การผูกขาด (Monopoly) เป็นสถานการณ์ที่ผู้ผลิตหรือผู้ให้บริการรายเดียวมีอำนาจเหนือตลาด โดยสามารถกำหนดราคาและปริมาณการผลิตได้โดยปราศจากการแข่งขัน ในบทความนี้จะอธิบายถึงลักษณะสำคัญของการผูกขาด กลยุทธ์การตั้งราคา และผลกระทบต่อประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ

ลักษณะสำคัญของการผูกขาด

ธุรกิจที่ผูกขาดจะมีเส้นอุปสงค์ที่มีความชันเป็นลบ ซึ่งหมายความว่าหากต้องการขายสินค้าในปริมาณที่มากขึ้น จะต้องลดราคาลง ต่างจากตลาดแข่งขันสมบูรณ์ที่ผู้ผลิตสามารถขายสินค้า ณ ราคาตลาดได้โดยไม่มีผลต่อราคา ผู้ผูกขาดจะต้องพิจารณาหาจุดที่เหมาะสมระหว่างราคาและปริมาณการผลิตเพื่อให้ได้กำไรสูงสุด

กลยุทธ์การตั้งราคาของผู้ผูกขาด

ผู้ผูกขาดมีทางเลือกในการตั้งราคา 2 รูปแบบหลัก:

  1. การตั้งราคาเดียว (Single-price Strategy)
    • ขายสินค้าในราคาเดียวกันให้กับผู้ซื้อทุกราย
    • กำไรสูงสุดจะเกิดขึ้น ณ จุดที่รายได้เพิ่ม (MR) เท่ากับต้นทุนเพิ่ม (MC)
    • ผู้ผูกขาดจะไม่ตั้งราคาสูงที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ แต่จะตั้งราคาที่ทำให้ได้กำไรสูงสุด
  2. การเลือกปฏิบัติด้านราคา (Price Discrimination)
    • ตั้งราคาแตกต่างกันสำหรับผู้ซื้อแต่ละกลุ่ม
    • ต้องมีเงื่อนไขสำคัญ 3 ประการ:
      • มีเส้นอุปสงค์ที่มีความชันเป็นลบ
      • สามารถแบ่งกลุ่มลูกค้าที่มีความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคาแตกต่างกัน
      • สามารถป้องกันการขายต่อระหว่างกลุ่มลูกค้า

ผลกระทบของการผูกขาดต่อประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ

การสูญเสียประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ (Deadweight Loss)

การผูกขาดก่อให้เกิดการสูญเสียประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ เนื่องจาก:

  • ผู้ผูกขาดผลิตสินค้าน้อยกว่าและตั้งราคาสูงกว่าในตลาดแข่งขันสมบูรณ์
  • เกิดการสูญเสียส่วนเกินผู้บริโภคและผู้ผลิต
  • ทรัพยากรถูกจัดสรรอย่างไม่มีประสิทธิภาพ เพราะประโยชน์เพิ่มที่ผู้บริโภคได้รับสูงกว่าต้นทุนเพิ่มในการผลิต

การผูกขาดโดยธรรมชาติ (Natural Monopoly)

ในบางอุตสาหกรรม เช่น สาธารณูปโภค การมีผู้ผลิตรายเดียวอาจมีประสิทธิภาพมากกว่า เนื่องจาก:

  • มีการประหยัดต่อขนาดสูง (Economies of Scale)
  • ต้นทุนคงที่สูง แต่ต้นทุนเพิ่มต่ำ
  • การแบ่งการผลิตระหว่างหลายบริษัทจะทำให้ต้นทุนเฉลี่ยสูงขึ้น

การกำกับดูแลการผูกขาด

วิธีการกำกับดูแลของภาครัฐ

  1. การกำกับดูแลด้านราคาโดยใช้ต้นทุนเฉลี่ย (Average Cost Pricing)
    • บังคับให้ตั้งราคาเท่ากับต้นทุนเฉลี่ย
    • ทำให้ผู้ผูกขาดได้กำไรปกติ
    • เพิ่มปริมาณการผลิตและลดราคา
  2. การกำกับดูแลด้านราคาโดยใช้ต้นทุนส่วนเพิ่ม (Marginal Cost Pricing)
    • บังคับให้ตั้งราคาเท่ากับต้นทุนเพิ่ม
    • เพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรทรัพยากร
    • อาจต้องมีการอุดหนุนจากรัฐบาลเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด
  3. การประมูลสิทธิผูกขาด
    • รัฐบาลขายสิทธิผูกขาดให้ผู้เสนอราคาสูงสุด
    • ผู้ชนะการประมูลควรเป็นผู้ผลิตที่มีประสิทธิภาพ
    • ตัวอย่างเช่น การประมูลสิทธิในการสร้างปั๊มน้ำมันและร้านอาหารบนทางด่วน

สรุป

การผูกขาดเป็นโครงสร้างตลาดที่มีผลกระทบสำคัญต่อประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ แม้ในบางกรณีการผูกขาดอาจมีความจำเป็น เช่น ในกรณีของการผูกขาดโดยธรรมชาติ แต่ก็จำเป็นต้องมีการกำกับดูแลที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการใช้อำนาจตลาดในทางที่ผิด และเพื่อรักษาสมดุลระหว่างประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจและผลประโยชน์ของผู้บริโภค การเข้าใจกลไกและผลกระทบของการผูกขาดจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดนโยบายและการกำกับดูแลทางเศรษฐกิจที่เหมาะสม