ในทางเศรษฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าและรายได้ของผู้บริโภคส่งผลต่อการตัดสินใจบริโภคสินค้าและบริการในรูปแบบที่แตกต่างกัน โดยเมื่อราคาสินค้า X ลดลง จะเกิดผลกระทบ 2 อย่าง คือ ผลทดแทน (Substitution Effect) และผลรายได้ (Income Effect)
Substitution Effect จะทำให้ผู้บริโภคหันไปบริโภคสินค้า X มากขึ้น เนื่องจากราคาถูกลงเมื่อเทียบกับสินค้าอื่น ในขณะที่ Income Effect เกิดขึ้นเพราะอำนาจซื้อที่แท้จริงของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น เมื่อค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าชุดเดิมลดลง ผลรายได้นี้อาจทำให้การบริโภคสินค้า X เพิ่มขึ้นหรือลดลงก็ได้
จากการวิเคราะห์ผลทั้งสองประการ สามารถสรุปผลลัพธ์ที่เป็นไปได้เมื่อราคาสินค้า X ลดลงเป็น 3 กรณี:
- ถ้าทั้ง Substitution Effect และ Income Effect เป็นบวก การบริโภคสินค้า X จะเพิ่มขึ้น
- ถ้า Substitution Effect เป็นบวกและ Income Effect เป็นลบ แต่ Substitution Effect มากกว่า การบริโภคสินค้า X จะเพิ่มขึ้น
- ถ้า Substitution Effect เป็นบวกและ Income Effect เป็นลบ โดย Income Effect มากกว่า การบริโภคสินค้า X จะลดลง
Normal and Inferior Goods คืออะไร?
ในการจำแนกประเภทสินค้าตามผลของการเปลี่ยนแปลงรายได้ เราแบ่งสินค้าเป็นสินค้าปกติ (Normal Goods) และสินค้าราคาถูก (Inferior Goods) โดย Normal Goods คือสินค้าที่ Income Effect เป็นบวก หมายความว่าเมื่อรายได้เพิ่มขึ้น ผู้บริโภคจะซื้อสินค้านั้นมากขึ้น ส่วน Inferior Goods คือสินค้าที่ Income Effect เป็นลบ
สินค้าชนิดหนึ่งอาจเป็น Inferior Goods สำหรับระดับรายได้หนึ่ง แต่เป็น Normal Goods สำหรับอีกระดับรายได้หนึ่ง ตัวอย่างเช่น สำหรับคนยากจนหรือประเทศด้อยพัฒนา การเพิ่มขึ้นของรายได้อาจนำไปสู่การบริโภคบะหมี่หรือข้าวมากขึ้น แต่เมื่อรายได้เพิ่มขึ้นอีก (เช่น นักศึกษาหรือประเทศกำลังพัฒนา) อาจหันไปบริโภคเนื้อสัตว์หรืออาหารทะเลมากขึ้น ในช่วงรายได้นี้ บะหมี่จะกลายเป็น Inferior Goods ขณะที่เนื้อสัตว์เป็น Normal Goods
Giffen and Veblen Goods คืออะไร?
นอกจากนี้ยังมีสินค้าพิเศษอีกสองประเภท คือ Giffen Goods และ Veblen Goods โดย Giffen Goods เป็น Inferior Goods ที่มี Income Effect เชิงลบมากกว่า Substitution Effect เชิงบวกเมื่อราคาลดลง ทำให้เส้นอุปสงค์มีความชันเป็นบวก ส่วน Veblen Goods เป็นสินค้าที่ราคาสูงขึ้นกลับทำให้เป็นที่ต้องการมากขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคได้อรรถประโยชน์จากการแสดงสถานะทางสังคมผ่านการบริโภคสินค้าราคาแพง
กราฟอุปสงค์ของ Giffen Goods และ Veblen Goods
Source: https://www.freeeconhelp.com/2012/01/what-is-giffen-good-example-with-graphs.html
ในส่วนของฟังก์ชันการผลิต (Production Function) ปัจจัยการผลิตประกอบด้วย ที่ดิน แรงงาน ทุน และวัตถุดิบ โดยในการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์มักพิจารณาเพียงปัจจัยทุนและแรงงานเป็นหลัก ฟังก์ชันการผลิตแสดงความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณผลผลิตกับปัจจัยการผลิตที่ใช้
เมื่อกำหนดให้ทุนคงที่และเพิ่มแรงงาน ในช่วงแรกผลผลิตส่วนเพิ่มจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากประโยชน์จากการแบ่งงานและความชำนาญเฉพาะด้าน แต่เมื่อเพิ่มแรงงานต่อไปเรื่อยๆ จะถึงจุดที่ผลผลิตส่วนเพิ่มเริ่มลดลง เรียกว่า Law of Diminishing Returns และในที่สุดการเพิ่มแรงงานอาจทำให้ผลผลิตรวมลดลง เนื่องจากข้อจำกัดของปัจจัยทุนที่มีอยู่
Source: https://www.wallstreetmojo.com/production-function/
เมื่อพิจารณาฟังก์ชันการผลิต จะเห็นว่ามีจุดเปลี่ยนสำคัญสองจุด คือ จุดเริ่มต้นที่ผลผลิตส่วนเพิ่มเริ่มลดลง และจุดที่ปลายเส้นกราฟที่ผลผลิตส่วนเพิ่มกลายเป็นลบ ช่วงระหว่างทั้ง 2 จุดคือช่วงที่เกิดผลได้ลดน้อยถอยลง โดยผลผลิตรวมยังคงเพิ่มขึ้นแต่ในอัตราที่ลดลง ส่วนหลังจุดปลายเส้นกราฟ การเพิ่มแรงงานจะทำให้ผลผลิตรวมลดลง
สรุป
Substitution Effect และ Income Effect ช่วยให้เราเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคและการจำแนกประเภทสินค้าได้ดียิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน การเข้าใจ Production Function และ Law of Diminishing Returns ก็มีความสำคัญต่อการวางแผนการผลิตให้มีประสิทธิภาพ ความรู้ทั้งสองด้านนี้จึงเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการวิเคราะห์และตัดสินใจทางเศรษฐกิจทั้งในระดับจุลภาคและมหภาค










![ทฤษฎี Elliott Wave (อีเลียตเวฟ) คืออะไร [แบบละเอียด] ทฤษฎี Elliott Wave](https://www.lucid-trader.com/wp-content/uploads/2020/12/ทฤษฎี-Elliott-Wave-218x150.png)

![ทฤษฎี Wyckoff Logic คืออะไร [แบบละเอียด] Wyckoff Logic](https://www.lucid-trader.com/wp-content/uploads/2020/10/Wyckoff-Logic-218x150.png)




