ถ้าอีก 1 ปีฉันจะต้องตาย

สรุปหนังสือ ถ้าอีก 1 ปีฉันจะต้องตาย

บทเรียนสำคัญที่จะทำให้ใช้เวลาในชีวิตแบบไม่เสียใจในภายหลัง

บทนำ

ถ้าอีก 1 ปีจะต้องตาย จะอยากไปท่องเที่ยวหรือเปล่า อยากใช้เวลาดี ๆ กับครอบครัวหรือเปล่า อยากทำงานให้หนักขึ้นอีกหรือเปล่า อยากเอาเวลาไปใช้ทำงานอดิเรกหรือเปล่า อยากกินอาหารอร่อย ๆ หรือเปล่า อยากซื้อของที่อยากได้หรือเปล่า คนส่วนใหญ่คงมีสิ่งที่ยังอยากทำอยู่อีกมากมาย แล้วทำไมจึงถามคำถามนี้ เหตุผลก็เพราะการกำหนดเส้นตายของชีวิต ช่วยให้มองเห็นอย่างชัดเจนว่า อยากจะทำอะไรและอะไรคือสิ่งสำคัญ

พอคนเราเผชิญหน้ากับความตาย ก็มักจะย้อนกลับไปมองชีวิตที่ผ่านมาของตัวเองเสมอ หลังจากทบทวนเรื่องที่ภูมิใจและเรื่องที่เสียใจของตัวเองแล้ว ท้ายที่สุดก็จะยอมรับได้ว่ามันเป็นชีวิตที่ดี และจากโลกนี้ไปอย่างสงบ เพราะชีวิตแต่ละวันนั้นวุ่นวาย คนเราเลยแทบไม่ได้ทบทวนการใช้ชีวิตของตัวเอง จึงไม่ตระหนักว่าจริง ๆ แล้วอะไรคือสิ่งสำคัญสำหรับตัวเอง แต่ว่าถ้าอีก 1 ปีจะต้องตาย มั่นใจว่าคนส่วนใหญ่คงจะย้อนกลับไปมองชีวิตที่ผ่านมาของตัวเอง

สิ่งที่คนเราคิดถึงในช่วงสุดท้ายของชีวิต ใช่ว่าทุกคนจะจากโลกนี้ไปด้วยความพึงพอใจ คนส่วนใหญ่จะจากโลกนี้ไปพร้อมกับความคิดที่ว่า มีชีวิตที่ดีหรือทำดีที่สุดแล้ว ชีวิตในแต่ละวันมีทั้งเรื่องที่สมหวัง และเสียใจภายหลังปนเปกันไป พอถึงช่วงสุดท้ายของชีวิตก็จะย้อนคิดถึงความรู้สึกเหล่านั้นอีกครั้ง สำหรับคนที่ยังสุขภาพแข็งแรง และพึ่งมาได้เพียงครึ่งทางของชีวิต ก็คงอยากลดความรู้สึกค้างคาใจให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ และคงไม่อยากรู้สึกเสียใจภายหลัง

คนเราแต่ละคนล้วนแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยที่เกิดมา ภูมิหลังหรือสิ่งที่ให้ความสำคัญ เรื่องความตายเองก็เช่นกัน บางคนจากโลกนี้ไปตามอายุขัยและโรคภัยไข้เจ็บ ส่วนบางคนก็จากโลกนี้ไปอย่างทุกข์ทรมาน และทิ้งลูกเล็กเอาไว้ข้างหลัง ดังนั้น มันอาจจะไม่มีเงื่อนไขของชีวิตที่ไม่รู้สึกเสียใจภายหลัง และเงื่อนไขของชีวิตที่ดีที่ใช้ได้กับทุกคน ถ้าต้องระบุเงื่อนไขที่จะช่วยให้ในช่วงสุดท้ายของชีวิตคิดได้ว่า เป็นชีวิตที่ดีก็คงจะมี 4 ข้อ ดังต่อไปนี้

1.ไม่ด้อยค่าตัวเอง

2.ลองทำสิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ

3.แสดงความรักกับคนในครอบครัวและคนสำคัญด้วยใจจริง

4.ใช้ชีวิตแต่ละวันอย่างเต็มที่

สำหรับคนส่วนใหญ่แล้วคิดว่า เงื่อนไขเหล่านี้ทำให้ชีวิตสมบูรณ์แบบ และสำคัญต่อการใช้ชีวิตไม่ให้รู้สึกเสียใจภายหลังอย่างแท้จริง

ชีวิตของคนเรามีเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย เมื่อคนเราเจ็บป่วย ทำผิดพลาดครั้งใหญ่ หรือเกิดบาดแผลทางใจจากความสัมพันธ์ ก็จะเริ่มด้อยค่าตัวเอง ไม่กล้าที่จะลองทำสิ่งใหม่ ๆ และกลัวการให้ความสำคัญกับคนรอบข้าง บางครั้งสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ภายนอกก็ส่งอิทธิพลกับตัวเองอย่างมาก และสิ่งเหล่านั้นมักจะไม่เป็นตามที่ต้องการ ซึ่งดูเหมือนชีวิตไม่ค่อยเป็นอย่างที่อยากให้เป็น ถ้าอย่างนั้นจะทำอย่างไรดี นั่นเป็นสิ่งที่แต่ละคนต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง การคิดเกี่ยวกับความหมายของชีวิต ช่วยให้ตระหนักถึงสิ่งที่สำคัญอย่างแท้จริง และสิ่งที่สำคัญอย่างแท้จริงนี้ ที่มอบความหมายให้กับชีวิต

ทว่าเวลาที่ยังสุขภาพแข็งแรงอยู่ คนเราแทบไม่ได้ตระหนักถึงสิ่งสำคัญเหล่านั้นเลย เมื่อใกล้ถึงช่วงสุดท้ายของชีวิตแล้วนั่นเอง คนส่วนใหญ่เพิ่งรู้ว่าสิ่งที่สำคัญสำหรับพวกเขาคืออะไร ดังนั้น เพื่อที่หลังจากนี้จะไม่รู้สึกเสียใจภายหลังและใช้ชีวิตได้ดีขึ้น ขอถามอีกครั้งว่าถ้าอีก 1 ปีจะต้องตาย จะทำอะไรและจะใช้ชีวิตอย่างไร

บทที่ 1

ถ้าอีก 1 ปีจะต้องตาย

  1. คิดว่าชีวิตของตัวเองมีความหมายหรือไม่

การพยายามค้นคว้าหาความหมายของชีวิต จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนที่กำลังจะจากโลกนี้ไป เพื่อจะได้สัมผัสกับความสุขที่แท้จริงและรู้สึกสงบใจ แน่นอนว่าสำหรับคนที่ยังสุขภาพแข็งแรงดี จะได้รู้ความหมายของชีวิต และความหมายในการมีอยู่ของตัวเองก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน เพราะการรู้ความหมายของสิ่งเหล่านั้น จะทำให้รู้สึกจากใจว่า เป็นเรื่องดีแล้วที่ยังมีชีวิตอยู่และใช้ชีวิตต่อไปได้ แต่การค้นหาความหมายของชีวิตไม่ใช่เรื่องง่าย เหตุผลก็เพราะมักนำความหมายของชีวิตไปผูกติดกับความคิดที่ว่า สิ่งที่ทำเป็นประโยชน์ต่อใครสักคน (หรือสังคม) หรือเปล่า

โดยคนส่วนมากมักชื่นชมคนที่คิดแบบนั้น แต่แนวคิดว่าจะมีความหมายก็ต่อเมื่อมีประโยชน์กับใครสักคนนั้นมีข้อจำกัดอยู่ เพราะหากใช้ตรรกะดังกล่าวเมื่อเกิดความคิดขึ้นว่า ฉันไม่มีประโยชน์กับใครเลย ก็จะมองไม่เห็นความหมายของชีวิต และการมีอยู่ของตัวเอง ทุกคนบนโลกนี้ย่อมมีภารกิจอะไรสักอย่าง และขอให้ยังมีชีวิตอยู่ก็สามารถทำภารกิจนั้นสำเร็จได้ ซึ่งภารกิจที่ว่าไม่ใช่สิ่งที่จะนำไปเปรียบเทียบกับคนอื่น แล้วประเมินว่ามีคุณค่าหรือไม่มีคุณค่า

ซึ่งภารกิจของใครบางคนอาจเป็นสิ่งที่มองเห็นชัดและเข้าใจง่าย ส่วนภารกิจของบางคนอาจเป็นสิ่งที่เข้าใจยาก แต่ไม่ว่าจะเป็นภารกิจแบบไหน มันก็เป็นบางสิ่งที่มีแค่เจ้าของภารกิจเท่านั้นที่ทำได้ แม้ว่าจะเคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้ หรืออยู่ในสภาพที่ทำงานไม่ได้ แต่คนเรานั้นเป็นที่พึ่งของใครสักคนได้แน่ ๆ ขอแค่ยังมีชีวิตอยู่ ชีวิตไม่ได้มีคุณค่าเพราะมันเป็นประโยชน์ เพียงแค่มีชีวิตอยู่ก็มีคุณค่าแล้ว ระหว่างที่ทำงานอย่างแข็งขันในสังคม มักจดจ่อกับภารกิจ คุณค่า และความหมายของชีวิตที่เข้าใจง่ายเท่านั้น แต่คนส่วนใหญ่พอเข้าใกล้ความทุกข์ใจที่เรียกว่า ช่วงสุดท้ายของชีวิต ความคิดและการให้คุณค่าจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งยังตระหนักถึงภารกิจ คุณค่า และความหมายของชีวิตของตัวเองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

หากรู้สึกว่าชีวิตช่างไร้ความหมาย หรือไม่มีคุณค่าอะไรเลย ให้ลองคิดอีกครั้งว่า ถ้าอีก 1 ปีจะต้องตาย แล้วย้อนกลับไปมองชีวิตที่ผ่านมาอย่างละเอียดดู พอทำแบบนี้อาจจะมองเห็นภาพที่แตกต่างไปจากเดิม แม้ว่าจะยังมองไม่เห็นในทันที แต่ชีวิตและการมีอยู่มีความหมายและมีคุณค่าอย่างแน่นอน คนเรามีความสุขได้แค่ค้นหาความหมายของชีวิต ทุกชีวิตย่อมมีความหมายแค่ค้นหาความหมายของชีวิต ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป ก็ใช้ชีวิตในแต่ละวันได้อย่างเข้มแข็ง และมีความสุขแล้ว

  1. มีสิ่งที่อยากทำมาก ๆ หรือเปล่า

คนส่วนใหญ่เมื่อถามตัวเองว่า ถ้าอีก 1 ปีจะต้องตาย จะคิดถึงสิ่งที่อยากทำในเวลาที่มีจำกัดนี้ อยากจัดการสิ่งต่าง ๆ ของตัวเองให้เรียบร้อย จะได้ไม่เป็นภาระคนข้างหลัง อยากเจอคนที่ไม่ได้เจอกันมานาน อยากใช้เวลากับคนสำคัญและครอบครัว อยากไปเที่ยวสถานที่ที่อยากไปมาตลอด อยากหลงเหลือหลักฐานที่แสดงว่าตัวเองเคยมีชีวิตอยู่ พอถามแบบนั้น คำตอบเดียวกับสิ่งที่อยากทำมากมายน่าจะผุดขึ้นมาในใจ

ในทางกลับกัน บางคนก็ไม่มีสิ่งที่อยากทำเลย ซึ่งแต่ละคนก็มีเหตุผลที่แตกต่างกันไป บางคนบอกว่าไม่รู้สึกเสียดาย เพราะได้ทำในสิ่งที่อยากทำไปหมดแล้ว บางคนก็บอกว่าเดิมทีไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ก็ไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่ก็เลย ไม่รู้สึกติดค้างอะไร หรือบางคนก็บอกว่าความรู้สึกอยากทำอะไรบางอย่างมันหมดไปแล้ว พอที่ผ่านมาต้องอดทนไม่ทำสิ่งที่อยากทำ เพื่อทุ่มเทให้กับครอบครัวและงานอยู่เสมอ

เมื่ออยู่ในสังคมคนเรามักถูกถามเสมอว่า อยากทำอะไร ตอนเป็นเด็กก็มักถูกผู้ใหญ่ถามว่าโตขึ้นอยากทำอาชีพอะไร ตอนทำงานก็ถูกถามว่าอยากทำตำแหน่งไหนในบริษัท และพอเกษียณก็ถูกถามอีกว่าอยากทำอะไรหลังเกษียณ ด้วยเหตุนี้จึงเผลอคิดว่าจำเป็นต้องมีสิ่งที่อยากทำ และควรมีความฝันและเป้าหมาย แน่นอนว่าการมีสิ่งที่อยากทำ รวมทั้งความฝันและเป้าหมายเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมาก เพราะความฝันและเป้าหมายก็เป็นเหมือนเข็มทิศในการใช้ชีวิต และเป็นกำลังใจที่ช่วยให้ทำจนสำเร็จ

ทว่าบางครั้งค่านิยมที่ว่า จำเป็นต้องมีสิ่งที่อยากทำกลับทำให้คนเรารู้สึกเป็นทุกข์ พอไม่รู้ว่าตัวเองอยากทำอะไร ไม่มีความฝันและไม่มีเป้าหมาย ค่านิยมดังกล่าวจะทำให้คิดว่าเป็นคนน่าเบื่อและไม่มีคุณค่า แม้ว่าตอนนี้จะไม่มีสิ่งที่อยากทำ แต่ก็ไม่ควรใจร้อนหรือตำหนิตัวเอง ยังมีวิถีชีวิตและจังหวะชีวิตของตัวเอง ฉะนั้นไม่จำเป็นต้องเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนที่มีเป้าหมายและความฝัน ชีวิตคนเราไม่ได้มีสูตรสำเร็จอย่างการใช้ชีวิตแบบนี้คือ วิธีที่ถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม ถ้าอยากได้เข็มทิศในการใช้ชีวิต หรืออยากจะหาสิ่งที่อยากทำให้เจอ ให้จินตนาการว่าถ้าอีก 1 ปีจะต้องตาย แล้วลองย้อนกลับไปมองชีวิตที่ผ่านมาดู ตอนเด็ก ๆ มีสิ่งไหนที่ทำให้รู้สึกสนุกสนานอย่างแท้จริง หรือทำให้คิดในทำนองที่ว่า อยากทำสิ่งนี้เป็นอาชีพบ้างไหม หากลองคิดว่าถ้าอีก 1 ปีจะต้องตาย ค่านิยมที่ยึดถือไว้ก็จะพังทลายลง ถ้าเป็นอิสระจากกับดักและความคิดที่ผูกมัดตัวไว้ จะทำให้ภาพที่เห็นต่างไปจากเดิม

นอกจากนี้อาจค้นพบสิ่งที่ตัวเองอยากทำจริง ๆ และสิ่งที่อยากให้ความสำคัญ ซึ่งอาจหลงลืม ล้มเลิก หรือถูกห้ามไม่ทำระหว่างที่เติบโตก็ได้ รู้สึกเสียใจที่ทำดีกว่ารู้สึกเสียใจที่ไม่ได้ทำ ไม่ว่าสำหรับใครก็ตาม วันนี้เป็นแค่ครึ่งแรกของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นอนาคตแบบไหนก็สร้างได้ตั้งแต่ตอนนี้ ทว่ายิ่งเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของชีวิตมากขึ้นเท่าไหร่ ความรู้สึกเสียใจที่ไม่ได้ทำบางสิ่งก็จะยิ่งหนักขึ้นเท่านั้น จงเห็นแก่ตัวเองบ้าง แล้วทำในสิ่งที่อยากทำ ไม่ว่ามันจะเป็นแค่เรื่องเล็ก ๆ หรือความฝันที่ใช้เวลานานกว่าจะเป็นจริง

  1. มีสิ่งที่รู้สึกเสียใจภายหลังบ้างไหม

เมื่อย้อนกลับไปมองชีวิตของตัวเอง และสิ่งที่ตัดสินใจทำในอดีต ก็คงจะคิดว่าถ้าเลือกเส้นทางอื่น ชีวิตน่าจะแตกต่างจากตอนนี้ และตอนนั้นตัดสินใจถูกต้องหรือเปล่า ความรู้สึกเสียใจภายหลังแบบนี้คือ ความรู้สึกที่ไม่น่าอภิรมย์สักนิด เวลาคนเราถูกกดดันให้เลือกมาสักทาง คงไม่มีใครตั้งใจเลือกผิดหรอก คนส่วนใหญ่น่าจะเลือกทางที่คิดว่าดีกว่าอยู่แล้ว แม้ว่าจะรู้สึกเจ็บใจที่เลือกผิดทาง แต่ความเป็นจริงก็เปลี่ยนไม่ได้

ฉะนั้น จึงเป็นเรื่องไร้สาระที่จะเปรียบเทียบ ความเป็นจริงกับอนาคตที่จินตนาการไว้ในหัว ถึงจะรู้อย่างนั้นแต่คนเราก็มักรู้สึกเสียใจภายหลังอยู่บ่อย ๆ บางคนพอคิดว่าถ้าอีก 1 ปีจะต้องตาย ความรู้สึกเสียใจภายหลังที่มีต่อเรื่องต่าง ๆ ที่ผ่านมาในชีวิต จะพรั่งพรูออกมาในทันที แล้วจะรับมือกับความรู้สึกเสียใจภายหลังแบบนั้นกันอย่างไรดี อันดับแรกบอกเลยว่า การที่คนเรารู้สึกเสียใจภายหลังเป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าจะเป็นคนฉลาด ตัดสินใจเก่ง หรือเข้มแข็งแค่ไหน ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะใช้ชีวิตโดยไม่เคยรู้สึกเสียใจภายหลัง

ดังนั้น จึงควรยอมรับความจริงว่า ตัวเองกำลังเสียใจ การบรรเทาความรู้สึกเสียใจภายหลังให้น้อยลงได้วิธีหนึ่งก็คือ ระบายความรู้สึกกับคนที่กำลังเศร้า หรือเสียใจในเรื่องที่คล้าย ๆ กัน บางคนอาจเรียกการทำแบบนั้นว่า การรักษาแผลใจให้กัน เมื่อยอมรับและแบ่งปันความรู้สึกเสียใจภายหลังให้กับใครสักคน แล้วลองคิดดูว่าได้เรียนรู้อะไรจากมันบ้าง ไม่ว่าสถานการณ์นั้นจะดูเหมือนมีแต่เรื่องราวในด้านลบมากแค่ไหน แต่มันมักจะมีเรื่องราวในด้านบวก ซึ่งเป็นบทเรียนให้ได้เสมอ และมีสิ่งที่เป็นเหมือนคำใบ้ให้กับชีวิตในอนาคตอย่างแน่นอน จงหามันให้เจอ

แน่นอนว่าถึงแม้จะได้บทเรียนจากมัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เมื่อนำบทเรียนที่ได้มาชั่งน้ำหนักกับความรู้สึกเสียใจภายหลัง แล้วจะหักล้างกันจนไม่รู้สึกเสียใจได้ยังไง แต่ก็คงทำให้ความเศร้าและความเสียใจบรรเทาลงได้ในระดับหนึ่ง เวลาที่รู้สึกกังวลหรือลังเลว่าจะเลือกทางไหนดี ไม่ควรเก็บความทุกข์ใจไว้คนเดียว แต่ควรปรึกษาคนที่ไว้ใจ แล้วค่อยตัดสินใจเลือก แต่ถ้าไม่มีให้ปรึกษาเลย ขอแนะนำให้ปรึกษาคนที่จากไปแล้ว การทำแบบนั้นทำให้รู้สึกว่าไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว และความหนักใจก็จะเบาบางลง ทั้งยังเจอคำตอบที่ไม่คาดคิดมาก่อนด้วย

ไม่ว่าคนที่มีชีวิตอยู่ คนที่เสียชีวิตไปแล้ว เทพเจ้า หรือธรรมชาติล้วนปรึกษาได้ทั้งนั้น อย่าเก็บความกังวลและความทุกข์ใจเอาไว้คนเดียว เวลารู้สึกกังวลและลังเลว่าจะเลือกทางไหนดี ไม่ควรเก็บความรู้สึกเหล่านั้นไว้คนเดียว แต่ความปรึกษาใครสักคน แม้ว่าคนคนนั้นจะเป็นคนที่มีชีวิตอยู่ หรือคนที่เสียชีวิตไปแล้ว เทพเจ้า หรือธรรมชาติก็ตาม การทำแบบนั้นจะทำให้รู้สึกว่าไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว และความรู้สึกเสียใจภายหลังจะเบาบางลงได้อย่างแน่นอน

  1. นับตั้งแต่นี้ไปอยากให้ความสำคัญกับอะไรในชีวิต

ไล่ตั้งแต่เรื่องเล็กอย่างเรื่องใช้ชีวิตประจำวัน เช่น จะกินอะไร ไปจนถึงเรื่องใหญ่ในชีวิต เช่น ชีวิตหลังจากนี้จะเลือกทางไหนดี ซึ่งชีวิตของคนเราจะต้องเจอกับทางเลือก และความรู้สึกลังเลซ้ำไปซ้ำมาไม่รู้จบ แถมบางครั้งก็รู้สึกขึ้นมาว่า ไม่รู้จะใช้ชีวิตยังไงดี เวลาที่ลังเลกับวิธีใช้ชีวิต คนเราจะตัดสินใจบนพื้นฐานอะไรสักอย่าง ซึ่งก็จะแตกต่างกันไปตามแต่ละคน บางคนตัดสินใจโดยใช้สัญชาตญาณ ขณะที่บางคนตัดสินใจโดยใช้เหตุผลอย่างถี่ถ้วน บางคนก็ไม่ตัดสินใจและปล่อยชีวิตให้เป็นไปตามโชคชะตา

อีกพื้นฐานหนึ่งที่นำมาใช้ในการตัดสินใจ เวลาที่รู้สึกลังเลกับวิธีใช้ชีวิตของตัวเองได้ก็คือ การลองคิดดูว่าถ้าอีก 1 ปีจะต้องตาย อยากจะใช้ชีวิตในช่วงสุดท้ายยังไง เมื่อย้อนกลับไปมองชีวิตที่ผ่านมา อยากรู้สึกอย่างไร อยากจะจากโลกนี้ไปเพียงลำพัง หรืออยากจากโลกนี้ไปท่ามกลางคนในครอบครัว และอยากใช้ชีวิตในช่วงสุดท้ายที่บ้าน หรืออยากเสียชีวิตที่โรงพยาบาล เมื่อคิดถึงจุดจบของชีวิต ก็จะมองเห็นว่าอยากใช้ชีวิตยังไง เวลาที่ไม่รู้ว่าอยากใช้ชีวิตยังไง ก็ลองคิดดูว่าอยากให้ชีวิตสุดท้ายของชีวิตเป็นแบบไหน เมื่อช่วงสุดท้ายของชีวิตใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ สิ่งที่ไม่จำเป็นจะถูกตัดออกไป แล้วก็จะนึกออกอย่างง่ายดายว่า อะไรคือสิ่งสำคัญและอะไรคือสิ่งที่ต้องการจริง ๆ

บทที่ 2

ครอบครัวและความสัมพันธ์

  1. พยายามทำด้วยตัวเองมากเกินไปหรือเปล่า

คนเราใช้ชีวิตโดยมีหน้าที่รับผิดชอบอะไรบางอย่างในฐานะพ่อแม่ ลูก และคนในสังคม ยิ่งแบกรับสิ่งสำคัญมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้สึกว่าต้องแบบรับความรับผิดชอบมากขึ้นเท่านั้น ในสังคมการมีความรับผิดชอบสูง และไม่รบกวนคนอื่นถือเป็นคุณสมบัติที่ดี แน่นอนว่าการทำสิ่งที่ได้รับมอบหมายสำเร็จเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยม แต่คนที่รู้สึกมากเกินไปว่าต้องรับผิดชอบทำให้สำเร็จให้ได้ และรบกวนคนอื่นไม่ได้มีแนวโน้มว่า จะเข้มงวดกับตัวเองมากเกินจำเป็น

ไม่ว่าเรื่องอะไรคนเหล่านั้นก็จะคิดว่า ต้องทำด้วยตัวเอง ผลลัพธ์ก็คือร่างกายกับจิตใจแบกภาระหนักอึ้ง ในที่สุดก็มีหลายสิ่งที่จัดการไม่ได้ เนื่องจากปัญหาด้านเวลา ร่างกาย และจิตใจ อย่างไรก็ตาม หากยังมีชีวิตก็ย่อมมีเรื่องที่ตัวเองรับผิดชอบแล้วทำไม่สำเร็จ และเรื่องที่ต้องรบกวนคนอื่นอย่างแน่นอน ที่จริงมอบหมายเรื่องที่ค้างทำไว้ เรื่องที่ทำให้ตัวเองไม่ได้ และเรื่องที่เกินกำลังของตัวเองให้คนอื่นทำ หรือปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติและโชคชะตาได้

คนที่รับผิดชอบสูงและคนที่รู้สึกว่าไม่อยากรบกวนคนอื่น จำเป็นต้องเตรียมใจที่จะพึ่งพาคนอื่นที่ช่วยทำสิ่งต่าง ๆ ด้วย แต่ในระหว่างที่ทบทวน และจัดระเบียบความคิดก็จะตระหนักได้ว่า อันที่จริงในบรรดาสิ่งต่าง ๆ ที่ต้องทำมีหลายสิ่งที่พึ่งพาคนอื่นให้ช่วยทำได้ ความรู้สึกเสียใจภายหลังเพราะยังมีเรื่องค้างคาจะหายไป เมื่อฝากคนอื่นให้ช่วยสานต่อ คนเรามักตำหนิตัวเองที่ไม่สามารถทำสิ่งที่ควรทำได้ หากติดอยู่กับความคิดที่ว่าต้องทำ ให้ลองคิดว่าจะเป็นอย่างไรถ้าอีก 1 ปีจะต้องตาย แล้วจะรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่จำเป็นต้องทำจริง ๆ และถ้ามีเรื่องที่จำเป็นต้องทำแต่ทำเองไม่ได้ ก็ฝากคนอื่นให้ช่วยสานต่อแทน

  1. เจอความเป็นตัวของตัวเองแล้วหรือยัง

คนเรามักจะพูดว่า ความเป็นตัวของตัวเอง หรือการใช้ชีวิตในแบบของตัวเองอยู่เสมอ แต่แทบไม่มีคนที่นิยามอย่างชัดเจนว่า ความเป็นตัวของตัวเองที่แท้จริงนั้นคืออะไร เหนือสิ่งอื่นใดก็คือคนเราใช้ชีวิตด้วยตัวเองคนเดียวไม่ได้หรอก ต้องมีความสัมพันธ์กับคนอื่นและเข้าสังคม การมีตัวตนจึงขึ้นอยู่กับคนอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย บางคนเมื่ออยู่ต่อหน้าครอบครัวเป็นแบบหนึ่ง เมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่นก็เป็นแบบหนึ่ง เมื่ออยู่ต่อหน้าหัวหน้าบริษัทก็เป็นอีกแบบหนึ่ง และเมื่ออยู่ต่อหน้าเพื่อนสนิทก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงราวกับเป็นคนละคน

จริงอยู่ที่บางคนนิสัยจะเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น ตอนที่รู้สึกดี ตอนที่รู้สึกแย่ ตอนที่ทำสิ่งที่ถนัด หรือตอนที่ทำสิ่งที่ไม่ถนัด การเป็นตัวของตัวเองนั้นจึงไม่ใช่แค่การได้อยู่ในสถานการณ์ที่ผ่อนคลายและรู้สึกดี ไม่ใช่การได้แสดงความคิดของตัวเองออกมา และไม่ใช่การได้ใช้ชีวิตตามใจตัวเองเสมอไป อันที่จริงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นตอนที่รู้สึกประหม่าจนตัวเกร็ง ตอนที่รู้สึกแย่ ตอนที่รู้สึกทุกข์ใจ หรือตอนที่รู้สึกเกรงใจและต้องอดทน คนเราล้วนเป็นตัวของตัวเอง

มีความเป็นไปได้ว่าเมื่อคนส่วนใหญ่บอกว่า อยากเป็นตัวของตัวเอง อาจเกิดจากความรู้สึกไม่ชอบตัวเองที่เป็นอยู่ในตอนนี้ หรือไม่อยากใช้ชีวิตแบบที่ผ่านมา เมื่อสิ่งที่อยู่แตกต่างจากสิ่งที่อยากจะเป็น หากอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น และคิดว่าการใช้ชีวิตให้สนุกขึ้นอีกนิด ให้ลองเปลี่ยนเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวัน และเพิ่มเวลาสำหรับตัวเองให้มากขึ้นทีละนิด คนเราใช้ชีวิตโดยเผชิญกับการเลือกอยู่เสมอ ไล่ตั้งแต่เรื่องเล็ก เช่น มื้อเช้าจะกินอะไร ไปจนถึงเรื่องใหญ่ เช่น จะแต่งงานกับใคร

อาจกล่าวได้ว่า ผลของการเลือกเหล่านั้นคือ สิ่งที่สร้างความเป็นตัวของตัวเอง และชีวิตของคน ๆ นั้น หลังจากนี้ให้ลองเลือกโดยคิดไตร่ตรองดูว่า ตอนนี้อยากทำอะไรโดยไม่ต้องคิดถึงคนอื่นเมื่ออยู่คนเดียว เมื่อรู้แล้วว่าตอนนี้อยากทำอะไรก็ให้เลือกทำสิ่งนั้น เมื่อทำสิ่งนั้นไปเรื่อย ๆ ก็จะเริ่มเข้าใจแจ่มแจ้งว่าตัวเองต้องการอะไร และตอบสนองความต้องการของตัวเองได้อย่างเต็มที่ ทั้งยังสนุกกับการเพิ่มเวลาสำหรับตัวเองให้มากขึ้นด้วย

เลิกเกรงใจมากเกินไป และเลิกอดทนมากเกินไป การเป็นตัวของตัวเองไม่ได้หมายถึงแค่ตอนที่ได้เป็นตัวเอง ในแบบที่ดีที่สุดหรือแบบที่อยากจะเป็น แต่ทุกสิ่งในชีวิต รวมไปถึงสิ่งที่ไม่ชอบเกี่ยวกับตัวเอง ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนที่แท้จริง หากรู้สึกว่าตัวเองเกรงใจและอดทนมากเกินไปจนทุกข์ใจ ก็ลองเพิ่มเวลาสำหรับตัวเองให้มากขึ้นทีละนิด

  1. ใช้เวลาอยู่กับครอบครัวและเพื่อนมากพอหรือเปล่า

ตอนที่ร่างกายแข็งแรงก็สนุกกับงาน และทำงานอย่างขยันขันแข็ง อีกทั้งยังทุ่มเทมากจนไม่ได้ดูแลครอบครัว แม้ว่าเป็นวันหยุด แต่ส่วนใหญ่ก็เดินทางไปทำงานที่อื่น หรือไม่ก็ไปตีกอล์ฟดูแลลูกค้าอยู่บ่อย ๆ จึงไม่ค่อยมีเวลาอยู่กับครอบครัว ทว่าหลังเกษียณจากการทำงาน อายุก็เพิ่มขึ้นและเริ่มเคลื่อนไหวร่างกายลำบาก พอช่วงสุดท้ายของชีวิตใกล้เข้ามา สิ่งที่ให้คุณค่าก็เริ่มเปลี่ยนไป และรู้สึกว่าสิ่งที่ตัวเองได้ทำในชีวิตที่ผ่านมานั้นเปล่าประโยชน์ อีกทั้งเริ่มมองเห็นสิ่งที่สำคัญจริง ๆ สำหรับตัวเอง

มีคนจำนวนไม่น้อยที่ตระหนัก และรู้สึกเสียใจภายหลังว่า ตายไปก็เอาเงิน ตำแหน่ง และชื่อเสียงไปด้วยไม่ได้ พอป่วยจนทำงานไม่ได้ คนที่คอยเข้ามาดูแลใกล้ ๆ จนถึงช่วงสุดท้ายของชีวิตก็มีแค่ครอบครัว ถ้าตระหนักได้ว่าอยากใช้เวลาอยู่กับครอบครัวและเพื่อนรัก ก็ควรเริ่มใช้ชีวิตเช่นนั้นตั้งแต่วันนี้ เมื่อความคิดเริ่มเปลี่ยนการกระทำก็จะเปลี่ยนตาม และการบริหารเวลาก็จะเปลี่ยนไปด้วย เวลาที่คิดถึงจุดจบของชีวิต หรือเวลารู้สึกทุกข์ใจ ให้ลองคิดดูว่าอะไรคือสิ่งที่อยากให้ความสำคัญ สิ่งนั้นแหละที่จะช่วยค้ำจุนจิตใจ ฉะนั้น ถ้าตอนนี้รู้แล้วว่าอะไรคือสิ่งที่อยากให้ความสำคัญจริง ๆ ก็ถือว่าโชคดีมาก หลังจากนี้จะได้เจอกับคนสำคัญอีกสักกี่ครั้ง แต่ในระหว่างที่มีชีวิตอยู่ ถ้าได้ใช้เวลาอยู่กับคนสำคัญมากพอ แม้ว่าอาจจะเป็นฝ่ายที่ถูกทิ้งให้อยู่ต่อ แต่ก็ยังรู้สึกอุ่นใจว่า อยากใช้ชีวิตต่อไปด้วยความรู้สึกขอบคุณ

  1. รู้สึกโดดเดี่ยวหรือเปล่า

ในบางช่วงเวลาคนเราก็รู้สึกโดดเดี่ยวขึ้นมา เมื่อคนโสดที่ใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน ได้ลองจินตนาการถึงช่วงสุดท้ายของชีวิต ก็จะรู้สึกเหงาอ้างว้างว่าไม่มีทั้งครอบครัวและคู่ชีวิตเลย ต้องจากโลกนี้ไปเพียงลำพัง หากคนเราจากโลกนี้ไปโดยมีครอบครัวที่รักล้อมรอบก็คงจะมีความสุข แต่ไม่ได้จะบอกว่าทุกคนควรมีครอบครัวหรือคู่ชีวิต เพราะแต่ละคนใช้ชีวิตและมีความคิดที่แตกต่างกัน แม้ว่าบางคนจะมีครอบครัวหรือคู่ชีวิตแต่อาจไม่เข้าใจกัน หรือคู่ชีวิตจากโลกนี้ไปก่อนทำให้รู้สึกโดดเดี่ยวขึ้นมาได้อยู่ดี ไม่ว่าจะเป็นคนโสด คนที่มีครอบครัว หรือคนที่มีคู่ชีวิตก็ล้วนมีโอกาสรู้สึกโดดเดี่ยวในบางช่วงเวลาของชีวิต

สิ่งที่ค้ำจุนจิตใจนั้นไม่ได้มีแค่ครอบครัวหรือคู่ชีวิต บางคนไม่มีครอบครัวแต่ไม่รู้สึกเหงา เพราะมีเพื่อนที่ไว้วางใจได้ อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าทุกคนจะพบเจอเพื่อนที่ไว้วางใจได้ และไม่ใช่ว่าจะได้อยู่กับเพื่อนที่ตัวเองไว้วางใจ ในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตเสมอไป วิธีจัดการกับความรู้สึกโดดเดี่ยว ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งสำหรับทุกคน วิธีหนึ่งที่สามารถทำได้ก็คือ การเปลี่ยนมอง อาร์ทัวร์ โซเปเฮาเออร์ นักปรัชญาชาวเยอรมันเคยกล่าวไว้ว่า ความโดดเดี่ยวคือชะตากรรมของคนที่มีจิตวิญญาณอันล้ำเลิศ และตราบใดที่คนเราอยู่อย่างโดดเดี่ยว ก็จะสามารถเป็นตัวของตัวเองได้

หากอยากจะลองเอามาปรับใช้ก็เช่น พออยู่คนเดียวก็มีอิสระจะทำอะไรก็ได้ หรือพออยู่คนเดียวก็ใช้ชีวิตในแบบของตัวเองได้ นี่คือการเปลี่ยนมุมมองของตัวเอง ที่มีต่อความโดดเดี่ยวให้เป็นมุมมองในแง่บวก หากเพลิดเพลินไปกับความโดดเดี่ยวได้ แม้ว่าชีวิตหลังจากนี้จะเกิดความทุกข์ใจจากการจากลา แต่จะข้ามผ่านมันไปได้อย่างแน่นอน การจะเปลี่ยนมุมมองได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับลักษณะนิสัย และสิ่งที่ให้คุณค่า

คนแต่ละคนมีลักษณะนิสัย และสิ่งที่ให้คุณค่าแตกต่างกัน ทั้งยังพบเจอเหตุการณ์ในชีวิตไม่เหมือนกัน ทว่าสิ่งที่ค้ำจุนจิตใจในเวลาที่รู้สึกโดดเดี่ยว ไม่ได้มีแค่คนที่ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น การเชื่อมโยงจิตใจกับธรรมชาติหรือคนและสัตว์เลี้ยงที่เสียชีวิตไปแล้ว ก็ช่วยบรรเทาความรู้สึกโดดเดี่ยวให้ได้ หากรู้สึกทุกข์ใจอย่างหนักหรือรู้สึกโดดเดี่ยว ลองหันไปมองธรรมชาติ แม้ว่าใน 2-3 ครั้งแรกอาจไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่หากใช้ชีวิตโดยใส่ใจมองธรรมชาติรอบตัวทุกวันสัก 1 สัปดาห์ น่าจะรู้สึกเชื่อมโยงกับธรรมชาติมากขึ้น และมุมมองที่มีต่อชีวิตจะเปลี่ยนไปทีละนิด การที่คนเรารู้สึกได้ว่าตัวเองเชื่อมโยงกับบางสิ่ง แล้วรู้สึกว่าสิ่งนั้นคอยเฝ้ามองอยู่ จะช่วยค้ำจุนจิตใจและช่วยเยียวยาความรู้สึกโดดเดี่ยวได้

บทที่ 3

งานเรื่องที่ภูมิใจและความฝัน

  1. ตอนนี้พึงพอใจในงานและวิธีการทำงานของตัวเองหรือยัง

เวลาที่มีสุขภาพแข็งแรงและทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี มักยึดติดกับความสุขของตัวเองคนเดียว ความสุขที่มองเห็นได้ด้วยตา และความสุขที่จับต้องได้ ทว่าความสุขในลักษณะนี้มีขีดจำกัด ความสุขคนเดียวไม่สามารถแบ่งปันให้กับคนจำนวนมากได้ ไม่ว่าจะเป็นเงิน ตำแหน่ง หรือชื่อเสียง เมื่อได้มันมาแล้วย่อมเกิดความรู้สึกกลัวที่จะสูญเสียอย่างแน่นอน นอกจากนี้ความสุขคนเดียวยังทำให้จิตใจไม่สงบ เพราะต้องแก่งแย่งชิงดีกับคนอื่นอยู่ตลอดเวลา แถมบางครั้งยังต้องแข่งขันเพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกเหนือกว่า ซึ่งการเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น มักเป็นต้นเหตุที่ทำให้ต้องกังวลใจ

ในทางกลับกัน ถ้าเลิกยึดติดกับความสุขคนเดียว ก็จะมีความสุขที่มั่นคงมากยิ่งขึ้น เพราะเมื่อรู้สึกว่าความสุขของคนอื่นคือ ความสุขของตัวเอง ประมาณความสุขก็จะเพิ่มขึ้นตามปริมาณคนที่มีความสุข ถ้าทำให้คนอื่นมีความสุข และรู้สึกว่าความสุขของคนอื่นคือ ความสุขของตัวเองได้ ก็จะมีสิ่งค้ำจุนจิตใจแม้จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากก็ตาม ดังนั้น เวลาที่รู้สึกสงสัยว่า วิธีการทำงานของตัวเองในตอนนี้ดีแล้วหรือยัง หรือทำงานนี้ต่อไปดีไหม จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะได้คิดทบทวนดูว่างาน และวิธีการทำงานของตัวเองเชื่อมโยงกับความสุขของใครบ้างไหม ถ้ารู้สึกว่ามันเชื่อมโยงกับความสุขของใครสักคน เชื่อว่าจะมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น และมีความสุขกับการทำงานมากกว่าที่เคยอย่างแน่นอน

  1. กำลังรู้สึกว่าความพยายามที่ผ่านมาสูญเปล่าอยู่หรือไม่

ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น มันก็เป็นคำพูดที่ดีจริง ๆ ความคิดที่ว่าพรสวรรค์ที่มีติดตัวมาตั้งแต่เกิด ไม่ได้ช่วยให้ประสบความสำเร็จเสมอไป หรือถ้ามีความพยายามไม่ว่าความฝัน หรือเรื่องอะไรก็สามารถทำให้เป็นจริงได้ คือสิ่งที่ทำให้มีกำลังใจในการก้าวต่อไปข้างหน้า อย่างไรก็ตาม คำพูดนี้ทำให้ผิดหวังหรือสิ้นหวังได้ด้วยเช่นกัน พูดง่าย ๆ ก็คือคนเราจะรู้สึกเศร้าเสียใจ เมื่อความพยายามของตัวเองสูญเปล่า มากกว่าจะเศร้าเสียใจที่ยังไม่ได้พยายามทำอะไรเลย

โลกเราเต็มไปด้วยเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล ใช่ว่าความพยายามจะให้ผลลัพธ์ที่ดีเสมอไป ถ้าเอาแต่คิดว่าความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น ก็อาจจะต้องรู้สึกทุกข์ใจ หากผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่คิดเอาไว้ อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดี แต่ความจริงที่ว่าได้พยายามแล้วก็ยังไม่หายไปไหน ในระหว่างที่พยายามย่อมได้เรียนรู้อะไรบางอย่าง ถ้าสามารถถ่ายทอดสิ่งที่ตัวเองเรียนรู้มาให้กับคนอื่นได้ ก็อาจทำให้ใครสักคนมีความสุข แม้บางครั้งความพยายามจะไม่ให้ผลลัพธ์ที่ดี แต่มันไม่มีทางสูญเปล่าอย่างแน่นอน

  1. อะไรคือเรื่องที่ภูมิใจที่สุดในชีวิต

เมื่อลองคิดว่าถ้าอีก 1 ปีจะต้องตาย หลายคนจะหวนนึกถึงสิ่งที่ได้ทำมา และมองหาความหมายที่ตัวเองมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ บางคนอาจจะรู้สึกว่า ไม่ได้ทำงานยิ่งใหญ่อะไร แถมเรื่องที่ภูมิใจก็ไม่มี ไม่เห็นจะมีอะไรดี ๆ เกิดขึ้นในชีวิตเลย ก่อนจะด่วนสรุปเช่นนี้ ลองมองย้อนกลับไปมองชีวิตที่ผ่านมาของตัวเองอย่างละเอียดดูอีกครั้งหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นชีวิตของใครก็ย่อมมีเรื่องราวน่าตื่นตาตื่นใจเหมือนกับในละคร อาจเพราะเรื่องราวเหล่านั้นใกล้ตัวมากเกินไป จึงมักคิดว่ามันเป็นเรื่องน่าเบื่อหรือเรื่องธรรมดา

แต่เมื่อได้ลองพิจารณาดูดี ๆ ก็จะพบว่า มันไม่ได้เป็นเรื่องน่าเบื่อหรือเรื่องธรรมดาเลยสักนิด โดยปกติสังคมจะสนใจแต่คนที่มีบทบาทโดดเด่น เช่น บุคคลสำคัญเพียงไม่กี่คนที่มีชื่ออยู่ในหนังสือเรียนประวัติศาสตร์ แต่มันไม่ได้หมายความว่า ชีวิตมีคุณค่าน้อยกว่าชีวิตของคนเหล่านั้น และต่อให้คนอื่นจะประเมินคุณค่าชีวิตอย่างไร มันก็ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ว่า คิดอย่างไรกับชีวิตของตัวเอง หรือรู้สึกพึงพอใจกับชีวิตของตัวเองมากน้อยแค่ไหน

สำหรับคนที่คิดว่าชีวิตไม่มีอะไรดี หรือชีวิตไม่มีค่าอะไร อยากให้ลองนึกถึงเรื่องที่รู้สึกภูมิใจ หรือเรื่องที่ทำสำเร็จได้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ต่อให้เป็นเพียงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ไม่เป็นไร เรื่องที่เคยพยายามและเรื่องที่คิดว่ามีคุณค่าสำหรับตัวเอง คือเรื่องสำคัญที่จะทำให้ชีวิตสดใสยิ่งขึ้น เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความตาย ก็จะเข้าใจถึงความงามของชีวิต เมื่อช่วงสุดท้ายของชีวิตใกล้เข้ามา หลายคนจะเริ่มยอมรับตัวเอง และความเป็นไปในชีวิตของตัวเอง แม้แต่คนที่คิดว่าชีวิตไม่มีอะไรดี หรือชีวิตไม่มีค่า ถ้าได้ลองย้อนกลับไปมองชีวิตที่ผ่านมาของตัวเอง ก็จะตระหนักได้ถึงความงดงามของชีวิต และเข้าใจถึงความหมายในการมีชีวิตของตัวเอง

  1. ลองวาดฝันถึงอนาคตของตัวเองหรือยัง

โดยปกติอาจไม่รู้ตัว แต่คนเรามักมีความคิด จินตนาการ และวาดฝันถึงชีวิตในอนาคตอยู่เสมอ ไม่รู้ว่าความคิดเช่นนี้สามารถค้ำจุนจิตใจได้มากน้อยแค่ไหน แต่ในทางกลับกัน ถ้าไม่มีความหวังหรือความฝันต่อชีวิตในอนาคตเลย ก็คงหมดกำลังใจที่จะใช้ชีวิตในปัจจุบันให้ดี สมมุติว่าพยายามทำงานหนักมาก แต่กลับไม่มีวี่แววว่าเงินเดือนจะเพิ่มขึ้น หรือเริ่มรู้สึกว่างานนั้นไม่คุ้มค่าพอให้ลงแรงทำ คิดว่าตัวเองจะยังมีกำลังใจทำงานต่อไหม

มันก็เหมือนกับกรณีของคนที่รู้ว่า ตัวเองมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน มีหลายคนที่พอรู้อย่างนั้นแล้ว ก็เริ่มมองไม่เห็นความหมายของการมีชีวิตในปัจจุบัน สุดท้ายจึงหมดกำลังใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปในอนาคต แม้คนเราจะต้องเผชิญกับความทุกข์จากความตาย แต่ความตายไม่อาจพรากอิสระในการวาดฝันถึงอนาคตไปได้ ยิ่งใช้ชีวิตในปัจจุบันได้ดีเท่าไหร่ ก็ยิ่งวาดฝันถึงอนาคตได้ไม่รู้จบ การวาดฝันถึงอนาคตคือความสามารถที่ทุกคนล้วนมีอยู่ในตัว ไม่ว่าใครก็มีอิสระและสิทธิในการวาดฝันถึงอนาคตนั่นถือเป็นสิ่งสำคัญจนจิตใจที่ช่วยให้สามารถใช้ชีวิตต่อไปได้ ทุกคนมีอิสระในการวาดฝันถึงอนาคต นั่นถือเป็นสิ่งค้ำจุนจิตใจที่ช่วยให้สามารถใช้ชีวิตต่อไปได้

ซึ่งการวาดฝันถึงอนาคตนั้น เป็นความสามารถที่ล้วนมีอยู่ในตัว ทุกคนมีอิสระและสิทธิในการทำแบบนั้นได้ทุกเมื่อ ถ้าไม่มีความหวังหรือความฝันในอนาคตเลย ก็จะใช้ชีวิตโดยไม่ให้ความสำคัญกับปัจจุบัน ในทางกลับกัน ถ้ารู้จักวาดฝันถึงอนาคต ไม่ว่าจะในตอนที่มีสุขภาพแข็งแรง หรือตอนที่ต้องเผชิญกับความเจ็บป่วยและความตาย ก็จะมีสิ่งค้ำจุนจิตใจที่ช่วยให้สามารถใช้ชีวิตต่อไปได้

บทที่ 4

วิธีใช้ชีวิตให้เต็มที่กว่าเดิม

  1. ทำอย่างไรถึงจะรู้ว่าโชคดีที่ยังมีชีวิตอยู่

ชีวิตคนเราไม่ได้มีแต่ช่วงเวลาดี ๆ เท่านั้น ในเมื่อมีช่วงเวลาที่สนุกสนานช่วงเวลาที่ดีใจ และช่วงเวลาที่มีความสุข ก็ย่อมมีช่วงเวลาที่เสียใจ ช่วงเวลาที่ทุกข์ทรมาน และช่วงเวลาที่ผิดหวังด้วยเช่นกัน ในช่วงเวลาที่รู้สึกแย่ สิ่งค้ำจุนจิตใจย่อมจะแตกต่างกันไปตามแต่ละคน หรือตามแต่ละสถานการณ์ สำหรับคนที่รู้สึกทุกข์ใจในเรื่องงาน ความรักจากคนรอบข้าง หรืองานอดิเรกที่ตัวเองชื่นชอบ อาจจะเป็นสิ่งค้ำจุนจิตใจของเขา

ในทางกลับกัน สำหรับคนที่ต้องสูญเสียคนสำคัญในชีวิต งานอาจจะไกลเป็นสิ่งค้ำจุนชีวิตของเขาไปแทน เวลาที่สูญเสียเป้าหมายในชีวิต หรือมองไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง ตัวตนในอดีตอาจช่วยตัวเองในปัจจุบัน ให้หลุดพ้นจากความสิ้นหวังได้ บางครั้งการยอมรับแต่โดยดีว่า ตัวเองกำลังเจ็บป่วยหรืออ่อนแอก็ทำให้รู้สึกสบายใจขึ้น แต่สำหรับผู้ป่วยการคิดอยู่เสมอว่า ไม่มีทางแพ้ต่างหากที่เป็นสิ่งค้ำจุนจิตใจ

อีกหลายคนเช่นกัน ที่นึกถึงเรื่องราวในอดีตแล้วตระหนักได้ถึงความหมายของการมีชีวิต หรือเริ่มมองเห็นคุณค่าในตัวเองขึ้นมา จริงอยู่ที่อาจหลงลืมเรื่องราวในอดีตไปบ้าง แต่ถ้าได้ลองหวนนึกถึงความทรงจำของตัวเองดูดี ๆ จะต้องหาภาพตัวเองตอนที่เคยสดใส และมีชีวิตชีวาเจออย่างแน่นอน ภาพตัวเองตอนที่รู้สึกว่าได้รับความรักจากพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย คนรักหรือลูก ภาพตัวเองตอนที่รู้สึกมีความสุขกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างเรื่องงาน เรื่องเรียน หรือเรื่องงานอดิเรก ภาพตัวเองตอนที่รู้สึกประทับใจ เมื่อได้สัมผัสกับความสวยงามของธรรมชาติ หรือได้อ่านหนังสือดี ๆ สักเล่ม จะเป็นภาพความทรงจำไหนก็ได้ ขอแค่รู้สึกดีกับมันก็พอ ถ้าความทรงจำดี ๆ ที่มีอาจจะกลายเป็นสิ่งค้ำจุนจิตใจในเวลาที่รู้สึกเศร้า และทำให้รู้สึกว่าโชคดีที่ยังมีชีวิตอยู่

  1. มีเรื่องทุกข์ใจและเรื่องที่ทำให้กังวลหรือเปล่า

ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ คนเราย่อมต้องเผชิญกับความทุกข์ใจในเรื่องต่าง ๆ เช่น ทุกข์ใจที่ไม่ได้ของที่ต้องการ ทุกข์ใจที่สูญเสียสิ่งสำคัญหรือไม่ก็คนสำคัญไป และทุกข์ใจที่เจ็บป่วย แม้แต่คนที่เกิดมาในครอบครัวที่เพียบพร้อม ก็ต้องมีเรื่องทุกข์ใจอย่างแน่นอน หลายคนคงคิดว่าอยากมีชีวิตอยู่โดยไม่ต้องทุกข์ใจ หรืออยากทำให้ความทุกข์ใจหายไปจากชีวิต ความทุกข์ใจมักเกิดจากการที่ความเป็นจริงไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ ในทำนองว่าถ้าเป็นแบบนั้นก็คงจะดี

ดังนั้น วิธีแก้ไขจึงเป็นการพยายามทำให้สิ่งที่คาดหวังไว้กลายเป็นจริงขึ้นมา แต่หากเห็นว่าเป็นเรื่องยาก ก็อาจจะปรับสิ่งที่คาดหวังให้เข้าใกล้ความเป็นจริงมากขึ้นแทน ตัวอย่างเช่น ถ้ามีอายุมากขึ้นและกังวลเรื่องการเสื่อมสมรรถภาพของร่างกาย ก็ต้องพยายามดูแลร่างกายให้แข็งแรง โดยกินอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หรือไม่ก็เปลี่ยนไปใช้ชีวิตในแบบที่ไม่ทำให้ร่างกายทำงานหนักมากจนเกินไป พูดง่าย ๆ ว่าการทำให้สิ่งที่คาดหวังไว้เข้าใกล้ความเป็นจริงมากขึ้นคือ วิธีที่ช่วยกำจัดความทุกข์ใจออกไปจากชีวิต

อย่างไรก็ตาม มีความทุกข์ใจบางเรื่องที่ไม่สามารถกำจัดออกไปได้ ด้วยความสามารถของตัวเองนั้นคือ ความทุกข์ใจจากการสูญเสียคนสำคัญในชีวิตไป เพราะไม่มีวิธีไหนที่จะนำคนที่จากโลกนี้ไปแล้วกลับคืนมาได้ ไม่มีวิธีที่สามารถช่วยให้กำจัดความทุกข์ใจออกไปได้อย่างสิ้นเชิง แต่คนเราย่อมได้เรียนรู้อะไรบางอย่างจากความทุกข์ใจ ชีวิตก็เหมือนกับการมองงานปักที่สวยงามจากด้านหลัง เมื่อใดที่มองงานปักจากด้านหลัง ย่อมไม่รู้ว่ามันมีหน้าตาอย่างไร และมองไม่เห็นถึงความสวยงามของมัน

ในทางกลับกัน หากมองงานปักจากด้านหน้า ก็จะได้รู้ว่ามันมีหน้าตาอย่างไร และได้เชยชมความสวยงามของมันได้ ในทำนองเดียวกัน เมื่อจมอยู่กับความทุกข์ใจ คนส่วนใหญ่จะคิดว่าทำไมต้องทุกข์ใจแบบนี้ด้วย แต่หากได้ลองย้อนกลับไปมองอีกครั้งหนึ่ง หลังจากผ่านความทุกข์ใจนั้นมาแล้ว ก็จะเข้าใจว่าคนเราไม่จำเป็นต้องทุกข์ใจ เพื่อที่จะได้ตระหนักถึงสิ่งสำคัญในชีวิต อาจพูดได้ว่าความทุกข์ใจในเรื่องต่าง ๆ จะช่วยถักทองานปักที่เรียกว่าชีวิต ซึ่งมีเพียงชิ้นเดียวในโลกขึ้นมา

ถ้าทำได้ไม่ว่าใครก็คงอยากหนีไปให้พ้นจากความทุกข์ใจทั้งนั้น แต่บางครั้งความทุกข์ใจก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิต เพราะการเผชิญกับความทุกข์ใจคือ หนทางที่จะทำให้เข้มแข็งขึ้น และพบเจอกับความสุขที่แท้จริง ยิ่งเผชิญกับความทุกข์ใจ และความกังวลมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเติบโตมากขึ้นเท่านั้น มีความทุกข์ใจและความกังวลในบางเรื่องที่ไม่สามารถกำจัดออกไปได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นความทุกข์ใจในเรื่องอะไรก็ตาม ย่อมได้เรียนรู้บางสิ่งจากมัน การเผชิญกับความทุกข์ใจและความกังวล จะทำให้ตระหนักถึงสิ่งสำคัญในชีวิต และเมื่อตระหนักได้ถึงสิ่งสำคัญเหล่านั้นแล้ว ก็จะเข้มแข็งขึ้นและพบเจอกับความสุขที่แท้จริง

  1. กดดันตัวเองมากเกินไปหรือเปล่า

คนเรามักรู้สึกกดดันเพราะมีสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวัน โดยปกติสิ่งที่ต้องทำมีอยู่มากมายนับไม่ถ้วน แม้แต่สิ่งที่อยากทำเมื่อเพิ่มเข้าไปในแผนแล้ว ไม่ได้ทำสักทีก็จะกลายเป็นสิ่งที่ต้องทำในที่สุดการมีสิ่งที่ต้องทำเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ทุกข์ใจ เมื่อไม่สามารถจัดการกับสิ่งที่ต้องทำได้ตามแผน ก็จะตำหนิตัวเองว่า บริหารเวลาไม่เก่ง และพอต้องจัดการกับสิ่งที่ต้องทำที่คั่งค้างอยู่ให้เรียบร้อย ก็จะไม่มีเวลาว่างไปสนุกกับชีวิต จริง ๆ แล้วคนที่เป็นแบบนี้มีอยู่เยอะมาก หากเป็นคนที่สนุกกับชีวิตไม่ได้ เพราะมีสิ่งที่ต้องทำ หรือเป็นคนที่ทุกข์ใจเวลาที่คิดว่าต้องทำอะไรบางอย่าง อยากให้ลองคิดเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องทำไปทีละอย่างว่า อีก 1 ปีจะต้องตาย จะเริ่มมองเห็นสิ่งที่จำเป็นจริง ๆ สำหรับตัวเองในตอนนี้ และสามารถตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปจากชีวิตได้

  1. กำลังคิดว่าตัวเองไม่ได้ใช้ชีวิตตามที่ต้องการอยู่หรือเปล่า

ชีวิตมักไม่เป็นไปตามที่คิดเอาไว้ ในการใช้ชีวิตและการทำงาน ล้วนแล้วแต่มีสถานการณ์ที่จำเป็นต้องเลือก ทางใดทางหนึ่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครเลือกสิ่งที่ไม่ดีสำหรับตัวเองอย่างแน่นอน ทุกคนย่อมเลือกสิ่งที่ตัวเองคิดว่าดีที่สุดเสมอ แม้แต่คนที่บอกว่าหางานแล้วแต่แทบไม่มีบริษัทไหนสนใจรับเข้าทำงาน เห็นมีรับอยู่ที่เดียวก็เลยเลือกไปทำงานที่นั่น อย่างน้อย ๆ เขาก็ต้องคิดแล้วว่า มันเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับตัวเองในตอนนั้น

จึงเรียกได้ว่าชีวิตในปัจจุบัน คือผลลัพธ์ซึ่งเกิดจากการเลือก ตัวเลือกที่ดีที่สุดครั้งแล้วครั้งเล่าในอดีตนั่นเอง เพราะว่าตอนที่ยังสุขภาพแข็งแรงมาก ไม่ตระหนักถึงความจริงข้อนี้กันเสียเท่าไหร่ กว่าจะคิดได้ว่ามีอิสระในการเลือกอยู่เสมอ ก็เป็นตอนที่ป่วยไข้หรือตอนที่ชีวิตใกล้จะถึงจุดจบเต็มที ตอนที่มีสุขภาพแข็งแรง สามารถไปไหนก็ได้ด้วยขาของตัวเอง และสามารถกินอาหารที่อยากกินได้ในจำนวนเงินที่ตัวเองมี

ในทางกลับกัน เมื่อป่วยและขยับร่างกายไม่ได้ การไปร้านสะดวกซื้อที่อยู่ฝั่งตรงข้าม หรือการไปเข้าห้องน้ำด้วยตัวเองก็จะกลายเป็นเรื่องยากขึ้นมาทันที บางคนอาจลำบากถึงขั้นต้องพึ่งพาการให้อาหารทางสายยาง เพราะไม่สามารถกินอาหารทางปากได้ สุดท้ายทุกคนก็จะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า อยากเลือกสิ่งที่ตัวเองชอบได้อย่างอิสระเหมือนเมื่อก่อน ความจริงแล้วคนเรามีอิสระในการเลือกอยู่เสมอ อย่างผู้ป่วยที่ไปเข้าห้องน้ำด้วยตัวเองไม่ได้ เขาก็สามารถเลือกได้ว่าจะใช้ผ้าอ้อม ใช้ห้องน้ำพกพา หรือใช้สายสวนปัสสาวะ ส่วนผู้ป่วยที่ขยับร่างกายไม่ได้ เขาก็สามารถเลือกได้ว่าจะให้ใครช่วยดูแล สามารถเลือกตัวเลือกที่ดีที่สุดได้เสมอ จนกว่าจะถึงวันที่ต้องจากโลกนี้ไป

สำหรับคนที่คิดว่าตัวเองไม่ได้ใช้ชีวิตตามที่ต้องการ อยากให้ลองหันกลับไปมองสิ่งที่ตัวเองเคยเลือกในชีวิตประจำวันดู แล้วจะพบว่าที่ผ่านมาตัวเองสามารถเลือกสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างอิสระ ซึ่งการตระหนักในเรื่องนี้ จะทำให้สามารถยอมรับความเป็นไปในชีวิตของตัวเองได้ และอยากเลือกสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตอย่างตั้งใจ ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป

  1. ได้ยินเสียงหัวใจตัวเองไหม

สิ่งที่ควรให้ความสำคัญมากที่สุดในการใช้ชีวิต สิ่งนั้นคือการใช้ชีวิตโดยซื่อตรงต่อความรู้สึกของตัวเองอยู่เสมอและการเคารพตัวเอง เมื่อใช้ชีวิตโดยซื่อตรงต่อความรู้สึกของตัวเองอยู่เสมอ คนเราก็จะเดินไปบนเส้นทางที่ถูกที่ควร และสามารถใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการได้ ซึ่งในท้ายที่สุด มันจะทำให้กลายเป็นคนที่เขารู้ตัวเอง

ความคิดสื่อไปไม่ถึงคนอื่นแม้แต่น้อย ความฝันไม่เป็นจริงเลยสักเรื่อง ไม่มีอิสระในการเลือกและการกระทำสักอย่าง สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดกับคนที่ไม่เคารพตัวเอง ซึ่งส่งผลให้พวกเขาไม่สามารถใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการได้ การไม่เคารพตัวเองมีค่าเท่ากับการปฏิเสธตัวตนของตัวเอง น่ากลัวว่าหากใช้ชีวิตต่อไปทั้งอย่างนั้น ก็อาจเสียสุขภาพจิตได้ในสักวันหนึ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้ตกอยู่ในสภาพดังกล่าว สิ่งที่ควรทำคือการฟัง และทำตามเสียงหัวใจตัวเอง

ถ้าทำตามเสียงหัวใจตัวเองอยู่เสมอ ก็จะไม่รู้สึกเสียใจภายหลัง และเมื่อถึงช่วงสุดท้ายของชีวิต ก็จะคิดได้ว่าโชคดีที่มีชีวิตอยู่มาจนถึงตอนนี้ อย่างไรก็ตาม บางคนอาจจะไม่เข้าใจความรู้สึกของตัวเองตั้งแต่แรก เพราะความรู้สึกของคนเราเป็นสิ่งซับซ้อน การเข้าใจความรู้สึกที่แท้จริงของใครสักคนไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะบางครั้งแม้แต่เจ้าตัวเอง ก็ยังไม่เข้าใจความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองเช่นกัน

สำหรับคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร แนะนำให้ลองย้อนกลับไปมองชีวิตที่ผ่านมาของตัวเองดูสักครั้งหนึ่ง หากได้ลองนึกถึงช่วงเวลาที่สนุกสนาน หรือช่วงเวลาที่ตัวเองมีชีวิตชีวาที่สุดในชีวิต สิ่งที่ให้ความสำคัญทั้งในอดีตและปัจจุบันก็จะผุดขึ้นมาในใจ แม้ตอนนี้จะยังไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร แต่วิธีนี้จะช่วยให้ได้ยินเสียงหัวใจตัวเองในที่สุด

บทส่งท้าย

บางคนบอกว่ารู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง เพราะคนสำคัญได้จากโลกนี้ไปแล้ว แต่ในที่สุดก็ตระหนักได้ว่า ถึงจะไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้วก็ไม่เป็นไร เพราะใจยังคงเชื่อมโยงถึงกันเสมอ จึงตัดสินใจที่จะก้าวต่อไปข้างหน้า บางคนบอกว่าตัวเองป่วย และรู้สึกกลัวความตายที่ใกล้เข้ามา แต่แล้วก็คิดได้ว่าจะคิดแง่บวก และใช้เวลาที่เหลืออยู่อย่างเต็มที่ จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต เพื่อไม่ให้เสียใจภายหลัง บางคนบอกว่ารู้สึกกังวลที่ไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง และคิดว่าจะมีชีวิตอยู่ไปทำไม แต่สุดท้ายก็จัดหนักได้ว่า แค่ได้มีชีวิตอยู่ก็รู้สึกว่าโชคดี และมีความสุขมากพอแล้ว

ดูเหมือนว่าแม้จะรู้สึกกังวลใจอย่างมาก แต่พวกเขาก็กล้าเผชิญหน้ากับความทุกข์ใจ และพยายามใช้ชีวิตกันต่อไปอย่างเต็มที่ ช่วงเวลาที่คนเราทุกข์ใจมากที่สุดคือ ช่วงเวลาที่ป่วยจนไม่สามารถขยับร่างกายได้อย่างอิสระ และชีวิตใกล้จะถึงจุดจบในไม่ช้า แต่ขณะเดียวกันก็ได้เห็นด้วยว่า ระหว่างที่ต่อสู้กับความทุกข์ใจและความกังวล มีหลายคนที่ย้อนกลับไปมองชีวิตที่ผ่านมาของตัวเอง แล้วตระหนักได้ถึงความหมายของการมีชีวิต และเริ่มมองเห็นคุณค่าในตัวเองขึ้นมา

ถ้าพูดได้ว่านี่คือวิธีที่จะช่วยให้จิตใจสงบ และสามารถยอมรับความเป็นไปในชีวิตของตัวเองได้ อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่สิ่งที่จำกัดเฉพาะคนที่กำลังเผชิญหน้ากับความตายเท่านั้น แต่คนที่มีความทุกข์ใจหรือความกังวล ก็ควรค้นหาความหมายของการมีชีวิต และตระหนักถึงคุณค่าในตัวเองด้วยเช่นกัน ซึ่งเมื่อพบแล้วก็จะมีกำลังใจในการมีชีวิตต่อไปอย่างแน่นอน เมื่อใดที่โลกมีคนที่กล้าเผชิญหน้ากับปัญหา และคนที่ชอบสร้างรอยยิ้มให้กับคนอื่นเพิ่มมากขึ้น สังคมจะต้องค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปทีละนิด การคิดว่าถ้าอีก 1 ปีจะต้องตาย จะทำให้ตระหนักถึงสิ่งที่สำคัญจริง ๆ สำหรับตัวเอง แล้วก็จะมีความกล้าในการเผชิญหน้ากับปัญหาและความทุกข์ใจ รวมถึงอยากให้การสนับสนุนคนอื่น และอยากสร้างรอยยิ้มให้กับคนรอบข้างด้วย.