กองทุนเฮดจ์ฟันด์เป็นรูปแบบการลงทุนที่มีลักษณะเฉพาะหลายประการ โดยทั่วไปกองทุนประเภทนี้มีลักษณะสำคัญ 3 ประการ คือ:
- การกู้ยืมเพื่อเพิ่มกำลังซื้อในการลงทุน (Leverage)
- การใช้ทั้งกลยุทธ์การลงทุนแบบ Long Position และ Short Position
- การใช้ตราสารอนุพันธ์ทั้งเพื่อการเก็งกำไรและป้องกันความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน
ในด้านโครงสร้างการลงทุน กองทุนเฮดจ์ฟันด์มักมีข้อจำกัดในการไถ่ถอนหน่วยลงทุนสำหรับผู้ร่วมลงทุนแบบจำกัดความรับผิด โดยมีระยะเวลาห้ามไถ่ถอน (Lockup Period) ซึ่งในช่วงนี้ผู้ลงทุนจะไม่สามารถขอไถ่ถอนได้ หรือหากทำได้ก็ต้องเสียค่าธรรมเนียมสูง (Soft Lockup) นอกจากนี้ยังมีระยะเวลาแจ้งล่วงหน้า (Notice Period) ประมาณ 30-90 วันสำหรับการขอไถ่ถอนหลังจากพ้นช่วงห้ามไถ่ถอน
กลยุทธ์ของ Hedge Fund
กองทุนเฮดจ์ฟันด์มีกลยุทธ์การลงทุนหลัก 4 ประเภท ดังนี้:
- กลยุทธ์ตามเหตุการณ์ (Event-driven Strategies) เป็นการลงทุนที่อาศัยโอกาสจากเหตุการณ์สำคัญของบริษัท แบ่งเป็นหมวดย่อยได้ดังนี้:
- การทำอาร์บิทราจจากการควบรวมกิจการ (Merger Arbitrage): ทำกำไรจากส่วนต่างราคาโดยซื้อหุ้นบริษัทเป้าหมายและขายชอร์ตบริษัทที่เข้าซื้อ
- การลงทุนในบริษัทที่มีปัญหา (Distressed/Restructuring): ลงทุนในหลักทรัพย์ของบริษัทที่มีปัญหาทางการเงินแต่มีโอกาสฟื้นตัวหลังปรับโครงสร้าง
- การเป็นนักลงทุนเชิงรุก (Activist Shareholder): ซื้อหุ้นจำนวนมากเพื่อเข้าไปมีอิทธิพลต่อการบริหารจัดการบริษัท
- การลงทุนในสถานการณ์พิเศษ (Special Situations): ลงทุนในบริษัทที่อยู่ระหว่างการทำธุรกรรมพิเศษ เช่น การซื้อหุ้นคืน การแยกกิจการ
- กลยุทธ์มูลค่าสัมพัทธ์ (Relative Value Strategies) เน้นการทำกำไรจากความแตกต่างของราคาระหว่างหลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกัน ประกอบด้วย:
- การทำอาร์บิทราจในตราสารแปลงสภาพ (Convertible Arbitrage): แสวงหากำไรจากความแตกต่างราคาระหว่างหุ้นกู้แปลงสภาพกับหุ้นสามัญ
- การลงทุนในตราสารหนี้ที่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน (Asset-backed Fixed Income): แสวงหากำไรจากความแตกต่างราคาในตราสารหนี้ที่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน
- การลงทุนในตราสารหนี้ทั่วไป (General Fixed Income): แสวงหากำไรจากความแตกต่างราคาระหว่างตราสารหนี้ประเภทต่างๆ
- การลงทุนโดยอาศัยความผันผวน (Volatility): ทำกำไรจากความแตกต่างระหว่างความผันผวนที่สะท้อนในราคาออปชั่นกับที่ผู้จัดการคาดการณ์
- กลยุทธ์ผสมผสาน (Multistrategy): การผสมผสานหลายกลยุทธ์เข้าด้วยกัน
- กลยุทธ์แบบมหภาค (Macro Strategies) เน้นการลงทุนตามแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและเหตุการณ์สำคัญ อาจรวมถึงการลงทุนในตราสารทุน ตราสารหนี้ สกุลเงิน หรือสินค้าโภคภัณฑ์ รวมถึงการลงทุนในฟิวเจอร์สผ่าน Commodity Trading Advisers (CTAs)
- กลยุทธ์กองทุนตราสารทุน (Equity Hedge Fund Strategies) เน้นการทำกำไรจากการลงทุนในหุ้นและตราสารอนุพันธ์ที่อ้างอิงกับหุ้น แบ่งเป็น:
- การลงทุนแบบ Market Neutral: การลงทุนที่พยายามลดความเสี่ยงจากตลาดโดยรวมให้เป็นศูนย์
- การลงทุนตามปัจจัยพื้นฐานทั้งซื้อและขาย (Fundamental Long/Short Growth): วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานเพื่อเลือกหุ้นเติบโตสูงและหุ้นเติบโตต่ำ
- การลงทุนตามมูลค่า (Fundamental Value): ลงทุนในหุ้นที่มีมูลค่าต่ำกว่าพื้นฐานและขายชอร์ตหุ้นที่แพงเกินพื้นฐาน
- การลงทุนเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรม (Sector Specific): เน้นลงทุนเฉพาะอุตสาหกรรม เช่น สุขภาพ เทคโนโลยี การเงิน
- การลงทุนเน้นการขายชอร์ต (Short Bias): เน้นการขายชอร์ตหุ้นที่มีราคาสูงเกินจริง โดยอาจมีการซื้อหุ้นบ้างแต่น้อยกว่า
สรุป
ในด้านผลตอบแทนและความเสี่ยง กองทุนเฮดจ์ฟันด์มักให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดหุ้นในช่วงขาลง แต่มักให้ผลตอบแทนต่ำกว่าในช่วงขาขึ้น การกระจายความเสี่ยงในกองทุนเฮดจ์ฟันด์อาจมีข้อจำกัด โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตการเงินที่สหสัมพันธ์ของผลตอบแทนมักเพิ่มสูงขึ้น
นอกจากนี้ ดัชนีเฮดจ์ฟันด์อาจมีอคติในการคำนวณผลตอบแทน เช่น อคติจากการอยู่รอด (Survivorship Bias) ที่เกิดจากการที่กองทุนที่ประสบความสำเร็จมักถูกนับรวมในดัชนีมากเกินไป และอคติจากการเพิ่มข้อมูลย้อนหลัง (Backfill Bias) ที่เกิดจากการนำผลตอบแทนในอดีตมาเพิ่มเมื่อกองทุนเข้าร่วมในดัชนี
ค่าธรรมเนียมของกองทุนเฮดจ์ฟันด์มีแนวโน้มลดลงจากแรงกดดันของตลาด จากเดิมที่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมการจัดการ 2% และค่าธรรมเนียมจากผลการดำเนินงาน 20% ปัจจุบันได้ลดลงเหลือประมาณ 1.3% สำหรับค่าธรรมเนียมการจัดการและ 15% สำหรับค่าธรรมเนียมจากผลการดำเนินงาน








![ทฤษฎี Elliott Wave (อีเลียตเวฟ) คืออะไร [แบบละเอียด] ทฤษฎี Elliott Wave](https://www.lucid-trader.com/wp-content/uploads/2020/12/ทฤษฎี-Elliott-Wave-218x150.png)

![ทฤษฎี Wyckoff Logic คืออะไร [แบบละเอียด] Wyckoff Logic](https://www.lucid-trader.com/wp-content/uploads/2020/10/Wyckoff-Logic-218x150.png)




