ชีวิตเราไม่ได้ยืนยาวที่พอจะอยู่อย่างอดทน

สรุปหนังสือ ชีวิตเราไม่ได้ยืนยาวพอที่จะอยู่อย่างอดทน

ความทุกข์ที่ชื่อความทรมานในการมีชีวิตที่รักษาในห้องตรวจไม่หาย คนที่เดิมเคยมีเรี่ยวแรงที่จะมีชีวิต แต่ต้องมาเสียมันไปชั่วคราวด้วยสาเหตุอย่าง การเจ็บไข้ได้ป่วย จมอยู่กับความรู้สึกทรมานในการมีชีวิตอย่างต่อเนื่อง และรุนแรงนั้นก็มีไม่ใช่น้อยเลย ความทุกข์ทรมานของคนกลุ่มที่ว่านี้ การเข้าไปห้องตรวจแทบจะไม่ช่วยแก้ไขอะไรได้เลย คนที่ภายนอกดูใช้ชีวิตปกติดี แต่จริง ๆ แล้วกลับต้องพยายามปกปิดความรู้สึกทรมานในการมีชีวิต เพื่อให้ทนอยู่ได้ไปวัน ๆ นั้น มีอยู่เยอะน่าดูเลยทีเดียว

ยิ่งสังคมอยู่ดีกินดีมนุษย์ก็ยิ่งมองไม่เห็นความหมายของการมีชีวิต นับแต่ถือกำเนิดขึ้นมาบนโลก มนุษย์ต้องเผชิญกับความเสี่ยงว่า จะมีชีวิตรอดต่อไปได้หรือไม่อยู่เป็นปกติวิสัย ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยอันตรายอย่าง สงคราม ความอดอยาก โรคภัยไข้เจ็บ หรือการเลือกปฏิบัติที่ทำให้การใช้ชีวิตอย่างปกติสุขเป็นไปได้ยาก สัญชาตญาณแบบสัตว์ของมนุษย์จะถูกกระตุ้นให้ทำงานได้ง่ายขึ้น เป้าหมายของชีวิตจึงเป็นการมีชีวิตนั่นเอง แต่เมื่อสังคมเริ่มอยู่ดีกินดี ความมั่นคงปลอดภัยกลายเป็นเรื่องธรรมดา การค้นหาความหมายของการมีชีวิตก็พลอยยากขึ้นไปด้วย

เมื่อมนุษย์ร่วมมือกันจนสังคมดีขึ้น และอยู่ดีกินดีกันมากขึ้น มนุษย์จะไม่มีอะไรทำและเป็นทุกข์ การที่สังคมอยู่ดีกินดียังนำมา ซึ่งการที่ช่องโหว่มหึมา ที่มนุษย์ควรถมให้เต็ม แม้ต้องเดิมพันด้วยชีวิตได้หายไปด้วย การให้ความหมายในแบบที่ตัวเองรู้สึกยอมรับได้ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปแล้ว สามารถทำให้มนุษย์ลุกขึ้นมายืนได้ใหม่ หรือถ้าเป็นประสบการณ์ความสำเร็จ ก็อาจเปลี่ยนมันให้กลายเป็นความมั่นใจได้ ที่สำคัญหากระหว่างที่ทำการเรียบเรียงตัวเอง แล้วไปค้นพบสิ่งที่น่าจะเป็นเรื่องราวให้กับชีวิตที่ใช้ชีวิตได้ มนุษย์จะเจอความหมายของการมีชีวิต ซึ่งทำให้ใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้นมาก

การยอมรับเรื่องราวของตัวเองนั้น แทบจะเป็นเรื่องเดียวกันกับการเห็นคุณค่าในตัวเอง หากไม่สามารถพึงพอใจหรือเห็นคุณค่าในชีวิตของตัวเอง ในแบบที่เป็นอยู่ได้ว่าแบบนี้ก็ดีแล้ว ก็ต้องใช้ชีวิตภายใต้กฎ และระบบคุณค่าของคนอื่นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ต้นเหตุที่ทำให้คนที่ทรมานในการมีชีวิตเพิ่มขึ้นนั้น ก็น่าจะมาจากการที่เรื่องราวของเส้นทางสู่ความสุขที่เคยเชื่อมกันมาตลอด เริ่มจะเป็นเรื่องที่ไม่ว่าใครก็เชื่อไม่ลงอีกต่อไป

สังคมที่ชีวิตดี ๆ ของคนอื่นคอยโผล่มาให้เห็น การใช้ชีวิตด้วยเรื่องราวของตัวเองในยุคสมัยนี้เป็นเรื่องที่ยากมาก ๆ เลยทีเดียว ข้อมูลที่มนุษย์เข้าถึงได้มีมากขึ้น ความรอบรู้ก็เพิ่มพูนขึ้น นอกจากนั้นเรื่องราวของคนอื่นที่ดูมีความสุข ยังคอยหลั่งไหลเข้ามาให้เห็นทางโซเชียลมีเดีย เพิ่มโอกาสให้มนุษย์รู้สึกตั้งคำถามกับเรื่องราวชีวิตของตัวเองมากขึ้น การปล่อยวางระบบคุณค่าที่เน้นการแข่งขัน ให้เหลืออยู่แค่ในระดับพอเหมาะ เป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างเรื่องราวที่เป็นจริง ต่อให้ชีวิตไม่ดำเนินไปอย่างสอดคล้องกับระบบคุณค่า เกณฑ์การตัดสินของสังคม แต่ถ้าพูดได้เต็มปากว่า ใช้ชีวิตแบบนี้แหละ อย่างน้อยที่สุดมันก็จะไม่ใช่ชีวิต ที่ไม่มีความสุขอย่างแน่นอน

ลองจมจ่อมกับสิ่งที่ชอบ คนที่พยายามทำตัวเป็นเด็กดี ที่ใจดีมีคุณธรรมกับทุก ๆ คนเหมือนมีอยู่ไม่น้อยเลย หนึ่งในวิธีที่ช่วยให้หลุดพ้นจากการใช้ชีวิต ที่ให้ความสำคัญกับความรู้สึกของคนอื่นเป็นอันดับแรกคือ การเลิกเกรงใจแล้วหันมามองหา สิ่งที่ชอบที่เป็นของตัวเอง บางทีสิ่งที่ชอบที่พวกเขาค้นพบในช่วงปลายทางของความทุกข์นั้น แท้จริงแล้วอาจเป็นความรู้สึกที่มีเพื่อตัวเองคนเดียว ไม่ใช่เพื่อคนอื่นก็ได้ การได้จมจ่อมอยู่กับความรู้สึกแบบนี้ เป็นประสบการณ์ล้ำค่าที่หาได้ยาก อาจนำไปสู่การเห็นคุณค่าในตัวเอง ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นต่อได้

เรื่องราวที่ปราศจากการปั้นแต่ง คือสิ่งที่ช่วยค้ำจุนชีวิต เรื่องราวที่ก่อร่างสร้างขึ้นจากระบบคุณค่า หรือความรู้สึกที่มีอีกเพื่อคนอื่น ไม่อาจมอบเรี่ยวแรงที่จะมีชีวิตที่แท้จริงได้ ความเป็นจริงที่ไม่มีการปั้นแต่งแบบนี้เอง ที่เป็นบ่อเกิดของความรู้สึกเอาใจช่วย และมันยังช่วยมอบความอุ่นใจ ให้คนที่ไม่ได้สมบูรณ์แบบ ถึงเป็นแบบนั้นก็ยังอยู่ต่อไปได้ ความไม่ปกตินี่แหละที่เป็นคุณค่า และเสน่ห์ที่แท้จริงของมนุษย์

บทที่ 1

วิธีสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่นที่เท่าเทียมและสบายใจ

เพื่อให้อยู่ต่อไปได้แบบไม่ต้องทน

สังคมที่การได้มาซึ่งความหมายของการมีชีวิต และการเห็นคุณค่าในตัวเองเป็นเรื่องยาก คนส่วนใหญ่ทำตามกฎที่คนอื่นและสังคมกำหนด ให้ความสำคัญกับมันมากกว่ากฎของตัวเอง และพยายามอดทนกับมันมากเกินจำเป็น ในแต่ละวันมนุษย์จะได้รับสารใหม่นับไม่ถ้วนจากสังคม เช่น จบจากมหาวิทยาลัยดี ๆ ทำงานในบริษัทดี ๆ แล้วได้เลื่อนตำแหน่ง จากนั้นก็ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย คนเราถูกยัดเยียดกฏและระบบคุณค่า ที่คนอื่นกำหนดผ่านทางสารเหล่านี้  และบางครั้งบางคราวสิ่งที่เป็นตัวตน กับวิถีชีวิตในแบบของตัวเอง ก็ไม่ได้รับการยอมรับจนต้องฝืนใจทนกับเรื่องต่าง ๆ มากมาย

แต่ทั้ง ๆ ที่ร่างกายและจิตใจทรมานจนแทบทนไม่ไหว คนส่วนใหญ่ก็ยังกัดฟันทน สำหรับคนกลุ่มนี้ในช่วงที่ยังหนุ่มยังสาว หรือในช่วงที่ยังรักษาความเป็นผู้ชนะเอาไว้ได้ เขาจะแทบไม่เคยคิดตั้งคำถามกับชีวิตของตัวเองเลย ทว่าเมื่ออายุล่วงเลยมาจนถึงระดับหนึ่ง แล้วลองย้อนกลับไปมองชีวิตตัวเอง หรือบังเอิญไปเจอกับเหตุการณ์ ที่สั่นคลอนระบบคุณค่าที่ยึดถือมาตลอดเข้า  เพราะเรื่องที่สำคัญที่สุดและยุ่งยากที่สุดในชีวิตมนุษย์คือ เรื่องความสัมพันธ์กับคนอื่น

ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ในสังคม ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และการเกี่ยวข้องมีปฏิสัมพันธ์นั้น ก็นำมาซึ่งความสัมพันธ์หลากหลายรูปแบบ อารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ ไม่ว่าจะดีใจ เสียใจ สนุก หรือขมขื่น เกือบทั้งหมดล้วนเกิดขึ้น จากความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ บางความสัมพันธ์มอบความสงบสุขและช่วยให้เติบโต ในขณะที่บางความสัมพันธ์ช่วงชิงอิสรภาพ และมีแต่จะทำให้เจ็บปวด

เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตโดยไม่อยู่ภายใต้กฎของคนอื่นได้ ต้องแยกแยะให้ออกว่าแต่ละความสัมพันธ์นั้น สำหรับตัวเองแล้วเป็นสิ่งที่น่าพอใจหรือไม่ การทบทวนรูปแบบความสัมพันธ์กับคนอื่น และกฎต่าง ๆ จะเปลี่ยนแปลงชีวิตอย่างมาก

เส้นแบ่งระหว่างตัวเรากับคนอื่นที่ไม่ชัดเจน คือบ่อเกิดของความทุกข์ เมื่อจะทบทวนรูปแบบความสัมพันธ์กับคนอื่น และกฎต่าง ๆ เพื่อเพิ่มจำนวนความสัมพันธ์ที่น่าพอใจ มีสิ่งหนึ่งที่อยากให้ใส่ใจไว้มาก ๆ มันคือการตระหนักและรักษาเส้นแบ่งระหว่างตัวเราเองกับคนอื่น โลกแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ พื้นที่ที่ตัวเองต้องปกป้อง และพื้นที่ที่คนอื่นต้องปกป้อง จิตใจ ความคิด ร่างกาย การใช้ชีวิต ตลอดจนชีวิตถือเป็นพื้นที่ที่ต้องปกป้อง

แน่นอนว่ามนุษย์ไม่อาจมีชีวิตอยู่ด้วยตัวคนเดียวได้ จึงเป็นธรรมดาที่จะได้รับอิทธิพลจากคนอื่น หรือต้องไปขอความช่วยเหลือจากคนอื่น แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องไม่ให้คนอื่นเข้ามารุกล้ำพื้นที่มากเกินจำเป็น และห้ามผลักภาระหรือสิทธิ์ในการควบคุมตัวเองไปให้คนอื่น ในทางกลับกัน ต่อให้มีความใกล้ชิดสนิทสนมมากแค่ไหน ต่อให้เป็นครอบครัว หรือเพื่อนฝูง แต่จิตใจ ร่างกาย การใช้ชีวิต ตลอดจนชีวิตก็เป็นพื้นที่ที่ต้องปกป้องของเขา ต้องไม่เข้าไปรุกล้ำมากเกินจำเป็น ห้ามไปแบกรับภาระ หรือแย่งชิงสิทธิในการควบคุมและรับผิดชอบของตัวเขา

แต่โลกนี้ก็มีคนไม่น้อยเลย ที่มีเส้นแบ่งไม่ชัดเจน ขีดเส้นแบ่งไม่เป็น หรือเส้นแบ่งทำงานไม่มีประสิทธิภาพ รวมถึงมีคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองล้ำเส้น และคนที่แม้จะถูกล้ำเส้นก็ปฏิเสธไม่เป็นอยู่มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่พ่อแม่เข้ามายุ่งย่ามในชีวิตมากเกินไป คนที่เป็นเหยื่อของความรุนแรงในครอบครัว คนที่มีประสบการณ์ถูกละเลยทอดทิ้ง มักมีแนวโน้มสูงที่จะมีปัญหานี้ นอกจากนี้คนที่มีเส้นแบ่งไม่ชัดเจน หรือทำงานไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร มักมีแนวโน้มที่จะโทษตัวเอง หรือไม่ก็หันไปโทษคนอื่น ๆ ด้วย คนที่ชอบโทษตัวเองมักจะเป็นคนที่แบกรับความรับผิดชอบของคนอื่นโดยไม่จำเป็น แล้วหลงเชื่อไปเองว่าตัวเรามันไม่ดี เป็นความผิดของเราเอง

ในทางกลับกัน คนที่ชอบโทษคนอื่นจะโยนความรับผิดชอบในส่วนของตัวเองให้เป็นความผิดของคนอื่น คนที่ชอบโทษคนอื่นมักเป็นคนที่ขี้วิตกกังวลด้วย แม้เมื่อมองเผิน ๆ จะดูเหมือนเป็นคนมั่นอกมั่นใจ เพราะกล้ายืนกรานตลอดว่าตัวเองถูก แต่จริง ๆ แล้วที่เขาทำแบบนั้น เพราะอยากกลบความวิตกกังวลที่อัดแน่นอยู่ในใจต่างหาก การขีดเส้นแบ่งระหว่างตัวเราเองกับคนอื่นให้เห็นชัดเจน การรู้ว่าพื้นที่ที่ต้องรับผิดชอบอยู่ตรงไหน และการป้องกันไม่ให้คนอื่นมาล้ำเส้น หรือไปล้ำเส้นคนอื่นเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ในการบรรเทาความทรมานในการมีชีวิต รวมถึงการใช้ชีวิตด้วยกฎของตัวเอง โดยไม่ถูกผูกมัดด้วยกฎของคนอื่น

ตระหนักถึงการล้ำเส้นของคนอื่นอย่างฉับไว หากกำลังรู้สึกว่าการมีชีวิตอยู่เป็นเรื่องที่ทุกข์ทรมาน มีปัญหาเรื่องไม่รู้ว่าเส้นแบ่งระหว่างตัวเองกับคนอื่นอยู่ตรงไหน และเส้นแบ่งทำงานไม่มีประสิทธิภาพ สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกคือ การตระหนักถึงการล้ำเส้นของคนอื่นอย่างฉับไว หากมีความรู้สึกในแง่ลบจนทนไม่ไหวแบบนี้ ให้ลองยอมรับความรู้สึกนั้นอย่างตรงไปตรงมา เมื่อมีความตระหนักถึงการล้ำเส้นของคนอื่น ที่ก่อนหน้านี้ไม่รู้ตัวหรือแกล้งทำเป็นไม่รู้ ก็จะเริ่มเข้าใจว่าตัวเองไม่อยากถูกกระทำแบบไหน อะไรบ้างที่ไม่ใช่สิ่งจำเป็นในชีวิต อะไรคือสิ่งที่ทำให้รู้สึกดีจริง ๆ และอะไรคือสิ่งที่ต้องการจริง ๆ แล้วในที่สุดจะเห็นเส้นแบ่งระหว่างตัวเองกับคนอื่น และพื้นที่ที่ต้องปกป้องได้อย่างชัดเจน

นี่จะเป็นก้าวแรกและเป็นก้าวที่สำคัญอย่างยิ่ง มันจะช่วยให้ได้ใช้ชีวิตด้วยเรื่องราวของตัวเอง กฎของตัวเอง ช่วยปกป้องจิตใจร่างกายและชีวิต รวมถึงช่วยป้องกันไม่ให้คนอื่น (สังคม) เข้ามาล้ำเส้นได้ ที่สำคัญการมองเห็นเส้นแบ่งระหว่างตัวเองกับคนอื่น และพื้นที่ที่ต้องปกป้องได้อย่างชัดเจน ยังช่วยป้องกันไม่ให้เผลอไปล้ำเส้นหรือลุกล้ำพื้นที่ของคนอื่น ตลอดจนป้องกันไม่ให้เผลอเข้าไป เอาสิ่งที่เป็นความรับผิดชอบของคนอื่นมาแบบรับไว้เองด้วย

สามขั้นตอนเพื่อหลีกเลี่ยง คนที่พยายามลุกล้ำพื้นที่ส่วนตัว การปกป้องผลประโยชน์และศักดิ์ศรีของตัวเอง บางครั้งก็ต้องตอบปฏิเสธว่าไม่ให้ชัดเจน สิ่งนี้จะเป็นทักษะสำคัญอย่างยิ่ง ที่จะทำให้ไม่ต้องฝืนทน และมีชีวิตอย่างเป็นสุขทั้งกายและใจ แล้วจะได้ใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการ วิธีรับมือกับการล้ำเส้นที่ว่านี้อย่างละเอียดมี 3 ขั้นตอน เพื่อหลีกเลี่ยงคนที่พยายามรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัว ดังนี้

สเต็ป 1 ปรึกษาบุคคลที่สาม คนที่จะตัดสินได้ว่าโดนล้ำเส้นหรือไม่ ไม่ว่าอย่างไรก็มีแค่ตัวเองเท่านั้น ถ้ารู้สึกไม่พอใจหรือขุ่นมัวกับคำพูด และพฤติกรรมของอีกฝ่าย นั่นแปลว่าสำหรับตัวเองแล้วมันคือการล้ำเส้นอย่างแน่นอน หากเป็นคนที่คิดว่าเชื่อความรู้สึกของตัวเองไม่ได้ ให้ลองไปปรึกษาบุคคลที่ 3 ที่ไว้ใจ ซึ่งเป็นคนที่น่าจะให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมาและเป็นกลางได้

สเต็ป 2 พยายามแสดงความรู้สึกออกไป เมื่อไม่พอใจกับพฤติกรรมของอีกฝ่าย และรู้สึกว่าถูกล้ำเส้น การตัดขาดความสัมพันธ์ไปเลยก็ถือว่าไม่เลวในบางกรณี แต่ในกรณีที่อีกฝ่ายไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไร เป็นคนแบบที่เมื่อคุยกันก็น่าจะรู้เรื่อง หรือเป็นคนที่ถ้าเป็นไปได้ก็อยากรักษาความสัมพันธ์อันดีเอาไว้ ในตอนนั้นให้ลองสื่อสารด้วยไอเมสเซส (I message) คือวิธีสื่อสารที่บอกความรู้สึกของตัวเอง โดยเริ่มต้นด้วยคำว่า ฉัน

ในทางตรงกันข้ามวิธีสื่อสารที่เริ่มต้นด้วยคำว่า คุณ หรือคำว่าคุณอยู่ตรงไหนสักแห่งในคำพูดคือ ยูเมสเชส (U message) มักใช้ในการบั่นทอนความคิดเห็นของอีกฝ่าย อย่างการตำหนิหรือวิจารณ์ และมีแนวโน้มสูงที่จะเป็นวิธีพูดที่โจมตีคู่สนทนา การแสดงความรู้สึกของตัวเองออกไปให้ชัดเจนยิ่งขึ้น จำเป็นต้องใช้เทคนิคอื่น ๆ ร่วมด้วยดังต่อไปนี้ คือ

1.เลือกจังหวะเวลาในการพูด

2.ใช้คำพูดที่แสดงถึงความขอบคุณและใส่ใจ

3.กลั่นกรองสิ่งที่อยากจะพูด

4.ฟังเหตุผลของอีกฝ่ายด้วย

ทั้งหมดนี้คือเทคนิคสำคัญในการแสดงความรู้สึกตัวเองออกไป

แต่น่าเสียดายว่าพ่อแม่ประเภทที่ล้ำเส้นลูกมาตลอดนั้น เปรียบแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับบอส ลับที่แข็งแกร่งที่สุดในเกม หลายคนเลยทีเดียวที่พ่อแม่นี่แหละเป็นคนที่รับมือได้ยากที่สุด บอกความรู้สึกออกไปได้ยากที่สุด แถมยังเป็นคนที่ถ้าไม่พิชิตให้เด็ดขาดตอนนี้ ก็ไม่มีทางก้าวไปข้างหน้าต่อได้อีกต่างหาก

สเต็ป 3 จัดให้อยู่ในกล่อง NO ถ้าแสดงความรู้สึกออกไปแล้ว แต่อีกฝ่ายยังไม่มีทีท่าว่าจะรับฟัง และยังคงล้ำเส้นต่อไปเรื่อย ๆ ก็ควรยอมรับเสียว่าคนคนนั้นเป็นคนที่ไม่ให้ความสำคัญ ขอแนะนำให้จัดคนคนนั้นไปอยู่ในกล่อง NO ในใจแล้วถอยห่างออกมา คนที่จัดอยู่ในกล่อง NO คือคนที่ไม่ควรเข้าไปสุงสิงด้วย สิ่งที่ควรทำคือแสดงท่าทีออกไปให้ชัดเจนเลยว่าไม่อยากยุ่งด้วย ปฏิเสธคำชวนทั้งหมดหรือลดความถี่ในการตอบข้อความลง ไม่จำเป็นต้องให้เกียรติคนที่ล้ำเส้นหรือก้าวก่ายพื้นที่ได้หน้าตาเฉย การปิดกั้นข้อมูลข่าวสารจากคนแบบนั้นเท่าที่จะทำได้ จะช่วยรักษาใจให้สงบสุขได้ และช่วยปกป้องกายใจได้ด้วย

เกลียดคนอื่นบ้างนินทาคนอื่นบ้างก็ได้ เมื่อเจอคนที่ไม่ว่าอย่างไรก็เข้ากันไม่ได้ จะรู้สึกเกลียดหรืออยากนินทาขึ้นมาบ้าง ก็ถือเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ มนุษย์มีความคิดและระบบคุณค่าที่แตกต่างกัน ในเมื่อมนุษย์แต่ละคนแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดขนาดไหน จะเป็นครอบครัว คู่ชีวิต หรือเพื่อนสนิท ก็ไม่มีทางที่ความคิดหรือระบบคุณค่าจะตรงกันร้อยเปอร์เซ็นต์ไปได้ ในเมื่อมันไม่ได้ตรงกันทั้งหมด ก็ย่อมต้องรู้สึกแปลก ๆ หรือจะผิดใจกับคำพูดหรือพฤติกรรมของคนอื่นไม่มากก็น้อย

หากหลังจากพิจารณาแล้วได้ข้อความว่า ความแตกต่างทางความคิด และระบบคุณค่าของคน ๆ นี้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ อยากสานสัมพันธ์กับคนคนนี้ต่อ ก็ให้พยายามหาข้อตกลงร่วมกัน แต่ถ้าพิจารณาแล้วเห็นว่า ความแตกต่างของคนคนนี้อยู่ในระดับที่ยอมรับไม่ได้ แล้วก็ไม่อยากยุ่งกับคนแบบนี้ ก็ขอให้เชื่อในความรู้สึกของตัวเองแล้วถอยออกมา การปิดกั้นความรู้สึกตัวเองไม่ช่วยให้ได้อะไรดีขึ้นมา นอกจากการทำให้กายและใจไม่เป็นสุข ให้ถอยห่างจากคนที่ไม่ให้เกียรติ และให้ความสำคัญกับคนที่ให้ความสำคัญ นี่แหละคือการให้ความสำคัญกับตัวเอง

จงขอโทษเพื่อเยียวยาความสัมพันธ์เท่านั้น การขอโทษคนอื่นจงระวังเรื่องการล้ำเส้นด้วย ถ้าเป็นเพราะไม่สามารถทำตามที่อีกฝ่ายเรียกร้องมากเกินไป ไม่จำเป็นต้องขอโทษก็ได้ แต่หากเป็นเพราะความผิดพลาดของตัวเองอย่างชัดเจน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องขอโทษ สิ่งที่อยากให้ตระหนักไว้ตรงนี้ก็คือ เหตุผลในการขอโทษ เหตุผลแรกสุดในการขอโทษของหลาย ๆ คนคือ อยากบอกความรู้สึกผิดของตัวเองกับอีกฝ่าย เพราะพฤติกรรมของตัวเองหรือคนใกล้ตัว ทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจหรือเสียหาย

อย่างไรก็ตามจริง ๆ แล้วส่วนใหญ่น่าจะมีความรู้สึกแอบแฝงว่า ถ้าไม่ขอโทษอีกฝ่ายคงไม่จบ หรืออยากขอโทษเพื่อให้อีกฝ่ายให้อภัย ปัญหาอยู่ที่ความรู้สึกอยากได้รับการอภัย มักกลายเป็นความรู้สึกที่ว่า ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้รับการอภัย ด้วยเหตุนี้จึงมักจะปล่อยให้อีกฝ่ายล้ำเส้น แล้วโยนสิทธิในการควบคุมชีวิตตัวเองทิ้งไป โลกมีทั้งคนดีที่หากขอโทษอย่างจริงใจก็จะถือว่าเรื่องมันแล้วไปแล้ว และคนที่ฉวยโอกาสกับความรู้สึกผิดของอีกฝ่าย ที่ขอโทษหรือความรู้สึกอยากได้รับการอภัย

จุดประสงค์ของการขอโทษไม่ใช่เพื่อได้รับการอภัย แต่เพื่อเยียวยาความสัมพันธ์ต่างหาก จากจุดนั้นทั้งสองฝ่ายควรพูดคุย และช่วยกันคิดว่าจะทำอะไร ด้วยท่าทีแบบไหนสถานะการณ์จึงจะดีขึ้นสำหรับทั้งคู่ นี่แหละคือการขอโทษที่ยุติธรรม สิ่งสำคัญคือการตั้งเป้าหมายให้สถานการณ์ดีขึ้นสำหรับทั้งคู่ อย่าปล่อยให้เป็นความสัมพันธ์ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรู้สึกเครียด หรือเสียประโยชน์อยู่ฝ่ายเดียว

หากสิ่งที่อีกฝ่ายเรียกร้องมีความเหมาะสมและเป็นธรรม เมื่อมองอย่างเป็นกลางและอยู่ในขอบเขตที่ตอบสนองได้อย่างไม่ฝืนเกินไป อาจยอมทำตามก็ได้ แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น ต้องทบทวนความสัมพันธ์กับคนคนนั้นใหม่ได้แล้ว สุดท้ายแล้วจะสร้างความสัมพันธ์ที่เท่าเทียมกันกับคนที่เรียกร้องมากเกินไป ในตอนที่กำลังขอโทษได้จริง ๆ หรือ

เวลาที่จิตใจอ่อนแอจงถอยห่างจากคนที่ตัดสิน การจะมีความสัมพันธ์กับคนอื่นที่น่าพอใจ ยังมีกฎเหล็กที่ต้องรักษาอีกข้อหนึ่งนั่นคือ เวลาที่จิตใจอ่อนแอจงถอยห่างจากคนที่ตัดสิน คนที่ในใจเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง กำลังพยายามสู้เต็มที่เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ และเพื่อให้ชีวิตก้าวไปข้างหน้า พวกเขาเหล่านั้นต้องลงมือทำหลายต่อหลายอย่าง รวมถึงพบเจอผู้คนมากมาย การพบเจอผู้คนนั้นต้องใช้พลังใจอย่างยิ่ง การจะเจอกับใครจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก น่าจะมีคนที่เจอกันแล้วรู้สึกจากใจเลยว่า ดีใจจริง ๆ ที่ได้เจอกัน หรือเจอกันแล้วรู้สึกมีกำลังใจมากขึ้น และได้รับพลังบวก

ในทางกลับกันก็มีคนที่เมื่อเจอแล้วรู้สึกว่า ไม่น่าเจอเลย หมดแรง และเหนื่อยล้าหรือรู้สึกท้อแท้และสิ้นหวัง น่าเสียดายที่โลกมีคนประเภทหลังเยอะกว่า ถ้าอย่างนั้นตอนที่จิตใจกำลังอ่อนแอ ควรเจอคนแบบไหนที่มีลักษณะดังต่อไปนี้ ไม่ตัดสิน ไม่ใช้คำพูดรุนแรง ไม่แสดงอารมณ์รุนแรง ไม่เรียกร้อง มีพลังลบประมาณ 30% จะดีกว่าคนที่มีพลังบวกเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ หากใช้เวลาและพลังงานกับคนเหล่านี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่หรือปรับเปลี่ยนความรู้สึกได้เร็วขึ้นมาก

แม้จะไม่เจอคนที่ทำให้สบายใจอย่างสมบูรณ์ แต่ควรมองหาคนที่ทำให้สบายใจได้บ้างเอาไว้ คนคนนั้นไม่จำเป็นต้องยอมรับที่จิตใจอ่อนแอแบบเต็มร้อยก็ได้ แต่พยายามเต็มที่ที่จะยอมรับชีวิต หรือความรู้สึกนึกคิดก็ขอการใช้เวลากับคนแบบนี้ให้มากขึ้น จะช่วยเป็นรากฐานให้กับชีวิตและจิตใจ ให้ลุกขึ้นสู้ใหม่ได้อย่างแน่นอน

บทที่ 2

วิธีเยียวยาสำหรับคนที่เหนื่อยล้า

กับสังคมหรือที่ทำงาน

ความสัมพันธ์กับคนอื่นในที่ทำงาน ส่งผลอย่างยิ่งต่อชีวิต ศูนย์กลางความสัมพันธ์กับคนอื่นในวัยเด็ก มักหนีไม่พ้นครอบครัวและโรงเรียน ซึ่งเป็นสิ่งที่ส่งผลอย่างมากต่อบุคลิกภาพ และระบบคุณค่าของเด็ก แต่ปัญหาคือเด็กไม่สามารถเลือกพ่อแม่และโรงเรียนเองได้ แถมยังไม่มีทักษะความสามารถในการปกป้องร่างกายและจิตใจของตัวเอง เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายอีกด้วย

เรื่องนี้เปรียบแล้วก็คล้ายกับการเล่นไพ่ ที่เริ่มต้นด้วยไพ่ที่ไม่ดีจนเสียเปรียบตลอดเกม คนที่เกิดมาในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวหรือโรงเรียน ก็ย่อมมีชีวิตยากลำบากกว่าคนที่เกิดมาในสภาพแวดล้อมที่ดี น่าเศร้าที่ต้องบอกว่าในส่วนของเรื่องนี้ สังคมไม่มีความเท่าเทียมให้อีกด้านหนึ่ง เมื่อเติบโตขึ้นและใช้ชีวิตในสังคม ศูนย์กลางความสัมพันธ์กับคนอื่นของมนุษย์ จะเปลี่ยนไปเป็นบริษัทและที่ทำงานแทน ด้วยเหตุนี้การทบทวนกฎหรือสภาพแวดล้อมของความสัมพันธ์กับคนอื่นในที่ทำงาน จึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการใช้ชีวิตให้มีความสุข ในแบบของตัวเองที่ไม่ต้องอดทนเกินจำเป็น

โลกนี้มีคนโชคดีที่ได้ทำงานในที่ที่เห็นคุณค่า และไม่ถูกรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัว จึงใช้ชีวิตอย่างสงบสุขได้ แต่ก็มีคนที่โดนผู้บริหาร เจ้านาย เพื่อนร่วมงาน และลูกค้าล้ำเส้นอยู่บ่อย ๆ จนบางครั้งรู้สึกว่าร่างกายและจิตใจ การดำเนินชีวิต ตลอดจนชีวิตของตัวเองพังทลายลง ความสัมพันธ์กับคนอื่นในที่ทำงาน เป็นสิ่งที่ส่งอิทธิพลต่อมนุษย์อย่างยิ่ง การสร้างความสัมพันธ์กับใครอย่างไร และในสภาพแวดล้อมแบบไหน จะส่งผลต่อจิตใจ การดำเนินชีวิต ตลอดจนชีวิตในภายภาคหน้า

อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่มีความรู้สึกและประสบการณ์มากกว่า ผู้ใหญ่จึงสามารถฝึกฝนทักษะ ที่จะช่วยสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่น เป็นที่น่าพอใจได้ดีกว่าเด็ก และยังสามารถเลือกที่ทำงาน วิธีทำงานได้อย่างอิสระด้วย หากความสัมพันธ์กับคนอื่น สภาพแวดล้อม หรือกฎของที่ทำงานในปัจจุบัน มีสิ่งที่ทำให้รู้สึกไม่พอใจหรือขุ่นมัว สิ่งที่ควรทำคือลองทบทวนมันอีกครั้ง และเริ่มฝึกปฏิเสธความสัมพันธ์ หรือกฎที่ไม่น่าพอใจทีละนิดในใจ ยิ่งไปกว่านั้น หากทบทวนแล้วพบว่าไม่ว่าพยายามอย่างไร ก็ไม่น่าจะปกป้องเส้นแบ่งหรือพื้นที่ของตัวเองได้ ควรพิจารณาถึงทางเลือกในการลาออก หรือเปลี่ยนงานเสียแต่เนิ่น ๆ

สังคมนี้มีคนจ้องจะฉวยโอกาส จากความตั้งอกตั้งใจและความเป็นคนดีอยู่ สังคมนี้เต็มไปด้วยการแลกเปลี่ยนที่ไม่เป็นธรรม คนเราใช้ชีวิตด้วยการแลกเปลี่ยน หลายสิ่งหลายอย่างกับคนอื่นในทุก ๆ วัน ถ้าเป็นครอบครัว คนรัก หรือเพื่อน จะเลือกเปลี่ยนความรักและความเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน ถ้าเป็นร้านค้าใช้เงินแลกเปลี่ยนกับสินค้าหรือบริการ ถ้าเป็นที่ทำงานจะใช้เวลา แรงงาน ความสามารถ ไอเดียแลกเปลี่ยนกับเงินเดือน โลกนี้มีการแลกเปลี่ยนอยู่มากมายนับไม่ถ้วน

ในโลกของการทำงาน คนประเภทที่คิดว่าอยากให้มีแค่ตัวเองที่ได้ดี อยากแสดงตัวตนให้คนอื่นเห็น อยากสบายกว่านี้แค่นิดหน่อยก็ยังดี ขอแค่ตัวเองไม่มีปัญหาก็พอแล้ว หรือยอมไม่ได้หากจะมีใครเด่นกว่าตัวเองอยู่ไม่ใช่น้อย ๆ คนประเภทนี้พร้อมจะฉวยโอกาส ใช้ประโยชน์จากความต้องการความเป็นคนดี ความรู้สึกผิด หรือสถานะที่เป็นรองอยู่ทุกเมื่อ

ก่อนหน้านี้อาจยอมรับกฎของคนอื่นได้แบบไม่มีข้อสงสัย แล้วยอมให้เกิดความไม่เป็นธรรม หรือการล้ำเส้นขึ้นโดยคิดว่า ชีวิตทำงานก็แบบนี้แหละ หรือบางคนอาจถึงขั้นปลอบตัวเองว่า การที่ยังมีคนเอางานมาให้ทำนี่แหละดีแล้วอยู่ก็ได้ แต่น่าเสียดายที่ปลายทางของการแลกเปลี่ยน ที่ไม่เป็นธรรมนี้มีแต่ความเสียใจรออยู่ ทั้งกับตัวเองและกับอีกฝ่าย ที่ยื่นข้อแลกเปลี่ยนที่ไม่เป็นธรรมด้วย

จะตัดใจจากชีวิตที่มีความสุข หรือตระหนักในสิ่งที่หัวใจเรียกร้อง คำว่าวิกฤตวัยกลางคนนั่นคือ ภาวะวิกฤตในเชิงจิตวิทยาที่เกิดขึ้นกับคนวัยกลางคน ว่ากันว่าคนอายุ 36 ถึง 50 ปีทั้งหญิงและชาย ที่ประสบปัญหานี้มีอยู่มากถึง 80% เลยทีเดียว จะเริ่มตั้งข้อสงสัยกับรูปแบบการใช้ชีวิตที่ผ่านมา รวมถึงการเริ่มรู้สึกว่าชีวิตไร้คุณค่าขึ้นมาด้วย และพร้อมกันนั้น ความรู้สึกอยากใช้ชีวิตในแบบของตัวเองก็จะเพิ่มมากขึ้น จนอดทบทวนรูปแบบ และความหมายของชีวิตตัวเองไม่ได้ว่า สิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้เป็นสิ่งที่อยากทำจริง ๆ เหรอ น่าจะใช้ชีวิตให้คุ้มค่ามากกว่านี้

แต่แม้ใจจะคิดแบบนั้น พออายุเข้าสู่วัยกลางคน ไม่ว่าอย่างไร พลังกาย พลังใจ ความจำ และรูปร่างหน้าตาก็เสื่อมถอยลง จากวัยหนุ่มสาวรูปแบบแห่งชัยชนะที่เคยใช้มาจนถึงตอนนี้ กลับเริ่มใช้ไม่ได้ผล และรู้สึกถึงขีดจำกัดของตัวเองอยู่บ่อย ๆ จากนั้นก็จะเริ่มคิดว่า อาจเป็นคนที่บริษัทหรือสังคมไม่ต้องการแล้วก็ได้ จนความกังวลและความหวาดกลัวถาโถมเข้ามา ส่งผลให้จมจ่อมกับความทุกข์ทรมานหนักขึ้นเรื่อย ๆ จึงมีคนจำนวนมากป่วยเป็นโรคซึมเศร้า และคนที่ถึงขั้นจู่ ๆ ก็ทิ้งงานหรือครอบครัวไปก็มีอยู่ไม่ใช่น้อย ๆ เลย

แน่นอนว่าการเป็นคนเก่ง มีความสามารถเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ และความสุขที่ได้จากการมีทักษะ ความสามารถเพิ่มขึ้นก็เป็นสิ่งสำคัญต่อชีวิต แต่ทักษะความสามารถเป็นได้แค่แง่มุมของมนุษย์ เป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม และคงอยู่แค่ชั่วคราว ยิ่งไปกว่านั้น ถึงตอนเป็นพนักงานจะได้รับการยอมรับมากแค่ไหน แต่พอเกษียณสิ่งเหล่านี้ก็จะละลายหายไป

ในทางกลับกัน หากไม่ยึดติดและพยายามไขว่คว้าความสุขจอมปลอมเหล่านั้น พวกเขาคงรู้ว่าสิ่งที่ใจต้องการคืออะไรได้เร็วขึ้น แล้วค้นหาสิ่งนั้นเจอ อาจพูดได้ว่าพวกเขามีโอกาสสูงมาก ที่จะได้ความสุขที่แท้จริงมาครอบครอง ชีวิตมนุษย์ไม่ได้ยืนยาวอะไรมากมาย ควรสลัดกฎของคนอื่นที่ผูกมัดไว้ออกไป แล้วรีบหาโอกาสในการใช้ชีวิตใหม่ ตามกฎของตัวเองดีกว่า

คนเราไม่ได้ทำงานเพื่อเอาความอดทนไปแลกเงิน สมองมนุษย์เป็นเหมือนกับฮาร์ดดิสก์ของคอมพิวเตอร์ พ่อแม่ ครูอาจารย์ หัวหน้า หรือโซเชียลมีเดียต่าง ๆ จะติดตั้งโปรแกรมมากมาย (กฎและระบบคุณค่า) ในสมอง และนี่เองที่เป็นต้นกำเนิดของความคิดและการกระทำ ในโปรแกรมเหล่านั้นมีทั้งโปรแกรมที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตในสังคม และโปรแกรมที่มีประโยชน์มากมาย แต่บางครั้งก็มีโปรแกรมที่ไม่จำเป็น โปรแกรมที่ไม่ดี และโปรแกรมที่ไม่เหมาะสมปะปนอยู่ ทำให้คอมพิวเตอร์ขัดข้องและทำงานช้าลง

หนึ่งในนั้นคือโปรแกรมที่ชื่อว่า ความอดทนคือความดีงาม ที่เป็นแค่กฎหรือระบบคุณค่าที่คนเห็นแก่ตัวตั้งขึ้น เพื่อให้คนอื่นต้องอดทนเท่านั้น แน่นอนว่าการใช้ชีวิตในสังคมให้ได้อย่างราบรื่น จำเป็นต้องมีทักษะที่ชื่อว่าความอดทนด้วย ความอดทนควรเป็นทักษะที่ใช้ก็ต่อเมื่อ มันเป็นการอดทนต่อความยากลำบากระยะสั้น เพื่อผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาวเท่านั้น

ระบบคุณค่าที่บอกว่าความอดทนคือความดีงาม จะริบโอกาสที่ควรจะได้รู้สึกอย่างที่รู้สึกจริง ๆ ไป และยังช่วงชิงความสามารถในการตัดสินใจว่า อะไรคือสิ่งที่ต้องการจริง ๆ ไปด้วย ข้อเสียของความอดทนเยอะกว่าข้อดีมาก จึงควรรีบลบโปรแกรมนี้ออกจากสมองโดยด่วน แน่นอนว่าในเวลาที่เพิ่งเริ่มทำงานหรือฝึกงาน เพื่อเสริมสร้างทักษะบางอย่าง ไม่ว่าอย่างไรความอดทนก็เป็นสิ่งจำเป็น ในกรณีแบบนี้ไม่ใช่ให้ยอมรับแต่โดยดี

แต่ให้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนว่า การอดทนมีประโยชน์ (ข้อดี) กับตัวเองหรือเปล่า ประโยชน์เหล่านั้นคือสิ่งที่ต้องการหรือไม่ และข้อดีนั้นเหมาะสมกับราคา เช่น เงิน เวลา พลัง หรือความเครียด ที่ต้องจ่ายไปหรือเปล่า กำหนดระยะเวลาที่ต้องอดทนไว้หรือเปล่า ถ้าข้อดีไม่เหมาะสมกับราคาที่ต้องจ่าย หรือต้องอดทนอย่างไม่มีกำหนด อาจเรียกได้ว่าเป็นการแลกเปลี่ยนที่ไม่เป็นธรรม ดังนั้น ควรหาข้อสรุปของตัวเอง แล้วปฏิเสธให้เป็นดีกว่า

ไม่เสียเวลาไปกับการรู้สึกผิดต่อคนอื่น ความรู้สึกผิดก็เหมือนกับระบบคุณค่า หรือกฎที่ว่าความอดทนคือความดีงาม มันเป็นหนึ่งในศัตรูภายใน ที่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนที่ไม่เป็นธรรม สิ่งแรกที่อยากให้รู้ไว้ก็คือ ความรู้สึกผิดคือความรู้สึกที่เกิดจากการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ว่ากันว่าความรู้สึกผิดมีหน้าที่ในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ แต่ถ้าถูกความรู้สึกผิดครอบงำมากเกินไป ก็มีแนวโน้มทำให้ความสัมพันธ์ไม่ราบรื่นได้

ที่จริงแล้ว คนที่รู้สึกผิดได้ง่ายคือคนที่ใส่ใจผู้อื่นอยู่เสมอ ความใส่ใจสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทดังนี้ 1.ความใส่ใจเชิงป้องกัน เพื่อไม่ให้ตัวเองถูกเกลียดหรือถูกทำร้ายจิตใจ 2.ความใส่ใจที่หวังดีต่อผู้อื่นด้วยใจบริสุทธิ์ โดยเอาเรื่องตัวเองไว้ทีหลัง โลกนี้มีความใส่ใจเชิงป้องกันเยอะกว่าความใส่ใจที่หวังดีด้วยใจบริสุทธิ์มาก เพราะว่าความใส่ใจเชิงป้องกันนี่แหละเป็นสาเหตุ ที่ทำให้เกิดความรู้สึกผิดที่ไม่จำเป็น พอรู้สึกผิดเกินจำเป็น อาจต้องทำตามที่คนอื่นพูด ทั้งที่ไม่ใช่ความต้องการที่แท้จริง เพราะความรู้สึกผิดเป็นความรู้สึกที่สามารถใช้ควบคุมคนอื่นได้ง่าย

เทคนิคทางจิตวิทยาที่ถูกนำมาใช้บ่อยเวลาเจรจาไกล่เกลี่ยคือ ข้อเสนอที่อีกฝ่ายจะปฏิเสธแน่ ๆ เพื่อทำให้เขารู้สึกผิด แล้วค่อยยื่นข้อเสนอที่ต้องการจริง ๆ อีกทั้งนักขายเก่ง ๆ จะใช้เทคนิคดังกล่าวได้อย่างชำนาญด้วย ในที่ทำงานก็เช่นกัน มีการใช้ความรู้สึกผิดในการแลกเปลี่ยนที่ไม่เป็นธรรมอยู่บ่อย ๆ ทั้งที่จริง ๆ แล้วความรู้สึกผิดเป็นสิ่งที่มีหน้าที่ช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์แท้ ๆ แต่มันกลับถูกใช้ในทางที่ผิดอยู่บ่อย ๆ

ถ้าอย่างนั้นต้องทำอย่างไรถึงจะไม่ต้องกังวลกับความรู้สึกผิด อันดับแรกต้องเข้าใจก่อนว่าความรู้สึกผิดคือความรู้สึกเห็นแก่ตัว และเป็นสิ่งที่เอามาใช้ฟื้นฟูความสัมพันธ์ได้ยาก เพื่อไม่ให้ถูกความรู้สึกผิดครอบงำ ต้องจัดลำดับความสำคัญของสิ่งต่าง ๆ ในชีวิต แล้วทำตามลำดับนั้นอย่างซื่อสัตย์กับตัวเอง ควรมีการปฏิเสธเป็นตัวเลือกติดตัวไว้เสมอ ถึงการปฏิเสธอาจทำให้รู้สึกผิดในระยะเวลาหนึ่ง แต่มันไม่ร้ายแรงถึงชีวิต เพราะมันไม่ใช่เรื่องใหญ่อย่างที่คิด เมื่อใช้ความกล้าในการปฏิเสธสิ่งที่ไม่ต้องการหรือไม่สบายใจ จะทำให้คุ้นเคยกับการปฏิเสธทีละนิด จนปฏิเสธเก่งขึ้นและไม่รู้สึกผิดโดยไม่จำเป็นอีกต่อไป ต้องให้ความสำคัญกับตัวเองก่อนคนอื่นอย่างเหมาะสม การสั่งสมประสบการณ์แบบนี้ จะเป็นขุมพลังให้เห็นคุณค่าในตัวเอง และเป็นพื้นฐานที่ทำให้สามารถ สร้างความสัมพันธ์กับคนอื่น ที่มีคุณค่าได้อย่างแท้จริง

ชีวิตเป็นสิ่งที่จะพลาดบ้างก็ได้ เวลาที่จะปฏิเสธการแลกเปลี่ยนที่ไม่เป็นธรรม หรือความสัมพันธ์ที่ถูกยัดเยียดกฎอยู่ฝ่ายเดียวคือ การไม่ตั้งเป้าหมายกับสิ่งที่สังคมหรือที่ทำงานบอกว่าดีจนเกินไป และชีวิตเป็นสิ่งที่จะพลาดบ้างก็ได้ ไม่ว่าสังคมแบบไหนก็จะมีเส้นทาง หรือตำแหน่งที่ถือกันว่าเป็นกลุ่มแถวหน้า กลุ่มผู้ชนะ หรือเส้นทางที่ใช่ของตัวเองอยู่ การที่สังคมหรือองค์กรจัดอันดับอยู่แค่ฝ่ายเดียว จนทุกคนต้องมุ่งสู่ตำแหน่งหรือเส้นทางเดียวกัน เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาหลายอย่างตามมา

ไม่จำเป็นต้องพยายามเป็นกลุ่มแถวหน้าหรือกลุ่มผู้ชนะก็ได้ ชีวิตที่พลาดบ้างอะไรบ้างสบายกว่าเยอะ ในโลกนี้มีคนที่สามารถเดินไปบนเส้นทาง สู่ความเป็นกลุ่มแถวหน้าหรือกลุ่มผู้ชนะได้ แบบไม่ต้องใช้ความพยายามอยู่ พวกเขาไม่ได้งดงามหรือตั้งเป้าว่า อยากเก่งกว่าใคร แค่ทุ่มเทให้กับสิ่งที่ชอบ หรือสิ่งที่สนใจไปเรื่อย ๆ ก็จะกลายเป็นคนที่ถูกเรียกว่ากลุ่มแถวหน้า หรือกลุ่มที่ชนะไปเอง การเดินไปตามเส้นทางที่ใคร ๆ ก็เดินกัน แล้วคว้าตำแหน่งอันทรงเกียรติมาได้ เป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับพ่อแม่ แต่ถ้ายึดติดว่าต้องไปตามเส้นทางนั้นเท่านั้น ไม่ว่าอย่างไรก็คงไม่พ้นต้องเอาความต้องการ และสิ่งที่ตัวเองอยากทำจริง ๆ เป็นเรื่องรองลงมา

นอกจากนี้เส้นทางที่ใคร ๆ ก็เดินกันอาจเป็นเส้นทางที่ปลอดภัย แต่มันเป็นที่ที่มีคนอยู่หนาแน่นเกินไป การปักหลักในเส้นทางที่ควรจะเป็นนั้น มีเวลาที่ต้องจ่ายแพงลิบ แต่การออกนอกเส้นทางมาสักหน่อย จะช่วยให้ได้เห็นโลกที่อยู่ง่ายอยู่สบายได้เต็มตา ไม่ว่าใครก็สามารถคิดนอกกรอบ เอาแต่ใจและไม่เลือกสิ่งที่ทุกคนมองว่าดีได้ ถ้าเจอเส้นทางที่เป็นความสุขของตัวเอง ต่อให้มันไม่ใช่สิ่งที่สังคมบอกว่าดี ก็ขอให้มั่นใจแล้วเศร้าเกินไปบนเส้นทางนั้นเลย ไม่จำเป็นต้องมีชีวิตเพื่อคนอื่น

บทที่ 3

ทิ้งความเชื่อผิด ๆ

แล้วเอาชีวิตในแบบของตัวเองขึ้นมา

เอาชีวิตที่ได้ทำตามกฎของตัวเองคืนมา ปัจจุบันคนมากมายที่ถูกผูกมัดด้วยกฎและระบบคุณค่าที่ไม่ใช่ของตัวเอง และถูกความสัมพันธ์กับคนอื่นพันธนาการ จนต้องอดทนเกินจำเป็นและทุกข์ทรมานกับการมีชีวิต การมองหาสิ่งที่อยากทำหรือกฎที่เป็นของตัวเองไม่ใช่เรื่องง่าย เทียบกันแล้วการดูว่าเกลียดหรือไม่ถูกโรคกันกับอะไร เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายกว่ามาก เมื่อทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ในที่สุดจะเริ่มมองเห็นสิ่งที่เหมาะสมกับตัวเอง สิ่งที่อยากทำ กฎที่เป็นของตัวเอง และชีวิตในแบบของตัวเองขึ้นมา ลองคิดดูว่ากำลังเอาเวลาของชีวิตตัวเอง ไปยกให้กับกฎของคนอื่นมากเกินไปหรือเปล่า ตัวอย่างเช่น ใช้เวลาไปกับการนั่งจิตตกว่า มันไม่ได้เรื่อง ทุกครั้งที่คนอื่น (สังคม) มองในแง่ลบ

การใช้เวลาไปกับเรื่องที่ถูกไหว้วานทั้งที่ไม่ได้อยากทำ การประชุมที่ไม่สำคัญ หรืองานเลี้ยงสังสรรค์ที่แสนจะน่าเบื่อ ใช้เวลาไปกับการพะวงกับสายตาคนอื่นเพียงเพราะเป็นมารยาท เช่น ต้องกดไลค์ในโซเชียลมีเดียทั้งที่ไม่อยากทำ แต่ถ้าหันมาปฏิเสธให้เป็น และถอยห่างจากสิ่งที่ไม่เหมาะสมกับตัวเอง และสิ่งที่ไม่อยากทำ จะมีเวลาให้กับตัวเองเพิ่มขึ้นอีกเยอะ การยัดเยียดกฎของตัวเอง แล้วเรียกร้องจนทำให้คนอื่นต้องอดทนคือการล้ำเส้นคนอื่น

การใช้ชีวิตตามกฎของตัวเองจะทำได้ ก็ต่อเมื่อไม่ไปทำตัวเป็นอุปสรรค ต่อการที่คนอื่นจะใช้ชีวิตตามกฎของเขาเองด้วย ต้องเคารพเส้นแบ่งและพื้นที่ของกันและกัน รวมถึงต้องพยายามรักษาความสัมพันธ์ให้เป็นไปอย่างเท่าเทียม นี่คือมารยาทที่จำเป็นที่จะช่วยให้ทุกคน สามารถใช้ชีวิตตามกฎของตัวเองได้

ทิ้งความเชื่อที่ว่าการมีสิ่งที่อยากทำเป็นเรื่องดีไปซะ โลกนี้มีแนวคิดหรือคำพูดที่มองเผิน ๆ ก็ดูดีและเถียงไม่ออก แต่พร้อมกันนั้นก็ทำให้คนฟังรู้สึกท้อแท้หมดกำลังใจอยู่เยอะ หนึ่งในนั้นคือการมีสิ่งที่อยากทำ ความฝัน ความหวัง หรือเป้าหมายเป็นเรื่องดี แต่สิ่งที่อยากทำจริง ๆ ไม่ใช่จะหาเจอได้ง่าย ๆ อาจพูดได้ว่าคนที่หาสิ่งที่อยากทำเจอเป็นคนที่โชคดีเอามาก ๆ เทียบกันแล้วคนที่ไม่รู้ว่าอยากทำอะไรมีอยู่มากกว่าเยอะ ต่อให้ไม่มีสิ่งที่อยากทำ มนุษย์ก็ใช้ชีวิตอย่างมีความหมายได้ การมีหรือไม่มีสิ่งที่อยากทำจึงไม่ได้ทำให้คุณค่าของคนเปลี่ยนไป

อันที่จริงถึงจะมีสิ่งที่อยากทำแค่ไหน หากไม่ใช่สิ่งที่อยากทำจริง ๆ มันกลับจะทำให้เหนื่อยใจเสียมากกว่า แต่มนุษย์มักแยกสิ่งที่ตัวเองอยากทำ กับสิ่งที่ถูกคนอื่นยัดเยียบให้อยากทำไม่ออก เมื่อใช้ชีวิตอยู่กับระบบคุณค่าของคนอื่นมาตั้งแต่เด็ก ก็มีแนวโน้มจะมองเรื่องที่ถูกยัดเยียดให้ทำว่าเป็นสิ่งที่ตัวเองอยากทำจริง ๆ นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมพอทำสำเร็จตามเป้าหมายแล้ว หลายคนกลัยบรู้สึกว่า นี่เป็นสิ่งที่อยากทำจริง ๆ เหรอ หรือชีวิตที่ผ่านมามันถูกต้องแน่เหรอขึ้นมา

ซึ่งนี่คือสาเหตุหนึ่งของวิกฤตวัยกลางคน คนที่หาสิ่งที่อยากทำไม่เจอส่วนใหญ่ อาจกำลังสับสนกับสิ่งที่ถูกคนอื่นยัดเยียดให้อยากทำอยู่ แต่ถ้าลองสอดส่องจิตใจของตัวเองดูดี ๆ ไม่แน่ว่าอาจเจอสิ่งที่อยากทำซุกอยู่ตรงไหนสักที่ก็ได้ เพื่อการมีความสุขอย่างแท้จริง ต้องใช้ชีวิตด้วยเรื่องราวที่ยอมรับได้ ไม่ใช่เรื่องราวที่คนอื่นยอมรับ และก้าวแรกสู่ความสุขก็คือ การยอมรับความรู้สึกของตัวเองอย่างซื่อตรง

ชีวิตที่อยู่ง่ายของแท้ ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับการแข่งขันหรือความสามารถ มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีสัญชาตญาณการแข่งขัน และต้องการการยอมรับมาแต่ไหนแต่ไร แน่นอนว่าคนที่ไม่ชอบการแข่งขันก็มีอยู่เช่นกัน การแข่งขันนั้นมีข้อดี แต่ในขณะเดียวกันก็มีข้อเสียมากมาย ตั้งแต่เกิดมาพวกเราก็ถูกโยนเข้าสู่สนามแข่งขัน และถูกบุคคลอื่นทำการตัดสินเรื่อยมา ที่น่าเป็นห่วงคือทุกวันนี้ มีองค์กรที่ใช้ระบบเน้นผลงานอยู่เป็นจำนวนมาก

คำว่าระบบเน้นผลงานอาจฟังดูยุติธรรมดี แต่ความหมายแฝงของมันคือการที่ต้องแข่งขันกันไม่จบไม่สิ้น การแข่งขันและประเมินผลงานอย่างต่อเนื่อง จะปลูกฝังระบบคุณค่าที่เชื่อว่า ถ้าไม่ชนะก็ไร้ความหมาย และถ้าไม่อยู่จุดสูงสุดก็ไร้คุณค่าไว้ในจิตใจไปโดยอัตโนมัติ มนุษย์แต่ละคนรู้สึกสนุกกับการแข่งขันไม่เท่ากัน ควรเป็นแค่คนทั่วไปที่สนุกกับการแข่งขันบ้างเป็นบางครั้ง และรู้สึกสุขบ้างทุกข์บ้างจากการประเมินของคนอื่น ให้คิดว่ามันเป็นแค่รสชาติของชีวิต และอย่าเอามันมาเป็นเกณฑ์การตัดสินคุณค่าของตัวเอง

เมื่อทำได้แล้วก็อย่าลืมสร้างความสัมพันธ์กับโลก และคนที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับโลกแห่งการแข่งขันด้วย ความสุขที่ต้องชนะไปเรื่อย ๆ เท่านั้นจึงจะรักษาเอาไว้ได้ เป็นสิ่งที่มีราคาแพงเกินไป ทางขึ้นเขามีจุดหมายอยู่ที่ยอดเขาเป็นแค่ทางอ้อมเท่านั้น วิธีคิดที่มองว่าการอยู่บนจุดสูงสุดเป็นแค่ทางอ้อม ไม่ใช่จุดหมายสุดท้ายที่ต้องไปให้ถึง เป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมและเข้าถึงแก่นแท้ของชีวิตอย่างแท้จริง

การแบกภาระที่คนอื่นไหว้วานคือการยอมให้ดูดพลังชีวิต สิ่งที่เข้าข่ายเป็นกฎของคนอื่น ที่ช่วงชิงเวลาไปบ่อยครั้งและยุ่งยากที่สุดนั้น เห็นจะหนีไม่พ้นการไหว้วาน และการชักชวนที่ไม่พึงประสงค์ ถ้าแค่ครั้งสองครั้งก็คงไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ถ้าต้องทำบ่อย ๆ ก็เท่ากับว่าต้องเอาพลังงานกับเวลาของตัวเองไปให้คนอื่นเป็นประจำ ที่นี้แม้แต่จิตใจก็จะพลอยอ่อนล้าไปด้วย เป็นเรื่องของเส้นแบ่งระหว่างตัวเองกับคนอื่น และการเห็นคุณค่าในตัวเอง

ความคิดที่ว่าถ้าปฏิเสธเดี๋ยวจะเป็นการเสียมารยาท หรือหากปฏิเสธอาจส่งผลกับงานหรือความสัมพันธ์ได้ เกิดจากการขีดเส้นแบ่งที่ไม่ชัดเจน ทำให้เกิดการลุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวตามมา คนที่ไม่นับถือตัวเองมีแนวโน้มสูง จะทำตามการไหว้วานหรือชักชวน คนที่ให้ความสำคัญกับคนอื่นมากกว่าตัวเองอยู่เสมอ จนตกอยู่ในวงจรอุบาทที่ทำให้เกลียดตัวเองมากขึ้นทุกทีมีอยู่ไม่น้อยเลย แต่จะจัดการกับการไหว้วานหรือการชักชวนที่ไม่พึงประสงค์อย่างไร เคล็ดลับคืออย่าคิดเยอะ ให้สนใจแค่ความรู้สึกตัวเองว่าพอใจ หรือไม่พอใจก่อนเป็นอันดับแรก ถ้าไม่รู้สึกสนุกก็ควรปฏิเสธคำไหว้วานหรือคำชักชวนนั้นไปเสีย เคล็ดลับอีกอย่างก็คือ หากตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ทำ ก็ให้รีบปฏิเสธให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะยิ่งเวลาผ่านไปนานก็จะยิ่งปฏิเสธไม่ลงไปในที่สุด สิ่งสำคัญในเรื่องนี้คือ ต้องไม่ให้ความสัมพันธ์กับคนอื่น กลายเป็นความสัมพันธ์ระหว่างคนไหว้วานกับคนถูกไหว้วาน ถ้าสามารถสร้างความสัมพันธ์กับใครสักคน ที่ทำให้รู้สึกว่าเวลาตกที่นั่งลำบากขึ้นมาแล้ว อยากยืมแรงจากคนคนนี้ หรือขอให้คนคนนี้ช่วยได้ จิตใจจะมั่นคงขึ้นและใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากขึ้นด้วย

รักษาโรคเรามันไม่ได้เรื่องแล้วใช้ชีวิตด้วยเรื่องราวของตัวเอง สิ่งที่ขัดขวางการใช้ชีวิตด้วยเรื่องราวของตัวเองและกฎของตัวเอง ตลอดจนสิ่งที่ช่วงชิงเวลาไปมีอยู่มากมายบนโลกนี้ และบางครั้งสิ่งที่ว่านั้นก็อยู่ในตัวเอง หนึ่งในนั้นคือโรคเรามันไม่ได้เรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องราวที่ชื่อว่า ชีวิตมนุษย์นั้นมีทั้งส่วนที่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงและส่วนที่เป็นการตีความ ต่อให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงจะวิเศษเลิศเลอแค่ไหน หากตีความในแง่ลบคุณค่าของมันก็จะเท่ากับศูนย์ และความพยายามที่ทำมาก็จะสูญเปล่าไปได้อย่างง่ายดาย

อันที่จริงความพยายามที่จะทำให้ตัวเอง หรือสิ่งต่าง ๆ ดีขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่น่านับถือ และน่ายกย่องในตัวของมันเองอยู่แล้ว จึงเป็นเรื่องน่าเศร้ามาก ๆ ที่บางคนไม่สามารถยอมรับ และยินดีกับความพยายามของตัวเองได้ ดังนั้น จึงอยากให้ตีความความพยายามของตัวเองในแง่บวกที่สุดเท่าที่จะทำได้ หากลดเวลาที่เอาแต่ท้อใจว่า เรามันไม่ได้เรื่อง และพะวงกับสายตาคนอื่นให้น้อยลง จากนั้นก็ใช้เวลาร่วมกับคนที่ยอมรับให้มากขึ้น และทำให้เริ่มมองความผิดพลาดเป็นเรื่องตลก และสามารถตีความเหตุการณ์ที่เป็นทุกข์ในแง่บวกได้ นี่แหละคือการใช้ชีวิตด้วยเรื่องราวของตัวเอง ที่มีอยู่แค่หนึ่งเดียวในโลกนี้

บทที่ 4

วิธีเก็บรักษาการเห็นคุณค่าในตัวเอง

แบบไม่ยอมให้คนอื่นมาปั่นหัว

สามารถคิดว่าต่อให้ไม่มีอะไรเลย แค่เป็นตัวเองก็พอแล้วได้หรือไม่ แม้จะมีข้อเสียมากมายและไม่มีอะไรให้ภูมิใจได้เลยสักอย่าง แต่ก็ยังยอมรับและรับตัวเองในแบบที่เป็นได้ นี่แหละการเห็นคุณค่าในตัวเอง คนส่วนใหญ่มักสับสนระหว่างการเห็นคุณค่าในตัวเองกับการประเมินค่าตัวเอง การประเมินค่าตัวเองคือการประเมิน และตัดสินว่าตัวเองมีคุณค่าแค่ไหน โดยเอาระบบคุณค่า บรรทัดฐานที่คนอื่นหรือสังคมกำหนดมาเป็นเกณฑ์

โดยเกณฑ์ที่ใช้กันบ่อย ๆ ก็เช่น ทักษะ ความสามารถ ผลงาน ความพยายาม หรือรูปร่างหน้าตา ไม่ว่าจะประเมินค่าตัวเองสูงหรือต่ำ ไม่ว่าคนที่ประเมินค่าจะเป็นคนอื่นคือตัวเอง แต่ตราบใดที่ยังใช้ชีวิตตามกฎ หรือระบบคุณค่าของคนอื่น มนุษย์จะไม่มีทางเห็นคุณค่าในตัวเองได้ หากไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง มนุษย์จะตกอยู่ในวงจรอุบาทว์ ที่ยิ่งพยายามจะยอมรับตัวเองมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งถูกครอบงำด้วยกฎหรือระบบคุณค่าของคนอื่นมากเท่านั้น

ในทางกลับกัน หากปฏิเสธกฎหรือระบบคุณค่าของคนอื่น แล้วใช้ชีวิตตามกฎของตัวเองได้ ก็จะไม่มีวันถูกระบบคุณค่านั้นปั่นหัวได้เลย การฝึกให้รู้จักเห็นคุณค่าในตัวเองมี 3 สิ่งที่สำคัญได้แก่

1.การมีคนที่เชื่อใจได้ ที่ยอมรับข้อเสียหรือข้อบกพร่องสักหนึ่งหรือสองคน (เชื่อใจคนอื่น)

2.การเชื่อใจในโลกที่คน ๆ นั้นอยู่ และมีความเชื่อมโยงกับโลก จนรู้สึกว่าโลกนี้ไม่น่ากลัว(เชื่อใจโลก)

3.การยอมพึ่งพิงคน ๆ นั้นและโลก แล้วเชื่อมั่นในตัวเองว่า แค่เป็นตัวเองก็พอ (เชื่อใจตัวเอง)

พ่อแม่หรือครอบครัวควรเป็นคนที่เชื่อใจได้คนแรก คนที่ไม่สามารถเชื่อใจพ่อแม่หรือเชื่อใจตัวเองได้ จึงต้องหาคนที่เชื่อใจได้คนแรกด้วยตัวเอง

การตามหาคนหนึ่งคนที่เชื่อใจได้จริง ๆ การปฏิเสธกฎของคนอื่นที่คอยช่วงชิงเวลาและพลังงาน แถมยังทำให้ต้องอดทนเกินจำเป็นจนเป็นทุกข์ เพื่อทำให้มีความสุขอย่างแท้จริง ด้วยการใช้เวลาและพลังงานไปกับสิ่งที่ทำให้ยินดีจากใจจริง แล้วใช้ชีวิตด้วยเรื่องราวและกฎของตัวเอง เป็นสิ่งที่ต้องยอมรับว่า การปฏิเสธสังคมหรือคนรอบข้างเป็นเรื่องยากมาก ไม่ว่าใครก็คงอดกลัวการปฏิเสธหรือการสร้างระยะห่างกับคนอื่นไม่ได้ หากไม่ใช่คนใจเด็ดจริง ๆ ความคิดเหล่านี้คงไม่พ้นต้องผุดขึ้นมา เวลาจะพูดความเห็นของตัวเองออกไป

หลายคนจึงแก้ปัญหาด้วยการยอมตอบรับสิ่งที่ตัวเองไม่ต้องการ แทนที่จะปฏิเสธธการทำแบบนั้น อาจช่วยให้สบายใจได้ในระยะสั้น แต่การตอบรับกับสิ่งที่ตัวเองไม่ต้องการครั้งแล้วครั้งเล่า จะช่วงชิงอิสรภาพไปเรื่อย ๆ ทั้งนี้เพราะต่อให้รวบรวมความกล้าจนพูดปฏิเสธออกไปได้ แต่ถ้าผลออกมาไม่เป็นอย่างที่คาด ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าจะยิ่งกลัวการพูดปฏิเสธหนักขึ้นไปอีก ที่จริงการฝึกให้รู้จักเห็นคุณค่าในตัวเอง และการฝึกให้รู้จักปฏิเสธควรเป็นหน้าที่ของพ่อแม่หรือครอบครัว

คนที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับพ่อแม่ และมีประสบการณ์ถึงปฏิเสธก็ไม่เป็นไรมาตั้งแต่เด็ก มักเป็นคนที่ไม่รู้สึกต่อต้านการปฏิเสธ เพราะพวกเขามั่นใจว่าการปฏิเสธ ไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์กับอีกฝ่าย (พ่อแม่) สั่นคลอน การจะให้คนแบบนั้นปฏิเสธเป็น พวกเขาจำเป็นต้องได้เจอและสร้างความสัมพันธ์ที่ดี กับคนที่เชื่อใจได้จริง ๆ คนแรก และเรียนรู้ว่ามีคนที่ถึงปฏิเสธไปก็ไม่เป็นไรอยู่หรือมีความสัมพันธ์ที่ถึงปฏิเสธไปก็ไม่พังทลายอยู่ แล้วใช้ความรู้สึกนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการเชื่อมโยงกับคนอื่นบนโลก

แน่นอนว่ามีความเป็นไปได้น้อยมาก ที่พอหาแล้วจะได้เจอกับคนที่ใช่ทันที แต่แม้จะรู้สึกสิ้นหวังที่ไม่มีใครที่เชื่อใจได้ แม้บางครั้งอาจโดนทำร้ายจิตใจ การลองผิดลองถูกไปเรื่อย ๆ จะทำให้เริ่มมองคนเป็นขึ้นมา อย่างไรก็ตามคนบางคนก็สามารถรู้สึกเชื่อมโยงกับโลกได้แบบไม่ต้องอาศัย คนคนนั้นบางคนไม่ชอบอยู่กับคน แต่รักต้นไม้หรือสัตว์ โดยใช้มันเป็นจุดเริ่มต้นในการเชื่อมโยงกับโลก และบางคนก็เชื่อมโยงกับโลกผ่านตัวละครในนิยายหรือการ์ตูน

ในสังคมที่ยึดถือว่าการใช้ชีวิตให้เต็มที่ การมีเพื่อนเยอะเป็นสิ่งที่ดี แต่มันเป็นแค่กฎหรือระบบคุณค่าที่ใครก็ไม่รู้สร้างขึ้นเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องรู้สึกอายหรือกลัวเลย แม้ไม่มีเพื่อนที่เป็นมนุษย์ หรือหาคนที่เชื่อใจได้จริง ๆ ไม่เจอ แต่ถ้าหาอะไรสักอย่างที่ทำให้รู้สึกเชื่อมโยงกับโลกพบแล้ว ให้ใช้มันเป็นบันไดไปสู่ความรู้สึกที่ว่า แค่เป็นตัวเองก็พอ จนมีความกล้าพอที่จะปฏิเสธสิ่งที่ไม่ดี สิ่งที่ไม่เหมาะสมกับตัวเอง หรือสิ่งที่ไม่น่าพอใจเพียงเท่านี้ก็พอแล้ว

แค่เขียนปัญหาหรือความกลุ้มใจใส่กระดาษ ก็เก็บรักษาการเห็นคุณค่าในตัวเองเอาไว้ได้แล้ว มีเคล็ดลับหนึ่งเกี่ยวกับการเห็นคุณค่าในตัวเองนั่นคือ ห้ามตั้งคำถามกับตัวเองว่าทำไมในใจเท่านั้น ไม่ว่าจะตั้งคำถามกับตัวเองว่าทำไมขนาดไหน ก็มักไม่ค่อยมีคำตอบในเชิงบวกและสร้างสรรค์ตามมา สุดท้ายแล้วคำตอบที่ได้มักหนีไม่พ้น ก็เรามันไม่ได้เรื่องไง เพราะโตมาในครอบครัวอย่างนั้นไง จากนั้นก็อดตั้งข้อสงสัยกับคำตอบนั้นเองไม่ได้ พอผ่านไปคำตอบเหล่านั้นจะวนเวียนอยู่ในสมองจนแจ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ประเมินค่าตัวเองต่ำลงทุกที

หากทำอย่างถูกต้อง การย้อนกลับไปทบทวนตัวเองจะช่วยให้เห็นคุณค่าในตัวเอง และเกิดความกล้าที่จะปฏิเสธได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะการย้อนกลับไปทบทวนตัวเองอย่างปราศจากอคติ จะทำให้เกิดความตระหนักในเส้นแบ่งระหว่างตัวเองกับคนอื่น พื้นที่ที่ตัวเองต้องปกป้อง และสิ่งที่ต้องการจริง ๆ วิธีที่ได้ผลดีก็คือ การแปลงความคิดเป็นคำพูด คือการนำปัญหาและความกลุ้มใจที่อยู่ภายในออกไปไว้ภายนอก ด้วยการเปลี่ยนความคิดหรือความรู้สึกที่เป็นนามธรรมให้เป็นรูปประธรรมหรือคำพูด ซึ่งสามารถทำได้หลายรูปแบบ เช่น เขียนลงกระดาษ

การทำแบบนี้ช่วยให้มองเห็นเหตุผล และความหงุดหงิดของตัวเองได้ชัดเจน จะทำให้รู้สึกปลอดโปร่งมากกว่าตอนที่หงุดหงิดแบบไม่รู้สาเหตุเยอะ ควรหาสิ่งเหล่านั้นให้เจอ เขียนออกมาเป็นคำพูด แล้วพยายามเติมเต็มมันให้ได้ ควรหัดปฏิเสธความต้องการของคนอื่น แล้วตอบรับความต้องการของร่างกายและจิตใจของตัวเอง เพราะนี่ก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการขีดเส้นแบ่งระหว่างตัวเองกับคนอื่น ปกป้องพื้นที่ของตัวเอง และใช้ชีวิตด้วยเรื่องราวและกฎของตัวเอง

ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ ให้อภัยตัวเองบ้าง การปฏิเสธคนเป็นและการใช้ชีวิตด้วยกฎของตัวเอง แตกต่างจากการใช้ชีวิตแบบเห็นแก่ตัวหรือเอาแต่ใจ อย่าลืมว่าเป้าหมายคือการสร้างความสัมพันธ์ที่เท่าเทียมกับคนอื่น คนส่วนมากใช้สามัญสำนึกและความถูกต้องของตัวเองเป็นบรรทัดฐาน แล้วเชื่อว่ามุมมองของตัวเองถูกต้องที่สุดโดยไม่ตั้งข้อสงสัย จึงโจมตีหรือตัดสินคนอื่นกับจุดยืนของตัวเองว่าถูกต้อง เป็นความรู้สึกที่เป็นตัวปัญหาอย่างยิ่ง พอไฟแห่งความถูกต้องลุกโชน มนุษย์จะคิดว่าต้องสั่งสอนคนผิดคนชั่วให้หลาบจำ แล้วลุ่มหลงมัวเมาไปกับความรู้สึกที่ได้ผดุงความถูกต้อง เวลาที่เป็นแบบนี้มนุษย์จะไม่นึกเลยว่าตัวเองอาจคิดผิด และไม่สามารถมองจากมุมมองของคนอื่นได้

คนที่หลงใหลในความถูกต้องแล้วโจมตีคนอื่น มักไม่ได้ใช้ระบบคุณค่าของตัวเองที่ได้จากการลงมือทำจริง แต่ใช้ระบบคุณค่าของคนอื่น (สังคม) ในการโจมตีคนอื่นอีกที คนที่มีวุฒิภาวะคือคนที่รู้จักตัวเองดีทั้งในแง่บวกและลบ ยอมรับในข้อเสียของตัวเองได้ คนแบบนี้จะเป็นคนที่เปิดใจรับข้อเสียหรือข้อบกพร่องของคนอื่นได้ด้วย

การคิดว่ายังมีสิ่งที่ขาด ไม่ใช่การปฏิเสธตัวเองหรือประเมินค่าตัวเองต่ำ แต่คือคนที่รู้ว่าทิศทางที่ควรมุ่งไปอยู่ที่ไหน ชีวิตของคนกลุ่มนี้จะไม่น่าเบื่อและสนุกมาก การใช้ชีวิตด้วยกฎของตัวเองคือ การสร้างความสัมพันธ์กับคนที่อยากให้ความสำคัญ โดยมีระยะห่างที่รู้สึกสบายใจไม่ล้ำเส้นกัน ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน มีการปรับตัวเข้าหากัน และต่างฝ่ายต่างคอยปกป้องชึ่งกันและกัน

บทที่ 5

ทิ้งสิ่งที่ทำให้รู้สึกแย่หรือไม่สนุก

เรื่องไหนไม่ชอบก็หนีซะ การอยู่อย่างสุขใจต้องมาก่อน มนุษย์แทบทุกคนต่างมองแนวคิดอย่าง เพราะเป็นคนทำงานแล้ว เพราะเป็นผู้ใหญ่แล้ว เพราะมันเป็นงาน ราวกับเป็นเรื่องธรรมดาแถมยังอ้าแขนรับมันไว้ ผลคือต้องใช้ชีวิตอย่างอดทนกับอะไรต่อมิอะไรมากมายเต็มไปหมด แน่นอนว่ามนุษย์ต้องทำมาหากินถึงจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ต้องทำงานกับหัวหน้าหรือลูกน้องที่ไม่ชอบ และบางครั้งก็ต้องทำงานที่ไม่ถนัด โลกนี้มีคนมากมายที่ไม่แม้แต่จะรู้ตัวว่า งานนั้นหรือคนคนนั้นไม่เหมาะกับตัวเอง

การสร้างทักษะหรือหาวิธีในการปรับตัวกับคนที่เข้ากันไม่ได้ หรืองานที่ไม่เหมาะสมเป็นสิ่งที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง จะสร้างทักษะนั้นได้ก่อนอื่นต้องตระหนักถึงสัญญาณ ที่ร่างกายส่งออกมาได้อย่างฉับไว เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่า อะไรเป็นสิ่งที่อันตรายหรือไม่น่าสบายใจ ร่างกายจะเกิดปฏิกิริยาอย่าง เหนื่อยยังไงก็ไม่รู้ รู้สึกคลื่นไส้ หรือไม่รู้ทำไมถึงปวดท้องขึ้นมา และถ้าขัดเกลาสัญชาตญาณแบบสัตว์นี้ให้เฉียบคมยิ่งขึ้น จะสัมผัสว่าอะไรคือสิ่งที่เหมาะ และสิ่งที่ไม่เหมาะได้อย่างรวดเร็ว

ถอยห่างจากสิ่งที่ไม่ชอบ ปฏิเสธสิ่งที่ไม่ต้องการ เลิกทำสิ่งที่ไม่เหมาะกับตัวเอง นี่คือเทคนิคสำคัญที่ช่วยให้ใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจ การหางานที่เหมาะหรือคนที่เข้ากันได้จริง ๆ ให้เจอนั้นมีประโยชน์มากกว่า การพยายามปรับตัวให้เข้ากับงานหรือคนที่ไม่เหมาะสมสัก 2,000 เท่าได้ ความรู้สึกว่าไม่สบายใจกับสิ่งนี้ เข้ากับคนคนนี้ไม่ได้ ถือเป็นข้อมูลที่สำคัญอย่างยิ่ง ดังนั้น อย่าพยายามลบมันทิ้ง แต่ควรเก็บรักษาเอาไว้อย่างดีที่สุดในความทรงจำ

เลิกกังวลกับกรอบที่ชื่อ อายุกับเพศ ในแต่ละยุคสมัยสังคมจะสร้างกรอบขึ้นมามากมายเพื่อขังไว้ในกรง และเมื่อไม่มีอิสรภาพก็ไม่อาจใช้ชีวิตด้วยเรื่องราวของตัวเองได้ กรอบน่าจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากสัญชาตญาณการปิดกั้นตัวเอง เพื่อให้ได้ใช้ชีวิตเป็นกลุ่มหรือไม่ก็เกิดจากความกลัวในสิ่งที่ไม่รู้ของมนุษย์ การมีกรอบที่ช่วยให้เข้าใจสิ่งต่าง ๆ ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ช่วยให้มนุษย์รู้สึกอุ่นใจขึ้น และยังช่วยให้หลีกเลี่ยงสิ่งที่อยู่นอกกรอบที่ไม่รู้ว่าเป็นอันตรายหรือไม่ได้อีกด้วย

อายุเองก็จะเป็นหนึ่งในกรอบที่ว่า มนุษย์ทุกคนย่อมต้องเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ และยิ่งอายุมากเท่าไหร่ประสบการณ์ก็ย่อมจะมากตามไปด้วย แต่การใช้อายุเป็นกรอบในการคิดหรือตัดสินเอาดื้อ ๆ เป็นสิ่งที่ไร้สาระเอามาก ๆ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าการเติบโตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน หากตัดสินคนอื่นโดยใช้แค่อายุทั้งที่ยังไม่รู้จักเขาดี ก็มีโอกาสสูงที่จะมองข้ามหลาย ๆ อย่างที่สำคัญไป นอกจากอายุกรอบที่ผูกมัดมนุษย์ส่วนใหญ่เอาไว้ก็คือเพศ การเอาเรื่องเพศมาเป็นเหตุผลไม่ได้ทำให้สิ่งที่อยากทำ หรือใช้ชีวิตอย่างที่ต้องการเป็นสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผลเลยสักนิด

คนมากมายเลือกจะปรับตัว และรับเอาระบบคุณค่านั้นเข้ามาอย่างเต็มที่ การอยู่ในกรอบทำให้พวกเขารู้สึกอุ่นใจ เลยหลงเชื่อไปว่ามันเป็นสิ่งที่ดี แล้วยัดเยียดระบบคุณค่าเหล่านี้ให้คนรุ่นถัดไปด้วยความหวังดี โลกนี้มีคนไม่น้อยที่รู้สึกตงิดใจ หรือเป็นทุกข์กับกรอบ และก็มีคนอีกมากอีกถึงขั้นปฏิเสธความเป็นไปได้ของตัวเอง ควรกำจัดกรอบใดก็ตาม ที่เป็นอุปสรรคต่อการมีชีวิตที่ดีขึ้นจริงไป ลองค้นหาดูว่าระบบคุณค่าที่ถูกมัด และกรอบที่ขังไว้คืออะไร แล้วพิจารณาดูว่ามันมีประโยชน์กับตัวเองในตอนนี้จริง ๆ ไหม ถ้าพบว่าไม่มีประโยชน์ก็ลบมันทิ้งไป นี่คือก้าวแรกในการใช้ชีวิตด้วยเรื่องราวของตัวเอง

อย่าตัดสินใจเรื่องสำคัญเวลาหดหู่ ตอนที่หดหู่ไม่ว่าอย่างไรก็จะดูถูกและมองไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง หากพยายามตัดสินใจเรื่องสำคัญในเวลาแบบนี้ ก็มีโอกาสสูงมากที่จะเลือกตัวเลือกที่เป็นเชิงลบ หากตัดสินใจตอนกำลังหดหู่มักเลือกเส้นทางที่ไม่เหมาะกับตัวเอง หรือเลือกเส้นทางที่ไม่ว่าใครก็มองว่าไม่มีทางมีความสุข แม้แต่เรื่องที่ควรปฏิเสธก็ไม่มีความกล้า หรือพลังงานพอจะพูดว่าไม่ เลยตอบรับไปโดยปริยายเสียอย่างนั้น เวลาที่ต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญควรถามตัวเองให้แน่ใจก่อนว่า สภาพจิตใจ ณ ตอนนั้นเป็นอย่างไร กำลังมองโลกในแง่บวก รู้สึกเฉย ๆ หรือกำลังหดหู่กันแน่

ยิ่งเป็นเรื่องสำคัญมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องตัดสินใจอย่างรอบคอบมากเท่านั้น การตัดสินใจหลังจากไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนแล้ว จะช่วยลดโอกาสที่ต้องมาเสียใจภายหลังได้อย่างมาก เนื่องจากเรื่องนี้สำคัญมาก ชีวิตมนุษย์มีหลายเรื่องที่ต่อให้ผัดวันประกันพรุ่งไปก็ไม่เสียหาย เวลาที่รู้สึกหดหู่อย่าเพิ่งตัดสินใจเรื่องสำคัญ มั่นใจในตัวเองเข้าไว้ แล้วเลื่อนมันออกไปก่อน

เรียนรู้วิธีหยุดพัก ที่จะนำตัวเองกลับคืนมา มีคนไม่น้อยที่รู้สึกผิดกับการลาหยุด แถมยังอดกังวลไม่ได้ว่าถ้าลาหยุดไป อาจกลับมาตั้งใจทำงานไม่ได้อีกต่อไป แต่พอได้ลองหยุดพักเข้าสักครั้ง คนส่วนใหญ่จะรู้สึกว่า ที่ผ่านมาจิตใจบอบช้ำโดยไม่รู้ตัวมาตลอด การที่เกิดการรู้ตัวนี่แหละที่เป็นข้อดีของการอยู่พัก มนุษย์ได้รับแรงกระตุ้นมากมายจากสิ่งที่รายล้อมรอบตัว แต่การระบุให้ชัดเจนว่าอะไรไม่เหมาะสม หรือเจ็บปวดกับอะไร ไม่ใช่เรื่องที่ทำกันได้ง่าย ๆ โดยเฉพาะเวลาที่ยังจมจ่อมอยู่กับสภาพแวดล้อมแย่ ๆ ถึงจะเป็นทุกข์แค่ไหนก็มีแนวโน้มจะหลอกตัวเองว่า ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร

ตราบใดที่ยังอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิมต่อไป มนุษย์จะทำเหมือนความรู้สึกต่าง ๆ ของตัวเองเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้น แล้วกัดฟันอดทนต่อไปเรื่อย ๆ แต่พอร่างกายได้ออกห่างจากสภาพแวดล้อมที่เคยชิน แล้วหันมาลองทำความเข้าใจที่ทำงาน และสภาพจิตใจของตัวเองดู ในที่สุดก็จะเริ่มรู้ว่าสิ่งที่บั่นทอนจิตใจ และสูบพลังชีวิตไปทุกวี่ทุกวันคืออะไรกันแน่ ข้อดีของการหยุดพักอีกอย่างก็คือ เมื่อได้ลิ้มรสผลลัพธ์ของมันเข้าแล้ว คนส่วนใหญ่จะไม่กลับไปพยายามแบบเดียวกับเมื่อก่อนอีก

การหยุดพักเปิดโอกาสให้ได้ทบทวนกฎ หรือระบบคุณค่าที่ผูกมัดไว้ เปิดโอกาสให้ได้ค้นพบสิ่งที่สำคัญจริง ๆ และเปิดโอกาสให้ได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของตัวเอง นอกจากนั้นยังเปิดโอกาสให้ได้ไขว่คว้าเอาสิทธิ ในการใช้ชีวิตของตัวเองกลับคืนมาอีกด้วย คนจำนวนไม่น้อยคิดว่าการหยุดพักเท่ากับการหนี แต่ควรจะมองว่ามันเป็นการต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่มากกว่า

ค้นหาคอนเท้นต์ที่ช่วยเยียวยาตัวเอง ในความเป็นจริงคอนเท้นต์อย่างนิยาย การ์ตูน แอนิเมชั่นหรือเกม ก็เป็นสิ่งที่ช่วยเยียวยาจิตใจ และชีวิตของผู้คนมาได้นักต่อนักแล้ว มีคนไม่น้อยที่สภาพแวดล้อมของครอบครัว ซึ่งควรจะเป็นที่ที่อยู่แล้วสบายใจที่สุด กลับไม่ใช่ที่ที่ทำให้สบายใจเลยสักนิด สำหรับคนที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนั้น มันเป็นไปแทบไม่ได้เลยที่จะรู้สึกเชื่อมโยงกับคนอื่น ที่อยากให้มีชีวิตอยู่ต่อไป หรือรู้สึกเชื่อใจสังคมขึ้นมาได้ คอนเท้นต์ มักมีอะไรให้มนุษย์ใช้เชื่อมโยงกับตัวเอง และมันก็ได้ช่วยให้ผู้คนมากมายพยายามที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้สำเร็จ

ด้วยความที่ตอนนี้เป็นยุคแห่งข้อมูลข่าวสาร มนุษย์จึงต้องรับรู้ข้อมูลเข้ามามหาศาล แม้ว่าจะไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าแค่ดำเนินชีวิตไปตามปกติ นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมแค่รู้สึกเหนื่อยนิดหน่อย สมองก็จะพาลเกิดอาการโอเวอร์ฮีทขึ้นมาทันที พอเป็นแบบนั้น สิ่งที่ตามมาคือในหัวจะอัดแน่นไปด้วยความขุ่นมัว เช่น บาดแผลในอดีต ความสัมพันธ์ที่น่าอึดอัด หรือความกังวลเรื่องอนาคต นั่นคือโลกแห่งความเป็นจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่อย่างน้อยถ้าเอาเวลามาฝังตัวอยู่กับอีกโลกหนึ่งและดื่มด่ำไปกับมัน ก็จะมีช่วงที่ไม่ต้องคิดถึงเรื่องน่าปวดหัวทั้งหลายทั้งปวง

การจมจ่อมในแบบที่ว่านี้ ช่วยบำบัดเยียวยาจิตใจได้ดีทีเดียว โลกนี้เต็มไปด้วยคอนเท้นต์ดี ๆ ที่บรรดาอัจฉริยะในการสร้างความบันเทิงตั้งใจสร้างสรรค์ขึ้นมา ให้ลองเจียดเวลาแค่วันละ 1 นาทีก็ได้ มาค้นหาสิ่งที่ทำให้รู้สึกสนุกจากใจจริงดู ไม่แน่พรุ่งนี้อาจได้เจอกับคอนเท้นต์ที่ต้องตกตะลึง จนถึงกับเปลี่ยนชีวิตได้ราวกับพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ แม้ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่อะไร แต่อาจเจอกับสิ่งที่ทำให้รู้สึกผูกพัน จนอยากอยู่กับมันไปตลอดก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นแบบไหนมันก็ถือเป็นสิ่งที่ต้องการจากใจจริง เป็นตัวช่วยสำคัญ ที่จะทำให้สามารถใช้ชีวิตด้วยเรื่องราวของตัวเองได้

สิ่งมีชีวิตถูกลิขิตมาให้ใช้ชีวิตอย่างแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกวันนี้การทำงานออนไลน์เริ่มแพร่หลายขึ้นเรื่อย ๆ จึงทำให้หลายคนเริ่มสังเกตเห็นว่า ตัวเองเครียดกับความสัมพันธ์ในที่ทำงานมากแค่ไหน แต่ก็มีบางคนรู้สึกเหงาที่ไม่ค่อยได้พบ และพูดคุยกับคนอื่นแบบเจอหน้ากันตรง ๆ บางคนเพิ่งรู้ตัวว่าต้องการการเชื่อมโยงกับผู้คน และบางคนก็เพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองมีคนสำคัญอยู่ อาจพูดได้ว่าวิกฤตโควิด 19 ไม่ได้แค่มีผลต่อสุขภาพร่างกายหรือเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อการเชื่อมโยงของมนุษย์อีกด้วย

ในขณะเดียวกันอาจพูดได้ว่า นี่เป็นโอกาสอันดีจะได้ทบทวนความสัมพันธ์กับคนอื่น เพื่อค้นหาว่าคนที่สำคัญสำหรับตัวเองจริง ๆ คือใครกันแน่ หรือความสัมพันธ์ที่เหมาะคือความสัมพันธ์แบบไหนกันแน่ สิ่งที่อยากให้ใส่ใจเป็นพิเศษคือ ความรู้สึกพอใจหรือไม่พอใจ เวลาที่อยู่กับใครแล้วรู้สึกขึ้นมาว่า ชอบคนคนนี้ อยู่กับคนคนนี้แล้วสบายใจ หรืออยู่กับคนคนนี้แล้วสนุก นั่นแสดงว่ารู้สึกพอใจ ให้พยายามใช้เวลากับคนที่อยู่ด้วยแล้วรู้สึกสบายใจและพอใจ

ส่วนคนที่ทำให้รู้สึกไม่พอใจ ก็ควรไม่ฝืนคบ ต้นไม้ที่แห้งตายเพราะได้น้ำหรือแสงแดดไม่เพียงพอ หรือได้น้ำกับปุ๋ยมากเกินไปเพราะความหวังดี ก็ไม่ต่างอะไรกับมนุษย์ที่พัฒนาตัวเองไม่ได้เต็มที่ เพราะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม สำหรับมนุษย์แล้วพื้นฐานของสภาพแวดล้อมที่ไม่ขัดขวางการเจริญเติบโต ก็คือความสบายใจ ร่างกายถูกสร้างขึ้นมาให้คอยสังเกตสภาพแวดล้อมรอบตัว เวลาที่ประเมินแล้วว่า สามารถสบายใจได้หรือปลอดภัยจะรู้สึกผ่อนคลาย แต่ถ้าประเมินแล้วคิดว่ามีอันตรายก็จะเกิดความหวั่นวิตกขึ้นมา

ความหวั่นวิตกเป็นสิ่งที่สร้างภาระให้กับร่างกายและจิตใจอย่างยิ่ง พลังงานมหาศาลจะถูกใช้ไปกับการคอยระแวดระวัง ความไม่สบายใจเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการสัมผัสได้ว่า อาจมีอันตรายเกิดขึ้น และสิ่งที่ควรควบคุมความรู้สึกเหล่านี้ก็คือ ระบบประสาทอัตโนมัติ โดยระบบประสาทอัตโนมัตินั้นจะทำงานรวดเร็วเหมือนสัตว์ และอาจแม่นยำยิ่งกว่าการตัดสินใจโดยใช้สมองคิดเสียอีก การหาเวลาว่างที่ว่างจริง ๆ ให้กับร่างกายได้พักวันละนิดทุกวัน จะช่วยให้ฟังเสียงของร่างกายได้ชัดเจนขึ้น และถ้าลองนำวิธีนี้ไปใช้กับด้านอื่น ๆ ของชีวิต เช่น อาหารหรืองานอดิเรก ก็จะรู้วิธีทำให้ร่างกายพอใจได้

การหาเวลาว่างที่ว่างจริง ๆ จะเป็นบันไดไปสู่การสร้างทักษะ ในการรับรู้ความสบายใจของร่างกาย และช่วยให้หยุดพักได้อย่างชำนาญขึ้นด้วย ที่สำคัญที่สุดคิดว่า การเชื่อมั่นในความรู้สึกของตัวเอง จะช่วยเพิ่มตัวเลือกของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นตัวเลือกในเรื่องสภาพแวดล้อมหรือความสัมพันธ์ และเป็นขุมพลังอันยิ่งใหญ่ สำหรับการใช้ชีวิตด้วยเรื่องราวของตัวเอง.