินเหตุ หรือขี้โอ่ทิ้งเพราะการทำตัวเด่นอาจทำให้คนรอบข้างอิจฉา ไม่ชอบใจ และอาจนำไปสู่การขัดแข้งขัดขากันได้ ซึ่งก็แน่นอนว่า ย่อมไม่ช่วยให้บรรลุจุดประสงค์ที่ต้องการ

กฎเหล็กข้อที่ 2 คือห้ามประมาท เวลาที่ไม่รู้สึกว่ามีอันตรายอยู่ใกล้ตัว คนส่วนใหญ่มักลืมบริหารความเสี่ยง จนปล่อยตัวให้ประมาทเลินเล่อ และสิ่งที่ต้องใส่ใจอย่างยิ่งก็คือ ต้องไม่มองข้ามความเสี่ยงเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อาจนำไปสู่วิกฤตใหญ่ได้ กฎ 300:29:1  หรือกฎของ ไฮน์ริช (Heinrich’s Law) หมายถึงพฤติกรรมที่ประมาท 300 ครั้ง จะทำให้เกิดอุบัติเหตุเล็ก ๆ 29 ครั้ง และอุบัติเหตุร้ายแรง 1 ครั้ง

ด้วยเหตุนี้ หากทำตัวประมาทเลินเล่อจนเป็นนิสัย สักวันมันจะนำไปสู่อุบัติเหตุใหญ่ที่ไม่อาจแก้ไขอย่างแน่นอน นอกจากจะใช้ได้ผลในเรื่องการรักษาความปลอดภัยแล้ว กฎนี้ยังประยุกต์ใช้กับการทำงานได้ด้วยเช่นกัน เวลาเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นในการทำงาน หากลองย้อนนึกดูดี ๆ จะพบว่ามีสัญญาณเตือนเล็ก ๆ บอกให้รู้ล่วงหน้าอยู่ก่อนแล้ว จึงควรฝึกตัวเองให้ไม่มองข้ามสัญญาณเตือนดังกล่าวอยู่เสมอ

ทักษะที่สายลับแนะนำคือ ทักษะการประเมินสถานการณ์ ก่อนที่จะเข้าใจสถานการณ์ได้ก็ต้องผ่านการประเมินสถานการณ์เสียก่อน ในแง่หนึ่งจึงอาจพูดได้ว่า ทักษะที่จำเป็นต่อคนทำงานเป็นอันดับต้น ๆ ก็คือ ทักษะการประเมินสถานการณ์นั่นเอง การระแวดระวังและใส่ใจกับสิ่งรอบข้างอยู่เสมอ ด้วยความที่ต้องปฏิบัติภารกิจที่เสี่ยงอันตราย สายลับจึงต้องมีความตระหนักในความสามารถของตัวเอง ศักยภาพและเจตนาของศัตรู รวมถึงสภาพแวดล้อมรอบข้าง เพื่อให้สามารถประเมินได้ว่า อีกฝ่ายจะเคลื่อนไหวในรูปแบบไหน และหากสัมผัสได้ว่ามีความเสี่ยงสูงเกินไป สายลับก็จะถอนตัวออกมาอย่างเยือกเย็น

ทักษะการประเมินสถานการณ์มีความสำคัญอย่างยิ่ง เวลาที่สายลับต้องหลบหลีกภาวะวิกฤต กับตอนที่ต้องคัดเลือกและชักชวนเป้าหมาย ที่จริงแล้วการประเมินสถานการณ์ที่สำคัญที่สุดคือ การตัดสินใจยุติความสัมพันธ์กับเป้าหมาย พูดอีกอย่างก็คือระหว่างที่พยายามสร้างความสัมพันธ์กับเป้าหมาย เพื่อชักชวนให้มาเป็นผู้ให้ความร่วมมือ สายลับก็ต้องคิดเผื่อไว้ด้วยเสมอว่า จะยุติความสัมพันธ์กับเป้าหมายนี้เมื่อไหร่ คนทำงานเองก็เช่นกัน หากมัวแต่ทู่ซี้จนถอนตัวผิดจังหวะก็อาจจะเจ็บหนักได้

เข้าใจกับดักของอคติ เมื่อถูกครอบงำอารมณ์ความรู้สึกหรือจิตใจ มนุษจะไม่สามารถตัดสินใจอย่างสุขุมเยือกเย็นได้ ส่งผลให้ทำอะไรก็พลาดไปหมด มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีแนวโน้มจะประเมินสถานการณ์ด้วยอารมณ์ ความรู้สึก และการตัดสินใจอย่างไม่มีเหตุผล แบบนี้ก็มีชื่อเรียกว่า อคติทางความคิด (Emotional Bias) บางครั้งอคติทางความคิดหรือสัญชาตญาณ อาจช่วยให้รอดพ้นจากความเสี่ยงได้ แต่ก็อาจนำไปสู่ความล้มเหลวที่ไม่คาดคิดได้เช่นกัน จึงต้องระวังเอาไว้ให้ดี

เวลาที่เห็นขอทานแล้วสงสารจนให้เงิน นั่นแสดงว่าทำไปด้วยอคติทางอารมณ์ (Emotional Bias)

ถ้าเห็นราคาแพง ปานกลาง และถูก แล้วเลือกปานกลางแสดงว่าติดกับดัก ปรากฏการณ์ตัวล่อ (Decoy Effect)

ถ้าปิดหูปิดตาต่อสิ่งผิดปกติที่กำลังเกิดขึ้นนั่นเรียกว่า อคติเชื่อว่าปกติ (Normalcy Bias)

ถ้าใครให้ของขวัญหรือช่วยงานเล็ก ๆ น้อย ๆ และรู้สึกว่าต้องตอบแทน นั่นแสดงว่าตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของ บรรทัดฐานต่างตอบแทน (Norm of Reciprocity)

หากมีความตระหนักถึงอคติต่าง ๆ ที่อาจส่งผลต่อการรู้คิดของตัวเอง จะรักษาความสงบเยือกเย็นเอาไว้ได้ในแทบทุกสถานการณ์

แค่ใช้ความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ปกป้องตัวเองได้แล้ว สายลับแทบไม่พูดโกหก และคนทำงานก็ไม่ควรพูดโกหกเป็นอันขาด แต่ในยุคของสงครามข้อมูลที่ดุเดือดเลือดพล่านอย่างทุกวันนี้ การปล่อยข้อมูลบิดเบือนหรือปกปิดข้อมูลสำคัญ เพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามตัดสินใจผิดพลาด ถือว่าเป็นวิธีที่ใช้กันเป็นปกติวิสัย การให้สายลับ 2 หน้าปล่อยข้อมูลเป็นวิธีที่ทำกันเป็นปกติ ในปฏิบัติการต่อต้านข่าวกรอง แน่นอนว่า การโกหกเพื่อนหรือผู้ให้ความร่วมมือไม่ใช่เรื่องดี แต่ก็ยังถือว่าพอรับได้ หากทำไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ

ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาความปลอดภัยเล่าเรื่องน่าสนใจว่า ที่ฟิลิปปินส์คนงานมักขอเบิกเงินเดือนล่วงหน้า หากเจอแบบนี้ต้องพูดไปว่า วันนี้ยังไม่มี เดี๋ยวพรุ่งนี้จะไปถอนที่ธนาคารให้ รอก่อนนะ ฟิลิปปินส์เป็นสังคมที่ข่าวลือแบบปากต่อปากแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว เมื่อบอกกับคนงานแบบนี้ ก็จะเป็นที่รู้กันไปทั่วว่า นายจ้างคนนี้ไม่ได้เก็บเงินสดไว้ที่บ้าน ทำให้ความเสี่ยงที่จะตกเป็นเป้าของการจี้ปล้นลดลงมาก เห็นได้ว่าแค่ใช้ความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็สามารถเพิ่มระดับความปลอดภัยให้ตัวเองได้แบบแทบไม่ต้องลงทุนอะไรเลย นี่แหละเทคนิคการชักใยคนอื่นให้ล้มเลิกความคิด

เยือกเย็นได้แม้ในภาวะหมิ่นเหม่ต่อความตาย ภารกิจหนึ่งที่สำคัญมากของสายลับคือ การหาผู้ให้ความร่วมมือ ซึ่งทำโดยการเล็งเป้าหมาย ประเมินสร้างความสัมพันธ์ และชักชวนให้มาทำงานด้วย หากตอบตกลงก็เป็นอันโล่งอก แต่ถ้าตอบว่าไม่ขึ้นมา สายลับก็อาจถูกแจ้งจับได้ทุกเมื่อ เพราะว่าแม้จะต้องทำงานที่หมิ่นเหม่ต่อความตาย สายลับก็ต้องควบคุมสติอารมณ์ให้เหยือกเย็นอยู่เสมอ เพราะหากมัวแต่หวาดระแวงว่าอาจถูกจับได้ หรือมัวแต่กลัวว่าถ้าภารกิจล้มเหลวจะทำอย่างไร สายลับคงไม่อาจปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จลุล่วงได้อย่างแน่นอน

สายลับสามารถสงบสติอารมณ์ได้ด้วยวิธีการง่าย ๆ ดังนี้ สายลับสมัยก่อนแบ่งเป็นสายลับที่รักชาติ กับสายลับที่ทำเพื่อเงิน ต่อมาเมื่อมีแนวคิดคอมมิวนิสต์ก็เกิด สายลับที่ทำเพื่ออุดมการณ์ก็ตามมา แน่นอนว่าความรักชาติอย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับการทำงานเป็นสายลับ เงินซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยให้มีชีวิตที่ดี และเยียวยาจิตใจเองก็สำคัญเหมือนกัน การที่สายลับสามารถเยือกเย็นได้แม้ในภาวะหมิ่นเหม่ต่อความตาย ก็เพราะพวกเขามีเป้าหมายที่ยึดมั่น

เรื่องนี้ใช้ได้กับคนทำงานด้วยเช่นกัน ถ้ามีวิสัยทัศน์และเป้าหมายที่ชัดเจน จะอดทนกับสถานการณ์ที่ยากลำบากได้ดีกว่า เวลาที่ไม่รู้ว่าจะอดทนไปเพื่ออะไร จงมีศรัทธาเพื่อความสำเร็จ แม้ฟังแล้วจะดูเป็นเรื่องพื้น ๆ แต่การมีสิ่งที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ จะช่วยให้ทำทุกภารกิจได้อย่างเยือกเย็นและรวดเร็ว

บทส่งท้าย

กลยุทธ์ แผนงาน เป้าหมาย บริษัทคู่แข่ง แคมเปญ คำศัพท์ทางธุรกิจเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่าแวดวงธุรกิจเต็มไปด้วยสงคราม หรือการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง การนำหน้าคู่แข่งไป 1 ก้าวจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมคนทำงานที่ต้องการทักษะที่จะช่วยให้ชนะ ถึงชอบอ่านตำราพิชัยสงครามซุนวู ซุนวูเน้นย้ำความสำคัญของการใช้จารชน หรือสายลับอย่างมาก กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ไม่ว่าจะยุคสมัยไหนเคล็ดลับข้อแรกในการชนะสงครามก็คือ การมีทักษะของสายลับ

หากพัฒนาตัวเองจนชาญฉลาดมีไหวพริบ สามารถคิดและดำเนินการได้อย่างยืดหยุ่น เยือกเย็น และรวดเร็ว ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับอะไร ก็ย่อมสร้างผลลัพธ์ออกมาได้ ในการทำงานบางครั้งอาจรู้สึกเครียดหรือกดดันอย่างหนัก ทุ่มเทกับงานเท่าไหร่ก็ไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ออกมาได้ ทั้งยังต้องกลุ้มใจกับปัญหาเรื่องความสัมพันธ์กับคนอื่น การเรียนรู้หลักของสายลับที่ต้องสร้างผลลัพธ์ให้ได้แม้ในสถานการณ์ที่ยากลำบากสามารถช่วยได้ การเรียนรู้หลักของสายลับไม่เพียงแต่มีประโยชน์ในการทำงาน แต่ยังจะช่วยปกป้องชีวิตและคนสำคัญได้ด้วย ให้ทุกคนใช้หนังสือเล่มนี้ให้เป็นประโยชน์ เพื่อที่จะสามารถเอาชีวิตรอด จากสงครามแห่งชีวิตได้อย่างเข้มแข็ง.