การกำหนดราคาสินค้าและบริการในแต่ละโครงสร้างตลาดมีความแตกต่างกันตามลักษณะและพฤติกรรมของผู้ผลิตในตลาด โดยสามารถแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ได้ดังนี้

ตลาดแข่งขันสมบูรณ์ (Perfect Competition) ผู้ผลิตจะทำกำไรสูงสุดโดยผลิต ณ ระดับที่ต้นทุนส่วนเพิ่มเท่ากับรายรับส่วนเพิ่ม เนื่องจากรายรับส่วนเพิ่มและราคาสินค้ามีค่าเท่ากัน ดังนั้นราคาสินค้าจึงเท่ากับต้นทุนส่วนเพิ่ม ณ ระดับการผลิตที่ทำให้กำไรสูงสุด

ตลาดผูกขาด (Monopoly) ผู้ผลิตจะทำกำไรสูงสุดโดยผลิต ณ ระดับที่ต้นทุนส่วนเพิ่มเท่ากับรายรับส่วนเพิ่มเช่นกัน แต่เนื่องจากเส้นอุปสงค์มีความชันเป็นลบ ทำให้ราคาสินค้าสูงกว่ารายรับส่วนเพิ่มและสูงกว่าต้นทุนส่วนเพิ่ม

ตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด (Monopolistic competition) ผู้ผลิตจะทำกำไรสูงสุด ณ ระดับการผลิตที่ต้นทุนส่วนเพิ่มเท่ากับรายรับส่วนเพิ่ม คล้ายกับตลาดผูกขาด เส้นอุปสงค์จะมีความชันเป็นลบ ทำให้ราคาสูงกว่าต้นทุนส่วนเพิ่มและรายรับส่วนเพิ่ม

ตลาดผู้ขายน้อยราย (Oligopoly) เนื่องจากลักษณะสำคัญของตลาดนี้คือการพึ่งพากันของการตัดสินใจด้านราคาและปริมาณการผลิตระหว่างผู้ผลิต กลยุทธ์การกำหนดราคาจึงขึ้นอยู่กับข้อสมมติเกี่ยวกับปฏิกิริยาของผู้ผลิตรายอื่นต่อการกระทำของแต่ละราย โดยมีรูปแบบที่สำคัญดังนี้:

  1. เส้นอุปสงค์โค้งงอ (Kinked demand curve): สมมติว่าคู่แข่งจะปรับลดราคาตามเมื่อมีการลดราคา แต่จะไม่ขึ้นราคาตามเมื่อมีการขึ้นราคา ผู้ผลิตจะผลิต ณ ระดับที่ต้นทุนส่วนเพิ่มเท่ากับรายรับส่วนเพิ่ม แต่เนื่องจากเส้นรายรับส่วนเพิ่มไม่ต่อเนื่อง ปริมาณการผลิตที่เหมาะสมจึงเท่ากันสำหรับหลายโครงสร้างต้นทุน
  2. การฮั้ว (Collusion): เมื่อผู้ผลิตตกลงร่วมกันแบ่งส่วนแบ่งตลาดเพื่อทำกำไรรวมสูงสุด จะผลิตรวมกัน ณ ระดับที่ต้นทุนส่วนเพิ่มเท่ากับรายรับส่วนเพิ่ม และตั้งราคาตามเส้นอุปสงค์ของตลาด ซึ่งให้ผลลัพธ์ด้านราคาและปริมาณเหมือนกับตลาดผูกขาด แต่ผู้ผลิตต้องตกลงแบ่งปริมาณการผลิตและกำไรระหว่างกัน
  3. แบบจำลองผู้นำตลาด (Dominant firm model): ผู้ผลิตที่มีต้นทุนต่ำที่สุดและส่วนแบ่งตลาดสูงจะเป็นผู้นำ โดยจะผลิต ณ ระดับที่ต้นทุนส่วนเพิ่มเท่ากับรายรับส่วนเพิ่ม และตั้งราคาตามเส้นอุปสงค์ของตน ส่วนผู้ผลิตรายอื่นจะยอมรับราคานั้นและผลิต ณ ระดับที่ต้นทุนส่วนเพิ่มเท่ากับราคา
  4. ทฤษฎีเกม (Game theory): เนื่องจากการพึ่งพากันของการตัดสินใจ ข้อสมมติเกี่ยวกับปฏิกิริยาของคู่แข่งต่อการตัดสินใจด้านราคาและปริมาณการผลิตจะเป็นตัวกำหนดกลยุทธ์ที่เหมาะสม ด้วยความหลากหลายของแบบจำลองและข้อสมมติ ผลลัพธ์ในระยะยาวจึงไม่แน่นอน สามารถกล่าวได้เพียงว่าราคาจะอยู่ระหว่างราคาในตลาดผูกขาด (กรณีฮั้วสำเร็จ) และราคาในตลาดแข่งขันสมบูรณ์ที่เท่ากับต้นทุนส่วนเพิ่ม (หากกติกาการแข่งขันห้ามตั้งราคาสูงกว่านี้)

สรุป

จะเห็นได้ว่าแต่ละตลาดมีลักษณะเฉพาะที่ส่งผลต่อการตัดสินใจด้านราคาและปริมาณการผลิตที่แตกต่างกัน โดยตลาดแข่งขันสมบูรณ์จะมีการกำหนดราคาที่เท่ากับต้นทุนส่วนเพิ่ม ในขณะที่ตลาดผูกขาดและตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาดจะสามารถตั้งราคาสูงกว่าต้นทุนส่วนเพิ่มได้ ส่วนตลาดผู้ขายน้อยรายนั้นมีความซับซ้อนมากที่สุด เนื่องจากต้องพิจารณาการตอบสนองของคู่แข่งประกอบการตัดสินใจ ความเข้าใจในความแตกต่างเหล่านี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวางกลยุทธ์ทางธุรกิจให้เหมาะสมกับโครงสร้างตลาดที่เผชิญอยู่