สู้ดิวะ

สรุปหนังสือ สู้ดิวะ

โดย กฤตไท ธนสมบัติกุล

ซึ่งเป็นบทเรียนล้ำค่าจากคุณหมอผู้เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ซึ่งค้นพบความหมายของการมีชีวิตอยู่ ในเดือนตุลาคมปี 2565 อาจารย์หมอหนุ่มหน้าตาดี ที่มีร่างกายแสนจะแข็งแรง ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งปอดระยะสุดท้าย ซึ่งเป็นระยะที่มีการลุกลามไปทั่วร่างกาย โดยเฉพาะที่บริเวณสมอง ปกติแล้วอาจารย์หมอท่านนี้เป็นคนที่ชอบทำกิจกรรม ชอบใช้ชีวิต รักในการออกกำลังกาย ชอบสร้างเรื่องราวและประสบการณ์เอาไว้ให้โลกจดจำ

เมื่อเขาพบแล้วว่าเป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้ายได้ 1 เดือน เขาก็เริ่มตกตะกอนกับตัวเอง และเพื่อนสนิทของเขาได้ว่า ถ้าไม่สามารถหลีกหนีความเป็นจริงอันแสนโหดร้ายนี้ได้ ทำไมถึงไม่ลองหาวิธีที่จะบอกเล่าประสบการณ์ และเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับชีวิตและการต่อสู้กับโรคมะเร็งร้าย ในช่วงเวลาของชีวิตที่ยังเหลืออยู่

ตลอดชีวิตที่ผ่านมานั้นเขาผ่านอะไรมาเยอะพอสมควร ทั้งการอ่านหนังสือ การเฝ้าสังเกตชีวิต การทดลองใช้ชีวิต การเรียนรู้กับทุกสิ่งที่เข้ามาในชีวิตของเขา ทักษะการสอน การเล่าเรื่องที่เขามี มันคงจะดีไม่น้อยถ้าหากก่อนที่เขาจะจากไป เขาได้เล่าเรื่องราวและสะท้อนความคิด ได้ออกมาเป็นบทความหรือเป็นหนังสือสักเล่ม โดยหวังว่าผู้คนบางส่วนในสังคมอาจจะได้อะไรจากสิ่งที่เขาเผชิญ

อาจารย์หมอท่านนั้นเชื่อว่าการบอกเล่าเรื่องราวออกไป คงจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการจะหายจากไปแบบไม่ได้อะไรกลับมาเลย แม้เขาอาจจะยังอยู่หรือไม่อยู่แล้วก็ตาม แต่ตามที่ผู้อ่านอ่านมาถึงตรงนี้ หมายความว่าหนังสือที่บอกเล่าเรื่องราวของเขาเล่มนี้ ยังคงอยู่และจะอยู่ต่อไปเพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่เคยต่อสู้มา เรื่องราวของการสู้ดิวะ

อยู่มาวันหนึ่ง

ผู้เขียนกำลังบรรจุเป็นอาจารย์แพทย์ได้ 2 เดือน เขามั่นใจในสุขภาพร่างกายตัวเองมาก เข้ายิมสม่ำเสมอ เล่นกีฬา กินคลีน ไม่สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์น้อยมาก ทำงานไม่เครียด เข้านอน 4 ทุ่ม ตื่น 6 โมงเช้า เพื่อมาอ่านหนังสือ ทำวิจัย สอนนักศึกษา ไม่ได้เข้าเวรอดนอนอะไรเลย การงานกำลังไปได้สวย เพิ่งเรียนแพทย์เฉพาะทางจบ พร้อมปริญญาโทวิทยาการข้อมูลอีกใบ เพื่อมาเป็นอาจารย์แพทย์ตามที่ฝันไว้

แล้วก็เริ่มไอ มีเสมหะบ้าง ไอแห้งบ้าง แต่ก็สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ทำงาน เล่นกีฬาได้เหมือนเดิม มีแค่เรื่องไอที่ไม่หายสักที สุดท้ายจึงตัดสินใจไปตรวจจริงจังในวันที่ 3 ตุลาคม เป็นวันที่ไม่มีตารางงานเลย จึงได้โอกาสไปตรวจสุขภาพ ผลคือเขาเป็นมะเร็งปอดจริง ๆ แถมเป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้ายด้วย ตลอดชีวิตที่ผ่านมาเขาเป็นคนที่เชื่อสุดหัวใจว่า ถ้ามีเป้าหมาย วางแผน พยายาม ทุ่มเท อดทนก็จะคว้าสิ่งที่ต้องการมาได้ เชื่อว่าสามารถควบคุมชีวิตได้ ทำให้ในมือมีแต่เรื่องดี ๆ มีสุขภาพที่แข็งแรง มีการงานที่มั่นคง มีอนาคตที่สดใส มีสังคมและความสัมพันธ์ที่อบอุ่นมาก ๆ รายล้อมไปด้วยผู้คนที่สุดยอดและน่ารัก

พูดได้ว่าเขามีคนรักมากกว่าคนเกลียด เพราะใช้ชีวิตด้วยคติว่า ทุกคนที่ได้มาเจอและรู้จักจะต้องรู้สึกว่าโชคดีจังที่ได้เจอ เขาทำแบบนี้มาตลอด แต่แล้วก็ได้ตระหนักว่าแท้จริงมนุษย์เปราะบางมากเลย เหมือนโลกทั้งใบแตกสลายลงต่อหน้า แผนชีวิตที่วางมาทั้งหมดพังลง เขามีช่วงชีวิตที่ผ่านมาที่ดี ซึ่งดีแบบไม่มีอะไรให้เสียใจ ไม่มีอะไรที่อยากย้อนกลับไปทำเลย ไม่มีอะไรที่อยากกลับไปแก้ไขในอดีตเลย นั่นแปลว่าที่ผ่านมาใช้ชีวิตมาได้น่าพอใจมาก จึงไม่รู้สึกว่ารู้งี้ทำแบบนั้นตอนนั้นดีกว่า หรืออยากย้อนกลับไปเปลี่ยนทางเดินชีวิตอะไรเลย เขาชอบชีวิตตัวเองในทุกวันมาก

ผู้เขียนตั้งหลักชีวิตใหม่ มองการ์ดในมือ สบตากับมัน แล้วเริ่มวางแผนว่าจะเล่นการ์ดในมือนี้ต่อไป การจะเล่นคือการฝากบางอย่างไว้ให้กับโลกที่อาจจะไม่ได้น่ารักกับเขาสักเท่าไหร่ โดยใช้โอกาสที่จะถ่ายทอดสิ่งที่ตกตะกอนมาตลอดชีวิต บทเรียน มุมมอง ความเชื่อ ความฝัน ความประทับใจ รวมถึงเรื่องราวที่อยากจะฝากไว้กับโลกนี้ ทั้งช่วงอารมณ์อ่อนไหวและเข้มแข็ง เพื่อทิ้งตัวตนบางอย่างของเขาให้ยังอยู่ตลอดไป และเป็นพลังให้กับคนที่ยังมีชีวิตอยู่

ผมชื่อไท

กฤตไท ธนสมบัติกุล ปัจจุบันอายุ 28 ปี ชื่อเล่นไท เป็นชาวเชียงใหม่ ชีวิตวัยเด็กเติบโตมากับครอบครัวที่อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี แต่ชีวิตวัยเรียนอยู่กรุงเทพฯ มาตลอดเพราะพ่อแม่รับราชการในกรุงเทพฯ เขามีชีวิตวัยเด็กที่มีความสุขมาก เป็นเด็กกินเก่ง เล่นเก่ง พูดเยอะ เป็นเด็กน้อยตาตี่อ้วนกลมอารมณ์ดี แต่ชีวิตก็มีจุดเปลี่ยนในช่วงมัธยมต้น มีปัญหาเกิดขึ้นในครอบครัว พ่อกับแม่ตัดสินใจอยู่ห่างกัน ซึ่งทำให้เขาต้องเติบโตอย่างก้าวกระโดด เมื่อต้องอยู่กับแม่และน้องสาว เขาต้องเป็นผู้ใหญ่ทันทีไม่สามารถเป็นเด็กได้อีกต่อไป เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ได้อ่านหนังสือ เพื่อพัฒนาความคิดและทัศนคติขึ้นมา

ในระหว่างที่เรียนสวนกุหลาบ ยังไม่รู้ว่าอยากจะเรียนต่อคณะอะไร เพราะใช้ชีวิตสนุกสนานมาก จนมาถึงจุดเปลี่ยนคือช่วงม. 5 มีเหตุการณ์เปลี่ยนชีวิตอีกครั้ง เมื่ออากงเข้าโรงพยาบาลต้องนอนค้างในห้อง ICU เมื่อไปเยี่ยมผู้เขียนจึงเห็นท่านนอนบนเตียงแล้วมีสายเต็มไปหมด เขาได้แต่มองแล้วรู้สึกแย่กับตัวเอง ความรู้สึกว่าช่างไร้ค่าอัดแน่นอยู่ข้างใน จังหวะนั้นเองเขาเกิดความคิดที่ไม่เคยมีมาก่อนในชีวิต อยากเป็นหมอ

ตอนนั้นเหลือเวลาอีกไม่ถึงปีก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่เป้าหมายชัดเจนมาก และรู้ตัวดีว่าอยู่ในจุดไหน ต้องใช้พลังกายและพลังใจเยอะมาก เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่วางไว้ พร้อมเอาชนะความคิดเสียดายเวลาในอดีต เสียใจกับสิ่งที่ไม่ได้ทำก่อนหน้านี้ จึงเอาเงินเก็บตัวเองไปสมัครเรียนพิเศษทันที โชคดีว่ามีเพื่อนสวนกุหลาบที่คอยช่วยติวช่วยสอน ถึงอย่างนั้นก็ท้อไปหลายครั้งมาก มันเหนื่อยมากที่ต้องเดินทางไปเรียนด้วยตัวเอง เวลาท้อจะเงยหน้าขึ้นมาดูผู้คนในรถเมล์ แล้วบอกกับตัวเองว่าวันหนึ่งจะรักษาพวกเขา มันทำให้มีพลังมากขึ้นจริง ๆ

โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่ามีผู้คนที่ลำบากอยู่ และจะช่วยเขาได้ถ้าเป็นหมอ ใช้ความคิดนี้เป็นพลังในตอนนั้น จนวันที่ประกาศผลเขาสอบติดที่คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นี่เป็นอีกจุดเปลี่ยนหนึ่งของชีวิต ทั้งที่ไม่เคยไปเชียงใหม่เลย การที่ต้องจากบ้านมาไกลทำให้เติบโตขึ้นอีกขั้น เรื่องการเรียนหมอไม่ซับซ้อนอะไร แต่ส่วนมากชีวิตในมหาวิทยาลัยจะเน้นไปที่การซ้อมบาส ช่วงชีวิตนักศึกษาปี 1 เป็นเรื่องธรรมดาของนักศึกษาแพทย์ ที่จะต้องปรับตัวกับการอ่านหนังสือที่เยอะมากขึ้น

โดยเฉพาะเด็กที่ไม่ได้เก่งมาตั้งแต่แรก จึงไม่ได้กลับบ้านเลย เวลาว่างก็อ่านหนังสือ หรือไม่ก็ซ้อมบาส เรื่องราวในครั้งนั้นทำให้คิดได้ว่า การที่พยายามทำงานอย่างหนักเพื่อประสบความสำเร็จ โดยตั้งใจจะนำความสำเร็จไปให้คนที่รัก อาจไม่ใช่ทางที่ถูกต้อง ตั้งแต่วันนั้นเขาจึงหันมาใช้ชีวิตในแต่ละวันให้สมดุล ไม่ว่าจะมีงานยุ่งแค่ไหน ก็จะต้องหาเวลาให้กับครอบครัว ให้กับคนสำคัญ ใส่ใจกับคนรอบข้าง สร้างช่วงเวลาดี ๆ ร่วมกัน เพราะไม่รู้ว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เหมือนคำกล่าวที่ว่า ความสุขไม่ได้อยู่ที่ปลายทาง ทว่าเกิดขึ้นระหว่างทางที่เดินไป

ผู้เขียนเรียนหมอ 6 ปีครบตามเวลา พอเรียนจบหมอแล้วเรียนแพทย์เฉพาะทางต่ออีก 3 ปีทันที ผ่าน 3 ปีไปแบบทุลักทุเล แต่ปัจจุบันเรียนจบได้ดี จบแพทย์เฉพาะทางเวชศาสตร์ครอบครัว (Family Medicine) ประกาศนียบัตรชั้นสูงของระบาดวิทยาคลินิกและสถิติศาสตร์คลินิก ประกาศนียบัตรชั้นสูงด้านการแพทย์คลินิก และปริญญาโทวิชาการข้อมูล ได้บรรจุเป็นอาจารย์ประจำศูนย์ระบาดวิทยาคลินิกและสถิติศาสตร์คลินิก ภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ผู้เขียนได้ทำงานที่ตัวเองอยากทำ งานที่รู้สึกมีคุณค่าต่อผู้อื่น ได้ทำงานกับผู้คนคุณภาพ ชีวิตใน 28 ปีหลังจากผ่านการลงทุนกับตัวเองอย่างหนักหน่วง การลงทุนนั้นเริ่มเจริญเติบโตและผลิดอกออกผลให้เห็นแล้ว เขาได้เริ่มวิ่งตามความฝันอย่างเต็มที่ เดินตามแผนที่วางไว้ได้อย่างงดงาม แต่ตอนนี้เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยวสิ่งที่ลงทุนไป แล้วก็เป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้าย ผู้เขียนอยากเป็นคนที่นั่งลงข้าง ๆ คนไข้ และทำให้เขารู้สึกว่าโชคดีจังที่ได้เจอหมอคนนี้

ส่องจ้องมะเร็ง

อาการแรกเริ่มคือไออย่างหนัก มีเสมหะสีส้มแดงออกมาทุก 5-10 นาที อันที่จริงก่อนเข้ารับการวินิจฉัย อาการไอก็ค่อย ๆ หนักขึ้น เริ่มจากไอแห้งก่อนมาเป็นไอแบบมีเสมหะ โดยเสมหะสีเข้มขึ้น คำถามที่หลายคนถามคือ เป็นหมอทำไมไม่ไปรีบรักษา ทำไมไม่รีบไปตรวจ ปกติหมอเองจะคิดถึงโรคที่น่าจะเป็นไปมากที่สุดก่อน ซึ่งจากลักษณะทางคลินิกรวมกับหลายปัจจัย ทำให้ในตอนแรกได้รับการวินิจฉัย และรักษาไปทางโรคกรดไหลย้อน แต่เมื่อครบ 2 เดือนอาการยังไม่ดีขึ้น ก็ถึงเวลาที่ต้องสันนิษฐานถึงโรคอื่นเพิ่มเติม

3 ตุลาคม 2565 จึงตัดสินใจไปตรวจ Chest X-ray จากผลเอกซเรย์ทราบแบบนี้ มีก้อนขนาดใหญ่ได้มีการกระจายไปปอดอีกฝั่ง และมีน้ำในปอด ได้ทำการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เพื่อดูในทรวงอกและช่องท้องทั้งหมด ผลปรากฏว่ามีก้อนอยู่จริง ๆ ที่ปอดด้านขวาขนาดพอ ๆ กับหัวใจเลย และมีก้อนเล็กกระจายที่ปอดด้านซ้าย หลังจากนั้นได้ผ่าตัดนำชิ้นเนื้อออกไปตรวจดูเซลล์ และทราบผลว่าเป็นมะเร็งจริง ๆ

โรคหลักคือมะเร็ง แต่ก็ต้องไปตรวจเพิ่มเติมที่สำคัญอีก 2 อย่างคือ PET scan หรือ Positron Emission Tomography Scan เป็นเทคโนโลยีการตรวจโรคทางด้านเวชศาสตร์นิวเคลียร์ เพื่อตรวจดูทั่วร่างกายว่ามีการกระจายไปที่ไหนบ้าง และทำ MRI brain (Magnetic Resonance Imaging) เพื่อดูในสมอง เพราะมะเร็งปอดนี้ชอบลามไปสมอง

อีก 6 ก้อนในสมอง

หลังจากที่ผู้เขียนไปทำ MRI พบว่ามีก้อนเนื้อที่ใหญ่และน่ากังวลมี 3 ก้อนแถมอยู่ในตำแหน่งที่สำคัญเสียด้วยคือ สมองส่วนหน้า สมองท้ายทอย และสมองน้อย นอกนั้นยังมีก้อนเล็กอีก 3 ก้อน ซึ่งก้อนเนื้อเหล่านี้อาจทำให้เกิดอาการทางสมองที่สำคัญได้เช่น อ่อนแรง ชา เดินเซ นั่งทรงตัวไม่ได้ มีปัญหาการมองเห็น แต่เขาโชคดีมาก ตอนตรวจเจอไม่มีอาการทางสมองอะไรเลย การมีก้อนในปอดนั้นอย่างมากที่สุดก็คือเหนื่อยหอบหายใจไม่ได้ แต่ยังสามารถใช้ยาจัดการอาการไปได้ หรือถ้าไม่ไหวจริง ๆ ก็แค่เสียชีวิต

แต่การมีก้อนในสมองนั้น มีโอกาสที่จะมีอาการทางระบบประสาทได้ ซึ่งอาการเป็นได้หลากหลายมาก ความรุนแรงก็แตกต่างกันออกไป มีโอกาสเป็นภาระให้กับคนอื่น หลายท่านที่เจอเรื่องร้ายในชีวิต ผู้เขียนเข้าใจดีว่าไม่อยากยอมรับมัน เชื่อเถอะปล่อยวางอดีต แล้วอยู่กับปัจจุบันตรงหน้า มันเกิดขึ้นแล้ว ไม่ว่าเพราะอะไรมันเกิดขึ้นแล้ว ยอมรับมันแล้วไปกันต่อ

หลักการคร่าว ๆ ของมะเร็งมักเริ่มจากการที่มียีน มีพันธุกรรม ที่ทำให้เซลล์เกิดการแบ่งตัวที่ผิดปกติ ทำให้เกิดเป็นเซลล์มะเร็งขึ้นมา โดยที่จังหวะนี้จะมีอีกองค์ประกอบคือ มียีนที่ผิดปกติถูกกระตุ้นหรือถูกจู่โจมจากปัจจัยภายนอกเช่น สิ่งแวดล้อม พฤติกรรมการใช้ชีวิต อาหาร การได้รับสารหรือรังสี มีคนเคยเปรียบเทียบไว้ได้น่าสนใจว่า การมีพันธุกรรมก็เหมือนลูกกระสุนในปืน แต่สิ่งแวดล้อมเป็นตัวลั่นไกปืน พอมีเซลล์มะเร็งเกิดขึ้นในร่างกาย แล้วร่างกายก็ปล่อยไว้ไม่ได้ เม็ดเลือดขาวก็จะเข้าไปกำจัดเซลล์ร้ายเหล่านั้น

ร่างกายทุกคนมีเซลล์ที่แบ่งตัวผิดปกติได้ แต่ร่างกายจะจัดการกับเซลล์เหล่านั้นก่อนที่มันจะโต ดังนั้น พวกมะเร็งที่เติบโตได้ต้องมีวิธีการเอาตัวรอดจากร่างกาย มะเร็งของผู้เขียนมันเลือกวิธีการใช้ PD-L1 เป็นตัวที่ทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายมองไม่เห็นมะเร็ง ในปัจจุบันตั้งแต่ปี 2015 มามียาที่เข้าไปจัดการกับ PD-L1 นี้แล้ว ด้วยยาตัวนี้จะทำงานโดยการไปปิดเจ้าบัตรผ่านนั้น ทำให้ภูมิคุ้มกันไม่โดนหลอก และจัดการกับมะเร็งได้ ยานั้นมีชื่อว่าเพมโบรลิซูแมบ (Pembrolizumab) เป็นยาฉีดทางเส้นเลือดทุก 3 สัปดาห์ อย่างไรก็ตามยานี้ราคาประมาณ 200,000 บาท ราคาที่แพงของยาแลกมากับประสิทธิภาพ เพราะมันเพิ่มโอกาสรอดให้กับผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายได้เยอะมาก เมื่อเทียบกับการได้รับคีโมอย่างเดียว อย่างไรก็ตามก็ต้องมาดูว่า ผู้เขียนจะตอบสนองกับยานี้หรือไม่ คำว่าตอบสนองก็คือโรคไม่เป็นมากขึ้น ไม่มีการกระจายเพิ่มขึ้น เหนือสิ่งอื่นใดยังมีโอกาสรอดชีพที่ 5 ปีถึง 20% ด้วย

ทำไมต้องเป็นผม

ทำไมต้องเจอเรื่องผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำอีก? นั่นเป็นชุดความคิดที่มองตัวเองเป็นเหยื่อ และปฏิเสธความจริงตรงหน้า ความคิดที่นอกจากไม่ทำให้อะไรดีขึ้นแล้ว ยังทำให้สภาพจิตใจและความหวังในชีวิตลดลงด้วย แล้วถ้าจะเลือกมองมันในมุมมองของผู้ชนะบ้าง ถึงจะเสียอะไรไปมากมายเท่าไหร่ แต่ก็ยังเหลืออะไรอีกตั้งเยอะ อันนี้เรื่องใหญ่ การเลือกที่จะมองสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิต ไม่ว่าจะดีหรือร้ายว่าเป็นของขวัญ แทนที่จะมองสิ่งที่ขาดหาย แต่เลือกที่จะมองสิ่งที่มีอยู่แล้วมีความสุขกับมัน

ไม่สามารถรอให้ทุกก้อนเนื้อ ทุกแผล หายไปก่อนแล้วค่อยมีความสุข เพราะทุกช่วงเวลาล้วนสำคัญ ทุกวันมีความหมาย ทุกนาทีคือโอกาส โอกาสที่จะมองเห็นสิ่งตรงหน้า แล้วตัดสินใจว่าจะเป็นเหยื่อหรือผู้ชนะ เลือกที่จะยอมรับสิ่งที่เข้ามาในชีวิต และมองมันเป็นของขวัญให้ได้

เราเป็นคนธรรมดาครับ

สังคมปัจจุบันกำลังกดดันให้กลายเป็นคนพิเศษ ซึ่งถ้ามองตามหลักสถิติ มันคงเป็นไปไม่ได้เลยที่ทุกคนจะกลายเป็นคนพิเศษ ถ้าทุกคนพิเศษ ทุกคนประสบความสำเร็จ เก่ง ฉลาด หน้าตาดี สุขภาพดีไปหมดทุกคน ก็จะไม่พิเศษแล้ว ซึ่งการคิดว่าต้องพิเศษมันจะทำให้พบกับความผิดหวัง ที่น่าสนใจกว่าคือบางทีก็หลอกตัวเองว่าพิเศษ ด้วยบาดแผลในชีวิต

การเป็นคนธรรมดาคือ การยอมรับความจริงที่ว่า อาจจะแค่เกิดมาแล้วตายไปแบบไม่มีใครจำได้ แต่ก็มีชีวิตที่มีความสุข สิ่งที่ทำมันอาจไม่ได้ยิ่งใหญ่ ชีวิตวันนี้อาจจะไม่ได้สนุกมาก เกิดมาแล้วก็จะจากไป แล้วก็จะวนแบบนี้ เมื่อรู้แล้วว่าเป็นคนธรรมดาที่มีเวลาจำกัด จะใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้นมาก สะดวกแบบไหนก็ทำแบบนั้น เวลามีน้อยเกินกว่าจะไปทำตัวไม่น่ารักใส่กัน แค่สร้างช่วงเวลาที่น่าจดจำก็มีเวลาไม่พอแล้ว ความสุขกับความสำเร็จนี้บางทีก็ไม่รู้ว่าอะไรเกิดก่อนเกิดหลัง แต่ผู้เขียนรู้แล้วว่า ความสุขเกิดหลังการนอนหลับดี ๆ ได้ตื่นมากินของอร่อย สร้างเสียงหัวเราะให้คนรอบข้างบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ หรืออาจจะแค่ใช้ชีวิตในวันนี้ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ มีชีวิตธรรมดาที่มีความสุข เขาคิดว่าเขาเป็นคนธรรมดาเหมือนกับทุกคน ไม่มีสิทธิ์ที่พิเศษมากกว่าใคร และผมก็ไม่ได้อยากได้สิทธิ์นั้นเพราะเป็นมะเร็ง สิ่งที่เขาซึ่งเจอกับโรคร้ายแบบนี้ต้องการมากที่สุดคือ การเป็นคนธรรมดาเหมือนกับทุก ๆ คน

วิ่งดิวะ

ทุกคนเองก็คงมีเหตุผลในการที่จะไม่ดูแลสุขภาพของแต่ละคนแตกต่างกันไป ข้อจำกัดในชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ทำให้อาจมองข้ามหรือละเลย ในการที่จะลงทุนกับสุขภาพตัวเอง ข้อจำกัดของผู้เขียนคือมะเร็งในปอดและในสมอง ต้องรับยาเคมีบำบัดสูตรที่ไม่ได้เบา รับสารรังสีมากมายในระยะเวลาสั้น ๆ พึ่งผ่าตัดเสร็จไม่ถึงเดือน เพิ่งหายจากโรคโควิด และที่สำคัญมีเวลาในชีวิตเหลือไม่มาก

เลือกที่จะกลับมาจริงจังในเรื่องโภชนาการ และการออกกำลังกายในวันที่ฝุ่นน้อย เนื่องจากการออกไปเดิน พยายามเดินให้ได้หมื่นก้าว ซึ่งมันใช้เวลานานมาก เดินได้สักพักก็เริ่มรู้สึกว่าต้องวิ่งดิวะ แล้วต้องเวทเทรนนิ่งควบคู่ไปด้วย การทำกิจกรรมเหล่านี้ทำให้ได้รู้สึกว่า มีบางส่วนของชีวิตที่พอจะพยายามเพื่อเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ของมันได้อยู่บ้าง รู้สึกว่ายังพอมีอำนาจในการเลือกอะไรให้กับชีวิตได้บ้าง มากกว่าแค่การนั่งอธิษฐาน ดูเหมือนเรื่องราวจะไปได้ด้วยดี โรคร้ายนี้ดูเหมือนจะตอบสนองกับการรักษา อย่างไรก็ตามต้องไปติดตามหลังจากได้รับการรักษาครบอีกที

สวัสดีปีใหม่ครับ

ผู้เขียนมองชีวิตตัวเองเป็นเกมสั้น ๆ เล่นรอบละ 3 สัปดาห์ เริ่มที่ไปนอนโรงพยาบาลเพื่อรับยาเคมีบำบัดและยากระตุ้นภูมิ พอได้ยาแล้วก็รับมือกับผลข้างเคียง ระวังไม่ติดเชื้อหรือมีอาการแทรกซ้อน หลังจากอาการนิ่งก็เริ่มเตรียมร่างกาย เพื่อรับยาครั้งหน้าในสัปดาห์ต่อไป ไม่ได้วางแผนอะไรที่เกินเดือนเลย เพราะไม่มีอะไรแน่นอน สภาพแบบนี้คงไม่กล้าคิดถึงงานปีใหม่ หรืองานวันเกิดตัวเอง

ชีวิตในแต่ละวันช้าลงมาก แต่ก็ละเอียดขึ้นมากเช่นเดียวกัน เพราะต้องสังเกตทุกอาการที่เกิดขึ้นกับร่างกาย ต้องลงรายละเอียดกับการเลือกอาหาร เลือกน้ำ การออกกำลังกาย กินยา และจัดการกับสิ่งแวดล้อมให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่สิ่งสำคัญกว่านั้นคือ การจัดการกับสภาพจิตใจ ในช่วงที่ผ่านมาได้อ่านหนังสือที่ช่วยให้มีมุมมองในการรับมือกับปัญหาเหล่านี้ เรียกว่าเป็นการติดอาวุธให้ตัวเองไปสู้กับตัวเองข้างในจิตใจ ซึ่งเป็นโจทย์อีกแบบหนึ่ง ไม่ต่างกับทักษะในชีวิตด้านอื่น

ซึ่งถ้าไม่ฝึกฝนจะทำไม่เป็น แต่ถ้าฝึกซ้อมจะค่อย ๆ ทำได้ดีขึ้นแล้ว วันหนึ่งก็คงเชี่ยวชาญในการรับมือกับภาวะของจิตใจ หรือรับมือกับความตายได้ดีขึ้น ศาสตร์ทางโลกที่พยายามจะบอกว่า จะมีชีวิตอยู่ไปตลอด เนื้อหาในนั้นอธิบายเหมือนกับหลายอย่างในชีวิตมันสามารถกำหนดได้และมั่นคงได้แน่นอน แต่ศาสตร์ทางธรรมพยายามจะบอกว่าต้องตาย มันไม่มีอะไรเป็นของเรา และมันไม่มีอะไรแน่นอนเลย

มีนักจิตวิทยากล่าวว่า ที่มนุษย์ต้องทำตัวให้ยุ่งไว้ หรือที่ไม่สามารถอยู่นิ่งหรืออยู่เฉยได้ เพราะมนุษย์กลัวที่จะคิดถึงความตาย และยังบอกอีกว่าศาสตร์ทางโลกทั้งหลาย ก็มีขึ้นเพื่อให้ยุ่งมากพอที่จะไม่คิดถึงความตาย กติกาเงื่อนไขในการเล่นเกมชีวิตนี้ยังคงเหมือนเดิม แต่ผู้เขียนเริ่มเล่นมันด้วยสกิลเสริมอีกชุดหนึ่ง ซึ่งทำให้เล่นเกมอย่างมีความสุขมากขึ้น การหันมาอัพสกิลด้านจิตใจ ช่วยทำให้ชีวิตสงบยิ่งขึ้นเวลาเจอปัญหา หรือสิ่งที่ไม่เป็นดั่งใจ เข้าใจผู้คน และสิ่งที่เป็นไปตามธรรมชาติเหล่านี้ได้ดียิ่งขึ้น และสามารถสบตากับความตายได้ดีขึ้นเล็กน้อย แต่เชื่อว่าถ้าฝึกไปเรื่อย ๆ ก็น่าจะทำได้ดีขึ้น ตอนนี้ได้เรียนรู้ว่าความสงบคือความสุข ได้เรียนรู้ว่าชีวิตที่เรียบง่ายคือชีวิตที่คุ้มค่า ได้เรียนรู้ว่าชีวิตธรรมดาคือชีวิตที่มีความหมาย และยังได้เรียนรู้ว่าการแต่งห้องวันคริสต์มาสกับการเลือกคัพเค้กลายซานต้าไปฝากคนอื่นมันสนุกกว่าที่คิด

ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิตยังออกไปทำงานนี้อยู่ไหม

เชื่อว่าความตั้งใจแรกของหลายท่าน ที่สมัครเป็นอาจารย์ก็คงเป็นเพราะอยากสอน อยากถ่ายทอด อยากเห็นศิษย์ได้ดี น่าเสียดายที่องค์กรมหาวิทยาลัยในบ้านเรา มักให้คุณค่ากับผลงานวิชาการ งานวิจัยที่มีจำนวนครั้งที่ได้รับการอ้างอิงสูง ๆ ซึ่งจะทำให้อันดับของมหาวิทยาลัยสูงขึ้น การวัดผลอาจารย์ท่านหนึ่งว่า เป็นอาจารย์ที่ยอดเยี่ยมด้วยสิ่งพวกนี้ ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้อาจารย์เองต้องดิ้นรน เพื่อทำให้ตัวเองมีผลงานวิชาการ จนบางทีเหตุผลแรกที่ทำให้พวกท่านมาเป็นอาจารย์อาจเลือนรางไป

ผู้เขียนหวังว่าวันหนึ่งจะมีการให้คุณค่ากับคุณภาพของการสอน รวมถึงความตั้งใจทุ่มเทของอาจารย์ ในการใส่ใจคนไข้และนักศึกษามากพอ ๆ กับผลงานทางวิชาการ การทำการสอนจะมอบช่วงเวลาที่มีชีวิตชีวาให้ได้ ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต จะยังออกไปทำงานนี้อยู่ไหม ต่อคำถามนี้ผู้เขียนคงตอบว่าอยาก ถึงแม้จะทำได้อีกไม่นาน แต่ถ้ายังสอนได้ ก็อยากจะสอนต่อไปเท่าที่ยังทำไหว นี่คงเป็นคำตอบของงานที่อยากทำไปตลอด คนเราใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตไปกับการทำงาน ทำงานให้สนุก และอยากออกไปทำในทุกวันก็คงดี

ระบาดวิทยาคลินิก

แนวคิดสำคัญเรื่องหนึ่งของศาสตร์แห่งระบาดวิทยาคลินิก ต้องเริ่มเล่าจากการบอกภาพใหญ่ของการดูแลรักษาคนไข้ในปัจจุบันก่อนว่า จะใช้การดูแลแบบเวชปฏิบัติอิงหลักฐาน (Evidende Based Medicine) คือ การตัดสินใจสั่งการรักษาผ่านหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ คงไม่มีประชาชนคนไหนอยากให้หมอรักษาด้วยเพียงประสบการณ์ หรือทัศนคติส่วนตัวของหมอจริงไหม ดังนั้น งานด้านระบาดวิทยาคลินิก (Clinical Epidemiology) จึงเป็นเรื่องของการออกแบบวิธีทำวิจัย เพื่อสร้างหลักฐานมาตอบปัญหาที่หมอหรือบุคลากรทางการแพทย์เจอ เป็นการทำวิจัยที่มีเป้าหมายสูงสุดเพื่อช่วยให้กระบวนการการดูแลคนไข้ดีขึ้น

การออกแบบการศึกษาที่สามารถยืนยันความเป็นเหตุเป็นผลได้อย่างชัดเจนคือ การทดลองหรือสังเกตการณ์ได้รับการรักษาด้วยวิธีหนึ่ง เทียบกับวิธีการรักษาที่เป็นอีกวิธี ที่จะนำมาเปรียบเทียบ แล้วติดตามไปวัดผลโดยระหว่างติดตาม ทุกอย่างต้องเหมือนกัน แต่ต่างกันแค่การรักษาที่ให้เท่านั้น ถ้าผลลัพธ์แตกต่างกัน เมื่อนั้นเท่านั้นที่สามารถยืนยันได้ว่า ความแตกต่างของผลที่เกิดขึ้น เกิดจากการได้รับการรักษาคนละวิธี หากบางท่านยังอยากรู้ว่าเป็นเพราะเลือดกรุ๊ปบี หรือเปล่าที่ทำให้โสด ก็ต้องไปพยายามจัดการให้มีกลุ่ม 2 กลุ่ม ที่มีลักษณะทุกอย่างแทบจะเหมือนกันหมด ต่างกันแค่กลุ่มหนึ่งเลือดกรุ๊ปบี อีกกลุ่มไม่ใช่ แล้วตามไปดูว่าสุดท้ายกลุ่มไหนโสดมากกว่ากัน ทำให้มีจุดตั้งต้นเหมือนกัน ต่างกันแค่การมีสิ่งที่สนใจกับไม่มีสิ่งที่สนใจ

พวกเราอยู่ในบ้านเมืองที่นำสารอะไรก็ไม่รู้มารักษาโรค และสารเหล่านั้นยังไม่ได้แม้แต่จะลองพิสูจน์ด้วยซ้ำ ที่น่ากลัวกว่าคือยาหรืออาหารเสริมที่ดูเหมือนจะดี ยิ่งมีงานวิจัยมาหนุนหลัง บางทีอาจเผลอปิดตรรกะในหัวแล้วก็หลงเชื่อไปง่าย ๆ ขอให้มีเหตุผลในทุกการตัดสินใจของชีวิต

ตัดคำว่าเดือนสุดท้ายออกจากหัวไม่ได้เลย

สามเดือนนับจากครั้งแรกที่ไป MRI สมองมาในวันที่ 18 ตุลาคม 2565 ซึ่งเป็นวันที่เป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิต วันนี้ผู้เขียนร้องไห้อย่างจริงจังเป็นครั้งแรก เพราะผลการ MRI พบก้อนเนื้อในสมอง 6 ก้อน มันกระทบกับความเป็นอยู่ทันที เพราะมีโอกาสที่จะชัก อ่อนแรง พฤติกรรมเปลี่ยนไป จำอะไรไม่ได้ เรียนรู้อะไรไม่ได้ และอีกมากมายที่อาจเกิดได้ จากการมีก้อนในสมอง แล้วการทำอะไรเกี่ยวกับสมองก็จะยากไปหมด ถึงแม้ภาพรวมในการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด (immunotherapy) และยาเคมีบำบัด (chemotherapy) จะมีการตอบสนองที่ดีมากภายในปอด

ทราบได้จากผลการทำ CT scan ครั้งล่าสุดช่วงเดือนธันวาคม ก้อนเนื้อในปอดมีขนาดเล็กลงอย่างมาก และไม่มีก้อนเนื้อใหม่เพิ่มที่อวัยวะอื่นในร่างกาย แต่ยาเหล่านี้ไม่สามารถผ่านเข้าไปในสมองได้ แนวทางการจัดการกับก้อนมะเร็งในศีรษะ จึงเป็นการฉายแสงเป็นหลัก เมื่อได้รับการฉายแสงด้วยวิธีการใช้เฉพาะจุด (Stereotactic radiosurgery) ซึ่งคือการนำเอารังสีเข้มข้นฉายไปเฉพาะบริเวณก้อนเนื้อที่เห็น ทำให้สมองส่วนที่ปกติไม่โดนรังสีไปด้วย เพื่อช่วยให้สมองส่วนนั้นยังคงทำงานได้เหมือนเดิม

จากการติดตามความคืบหน้าในปอดก็พบว่าปอดดี ตอนนี้ร่างกายแข็งแรง เมื่อร่างกายแข็งแรงขณะนี้ก็เหมือนกับหายป่วยเลย ทั้งที่ยังมีก้อนเนื้ออยู่ในปอด แต่ชีวิตมันดันดีเกินไป ดีจนทำให้ลืมอะไรพวกนี้ไปเลย ชีวิตกลับมาวุ่นวายอีกครั้ง หลังเริ่มคิดเรื่องการทำงาน คิดเรื่องบ้าน วางแผนแต่งงาน กลับมาคิดเรื่องการฟื้นฟูตัวเองให้กลับไปใช้ชีวิตได้ และที่สำคัญคือเผลอคิดไปว่าตัวเองจะเป็นเคสที่พิเศษมากพอที่จะอยู่ได้อีกหลายปี แล้วก็มาถึงการ MRI สมองเพื่อติดตามผลหลังจากผ่านมา 3 เดือน แล้วผล MRI ก็ออกมา มีข่าวดีและข่าวร้ายข่าวดีคือก้อนเนื้อทั้ง 6 ก้อนที่แสนอันตรายนั้นยุบลงเยอะพอตัวเลย

อย่างไรก็ตาม มันก็ยังมีก้อนเนื้อก้อนใหม่เกิดขึ้น ก้อนที่ไม่เคยผ่านการฉายรังสี ก้อนที่ถึงจะเล็กแต่ก็เป็นการบอกว่า สมองส่วนที่ไม่โดนรังสีมันยังมีเชื้อมะเร็งอยู่จริง ๆ ถ้าเป็นแบบนี้ก็ฉายแสงทั้งหัว (Whole-brain radiation) ก็ดูน่าสนใจมากขึ้น เพราะมันเป็นการฉายรังสีไปทั่วทุกบริเวณของเนื้อสมอง เท่าที่ดูตัวเลขจากการวิจัยหลังฉายรังสีไปได้ราว 4-6 เดือน ผู้ที่ได้รับการรักษาจะเริ่มโง่ลง ความจำแย่ลง เรียนรู้เรื่องใหม่แย่ พูดช้า คิดช้า มีอาการมึนงง

นี่คือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นแน่ ๆ และยังมีผลกระทบที่ต้องลุ้นว่าจะเกิดใหม่เช่น อาการทางสมองรุนแรง อาทิ อาการชัก หรือกลุ่มอาการที่ตามมาจากภาวะสมองบวม นอกจากนี้ในภาพใหญ่พบว่า กลุ่มที่ฉายรังสีทั้งศีรษะมีอายุนานกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ฉาย แม้ว่าตัวเลขสุดท้ายของผู้ป่วยทั้งสองกลุ่มนั้น ก็อยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือน แต่เมื่อชั่งน้ำหนักระหว่างอัตรารอดกับผลกระทบ ก็พอจะคิดว่ามีความหวัง จะอยู่นาน นี่ไงปอดมันตอบสนอง แต่กลับไปมีเรื่องเดิมว่า ในอนาคตมันก็มีโอกาสสูงมากที่จะกลับมากำเริบ แต่ตอนนี้ต่อให้มันไม่กลับมา ต่อให้อยู่ได้นาน แต่อยู่แบบสมองฝ่อ อยู่แบบจำอะไรไม่ได้เลย ทำงานไม่ได้ เป็นภาระคนอื่น มันอดคิดไม่ได้ว่าจะอยู่ไปทำไม

สุดท้ายผู้เขียนเลือกไม่ทำการฉายแสงทั้งหัว แล้วฉายแสงเฉพาะจุดไป พร้อมกับอดทนทำ MRI ไปทุก 2 เดือน แต่ชีวิตก็ต้องมานั่งลุ้นอยู่ตลอด เหมือนตอนลุ้นกับการรักษาก้อนในปอดเลย แต่แย่กว่าตรงที่ในปอดมียาให้ แต่ในหัวเนื้อสมองส่วนที่ไม่โดนรังสี มันเท่ากับไม่มีการรักษาอะไรไปจัดการกับมะเร็งเลย โอกาสที่จะมีก้อนใหม่เพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณ 80% นั่นแปลว่าควรต้องทำการฉายรังสีทั้งหัว และหลังจากนี้ก็เป็นเรื่องของเวลาแล้ว

จากเหย้าสวนกุหลาบ 141

วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้รับโอกาสที่สำคัญมาก ในการไปพูดคุยกับน้องสวนกุหลาบรุ่น 141 โอกาสวันจากเหย้า หรือวันสุดท้ายของการเป็นนักเรียนมัธยมปลายของน้องสวนกุหลาบ บรีฟที่ได้รับมาคือการให้คำแนะนำน้อง ๆ พร้อมกับวิธีคิดคร่าว ๆ ในหัวข้อประมาณว่า วิธีคิดที่จะทำให้เข้าใจตัวเอง และพร้อมเจอกับโลกมากขึ้น

ผู้เขียนได้เรียนรู้เรื่องที่ยิ่งใหญ่แต่เรียบง่ายมาก ๆ ว่า คนเรามีเวลาจำกัด เวลาไม่ได้มีมากพอให้ไปทำเรื่องที่มีทุกอย่างในโลก สิ่งที่เลือกมาแล้วจึงเป็นสิ่งที่พิเศษและสำคัญมาก เพราะกำลังสละหลายสิ่งเพื่อให้ได้สิ่งนี้มา เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ณ ตอนนี้ ในช่วงเวลานี้ มันจึงเป็นสิ่งที่พิเศษที่สุดเวลานี้ เป็นสิ่งเดียวที่มี จึงเชื่อว่าชีวิตไม่ใช่เส้นแต่เป็นจุด จุดที่เป็นตัวแทนของแต่ละวัน สุดท้ายจุดจะต่อกันเป็นเส้นยังไงก็ไม่มีใครรู้ แต่เรามีหน้าที่แค่อยู่กับจุดของแต่ละวันให้เต็มที่ที่สุด

ให้เป็นช่วงเวลาที่เต็มที่กับทุกโมเมนต์ตรงหน้า แล้วถ้าวันหนึ่งเวลาหมดลง จะไม่เสียใจหรือเสียดายกับชีวิตที่ได้ใช้ไป นี่คือส่วนหนึ่งของเนื้อหาที่ผู้เขียนได้พูดกับน้อง ๆ ในวันนั้น

ฝุ่น

สิ่งที่ผู้เขียนอยากมาตั้งคำถามคือ มันเป็นความรับผิดชอบของประชาชนจริงหรือ ประชาชนต้องแบบรับค่าหน้ากากอนามัย ค่าเครื่องฟอกอากาศ รวมถึงเครื่องแรงดันบวก ประชาชนหลายอาชีพก็ไม่ได้สะดวกพอที่จะหลีกเลี่ยงฝุ่นอันตรายนี้ ไม่ได้มีเงินมากพอที่จะติดตั้งเครื่องมือที่จะเพิ่มคุณภาพอากาศ ที่พวกเขาต้องหายใจเข้าไปทุกวันนี้ ต้องเป็นประชาชนที่อยู่ในประเทศที่ต้องซื้ออากาศหายใจจริง ๆ หรือ

ประเทศเราติดอันดับโลก ในฐานะประเทศที่มีปัญหาจากฝุ่นติดต่อกันมาหลายปี ทำไมยังไม่ค่อยเห็นความชัดเจน ในการให้ความสำคัญเรื่องคุณภาพอากาศ หรือความชัดเจนในการพยายามหาต้นตอของปัญหาเฉพาะในแต่ละพื้นที่ มันไม่ใช่แค่การเผาป่าหรือปัญหารถติด มีหลายสาเหตุที่ทำให้มีปัญหาฝุ่นควัน แต่ประเทศไทยกลับไม่มีงานศึกษาที่ชัดเจน ณรงค์นึกถึงสาเหตุหลัก ๆ ของ PM 2.5 ในประเทศไทยว่าตกลงอะไรคือสาเหตุของแหล่งกำเนิดหลักของ PM 2.5 ในแต่ละภาคส่วนกันแน่ มันต้องมีการวิเคราะห์และไปแตะสิ่งที่เป็นรากฐานของปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างแท้จริง ซึ่งจะสามารถแก้ไขปัญหาฝุ่นได้อย่างยั่งยืนสักที

ตัวที่ดูอันตรายชัดเจนอย่างพวกฝุ่นที่มีขนาดเล็กอย่าง PM 2.5 มันจะสามารถผ่านขนจมูก ผ่านการกรองในร่างกายเข้าไปได้เลย เรียกได้ว่าสูดปุ๊บเข้าเส้นเลือดปั๊บ ฝุ่นจิ๋วเหล่านี้มันสามารถผ่านทุกกำแพงของร่างกาย แล้วพุ่งเข้าสู่เส้นเลือดได้โดยตรงเลย จากนั้นมันก็ไปแสดงพลังทั่วร่างกาย ถ้าเป็นวัยรุ่นสูดไปก็เป็นมะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะอาหาร ในคนอายุน้อยก็มีโอกาสเป็นโรคถุงลมโป่งพองเหมือนคนสูบบุหรี่ ทั้งนี้คนเหล่านั้นไม่ใช่คนที่สูบบุหรี่ แต่แค่เขาหายใจในอากาศแบบนี้ก็เหมือนสูบแล้ว

นอกเหนือจากนี้มันยังทำให้เส้นเลือดอักเสบ ส่งผลให้เกิดโรคหลอดเลือดในสมอง เป็นแขนขาอ่อนแรง โรคหลอดเลือดหัวใจ เส้นเลือดหัวใจตีบ หรือไปทำให้สมองเสื่อม ความจำแย่ลงการวัดค่าฝุ่นที่เป็นที่นิยมกันคือค่า AQI (Air Quality Index) เป็นดัชนีบอกคุณภาพของอากาศ ข้อนี้เป็นค่าที่บอกว่าอากาศที่หายใจอยู่นั้น มีสิ่งแปลกปลอมปนอยู่เยอะแค่ไหน ซึ่งมันประกอบไปด้วยหลายอย่าง ฝุ่นมีหลายขนาด ค่าที่แสดงในเครื่องฟอกอากาศในบ้าน มักจะเป็นค่า PM 2.5 ซึ่งจากที่สังเกตคือจะมีค่าประมาณครึ่งนึงของ AQI แต่ตรงนี้ไม่ใช่ค่าแท้จริงเพียงค่าการประมาณ

ซึ่งถามว่าแค่ไหนถึงน่ากลัว องค์กรอนามัยโลกตั้งไว้ที่ PM 2.5 เฉลี่ยเกิน 15 ถือว่าอันตรายกับสุขภาพมนุษย์แล้ว ถ้ามันสูงก็ต้องหาทางทำให้ร่างกายโดนฝุ่นน้อยที่สุด ซึ่งวิธีการเหล่านั้นง่ายที่สุดคือ ลดการสูดฝุ่น ลดการออกกำลังกายกลางแจ้ง หรืออะไรก็ตามที่สามัญสำนึกทราบดีอยู่แล้วว่า มันทำให้จะต้องสูดฝุ่นอันตรายเหล่านี้เข้าไปในร่างกายมากขึ้น

การใส่หน้ากากที่ต้องกรองฝุ่นขนาดเล็กอย่าง PM 2.5 ได้ไม่ใช่แค่หน้ากากธรรมดาที่ใส่แน่ ๆ อาจเป็นหน้ากาก N95 หรือหน้ากากอะไรที่ใส่แล้วอึดอัดหน่อย เพื่อกรองฝุ่นพวกนี้ออกไปให้มากที่สุด เครื่องฟอกอากาศเองไม่ว่าจะใช้ของยี่ห้อไหน ราคาเท่าไหร่ สิ่งที่สำคัญคือการฟอกอากาศนั้นเป็นการวนเอาอากาศในห้องมาทำให้สะอาดขึ้นเท่านั้น อากาศใหม่ที่เข้ามาจากข้างนอกยังคงมีฝุ่นขนาดที่เล็กมากพอที่จะผ่านเนื้อเยื่อเข้าไปได้ ทำไมมันจะผ่านช่องหน้าต่างประตูเข้าห้องมาไม่ได้ ดังนั้น ในวันที่ฝุ่นเยอะมากต่อให้ปิดประตูหน้าต่างมิดชิด เครื่องฟอกอากาศก็ยังคงไม่สามารถฟอกให้ฝุ่นลงไปจนหมดได้ เพราะยังคงมีแรงดัน มีฝุ่นที่เล็ดลอดเข้ามาได้อยู่ดี

ทำไมเราถึงยังตายไม่ได้

อะไรเป็นเหตุผลที่ทำให้ยังต้องอดทนมีชีวิตอยู่ต่อไป ทั้งที่ชีวิตส่วนใหญ่แล้วต้องดิ้นรน ชีวิตที่แสนเปราะบาง แล้วควบคุมอะไรไม่ได้เท่าไหร่ ชีวิตที่หลายครั้งตอบแทนความพยายามด้วยความผิดหวังอยู่บ่อย ๆ การใช้เวลาของแต่ละวันไปกับสิ่งสำคัญ และใช้ชีวิตให้มีคุณค่าในตอนที่ยังมีโอกาสได้ทำ สู้ไปทำไม จริง ๆ แล้วมันเป็นอะไรที่เข้าใจได้มากมายเลย แต่พอสู้กับอะไรมาสักพักแล้ว จะท้อหรืออ่อนแอ แล้วยอมแพ้ไปให้จบ ๆ ทำไมยังตายไม่ได้ ผู้เขียนถามตัวเองในระหว่างรับการรักษาในช่วงที่ผ่านมา

วันที่เหตุผลในการพยายามมีชีวิตอยู่นั้น กลายเป็นสิ่งที่ต้องมีพลังมากพอที่จะทำให้ยังสู้ต่อ เลยเกิดความคิดและขึ้นมาว่า หรือจริง ๆ แล้วไม่ต้องอดทนต่อแล้วก็ได้ไหม แต่ก็ยังอยากร้องเพลงในงานแต่งตัวเอง ยังอยากชวนเพื่อนมาเที่ยวบ้านใหม่ ยังอยากไปดูคอนเสิร์ต หวังจะได้เห็นรัฐบาลที่จริงจังในการแก้ปัญหาฝุ่นควันของประเทศ รวมถึงการที่กำลังเขียนหนังสืออยู่ตอนนี้ด้วย ถึงมันจะไม่ได้เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากมายอะไรก็ตาม แต่มันทำให้รู้สึกว่าการที่ยังมีชีวิตอยู่ตอนนี้ ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีอะไรเลยนี่นา

ที่สำคัญที่สุดผู้หญิงที่อาจจะรักผู้เขียนมากกว่าที่เขารักตัวเอง ผู้หญิงที่ทำให้รู้สึกว่าโลกนี้ยังยุติธรรม แม้จะต้องมาป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายแบบนี้ ยังอยากมีช่วงเวลาที่น่าจดจำด้วยกันอีกเยอะ ๆ อยู่ เป็นของขวัญให้กันและกันแบบนี้อีกหน่อย ร่วมกันสร้างช่วงเวลาแห่งความทรงจำให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ สำหรับเขาแล้วเหตุผลเหล่านี้ มีพลังมากพอที่จะช่วยให้ยังอดทนกับทุกอย่าง ที่กำลังจะเข้ามาในชีวิตต่อจากนี้

แล้วการที่พยายามหาเหตุผลนั้น น่าจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ชีวิตมีความหมายมากขึ้น เพราะยังอยากใช้เวลากับพีมให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นี่คงเป็นคำตอบสำหรับผู้เขียน ในวันนี้ที่มีต่อคำถามว่าสู้ไปทำไมวะ

ความหวัง

ตัวเลข 6 เดือนนี้สำคัญกับผู้เขียนมาก มันแปลว่าที่ 6 เดือนหลังจากวินิจฉัย จะมี 50% ของคนเป็นมะเร็งปอดชนิดนี้ ที่มีการลุกลามของมะเร็งเพิ่มขึ้น และดื้อต่อการรักษาหลักที่กำลังให้อยู่ เมษายน 2566 ตอนนี้คือ 6 เดือนหลังจากวันที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้าย

ถ้ามันไม่ตอบสนองต่อการรักษา? หรือถ้าโรคมันกำเริบหรือโรคมันไม่สงบ นี่เป็นความกังวลที่ไม่สามารถพยายามทำอะไรเพื่อเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ของมันได้เลย ผู้เขียนทำได้แค่ดูแลร่างกายและจิตใจให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ อดทนกับทุกอย่างมีเข้ามาในชีวิต แล้วทุกอย่างจะเรียบร้อย ทำได้แค่หวังจริง ๆ ไม่รู้อะไรเกิดก่อนกัน เพราะชีวิตจึงมีความหวัง หรือเพราะมีความหวังจึงมีชีวิต

ผู้เขียนบอกกับพีม (แฟนสาวของเขา) ในวันที่กำลังไปรับการตรวจติดตามที่ 6 เดือนว่า ไม่ว่าผลจะเป็นยังไงเขาจะไม่ตายทันทีที่รู้ผล เย็นนี้จะไปกินข้าวอร่อย ๆ กันเหมือนเดิม ผลการติดตามที่ 6 เดือนคือ ก้อนนี่ปอดขวายุบลงไปครึ่งนึงจากของเดิม ก้อนเล็ก ๆ ที่ปอดซ้ายหายไปเกือบหมด ก้อนในสมองทุกก้อนยังอยู่ แต่ถือว่าสงบ ไม่มีก้อนเนื้อเกิดใหม่ที่อวัยวะอื่น ไม่มีการกระจายไปที่กระดูก ตับ ไต ปอด หรือต่อมน้ำเหลือง มีเพียงก้อนที่เยื่อหุ้มปอดที่โตไปกดกระดูกซี่โครง ทำให้มีอาการปวด ซึ่งสามารถฉายแสงเฉพาะจุดที่ก้อนได้

ถ้าจะให้สรุปบทเรียนจากมะเร็งในช่วงที่อยู่ด้วยกัน คงสรุปได้ว่า ชีวิตไม่แน่นอน สุดท้ายทุกคนจะต้องตาย จงอยู่กับปัจจุบัน ใช้แต่ละวันให้เหมือนวันสุดท้าย ถ้ามีอะไรที่ทำเพื่อคนอื่นได้ก็แบ่งปันความโชคดีให้เขาบ้าง และไม่ว่าชีวิตจะเลวร้ายแค่ไหน อย่าหมดหวังกับชีวิตเด็ดขาด ผู้เขียนก็ไม่รู้อะไรเกิดก่อนหลัง เพราะมีชีวิตจึงมีความหวัง หรือเพราะมีความหวังจึงมีชีวิต

บทส่งท้าย

มันเป็นเรื่องที่ดูผิดปกติเหมือนกัน ที่ผู้เขียนจะต้องมาตายก่อนที่จะแก่ ในเมื่อก่อนดูแลตัวเองอย่างดี เพื่อที่จะให้ตอนแก่ไม่เป็นโรคเรื้อรังอย่างเบาหวาน ไขมัน ความดัน เพราะอยากเป็นคนแก่ที่ผมหงอกแต่มีกล้าม สุขภาพแข็งแรง แต่ก็ดูเหมือนจะไม่มีโอกาสไปถึงวันนั้นเสียแล้ว ยอมรับว่ามันรู้สึกเจ็บปวดจริง ๆ แต่ก็นี่แหละชีวิต ชีวิตที่แสนเปราะบาง ชีวิตที่เคยเข้าใจผิดไปว่ามีสิทธิ์ในการจะบงการมันไปอีกยาวนาน วันนี้อาจจะกำลังทำงานเกินเวลา อาจหัวร้อน อาจหมดใจกับองค์กร อาจหงุดหงิดพุงย้อย ๆ ของตัวเอง อาจอยากให้ซิกแพคชัดเจนกว่านี้สักหน่อย หรืออาจกำลังรำคาญสิวบนใบหน้า

แต่เชื่อเถอะจะไม่คิดถึงมันเลย ถ้ากำลังจะตาย ช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ทำได้เพียงแค่นั่งดูร่างกายตัวเองเปลี่ยนไป ถึงจะเพลียแค่ไหนก็นอนหลับได้ไม่กี่ชั่วโมง ตื่นมากลางดึกพร้อมอาการปวดกระดูก ต้องกินยาระบายทุกวันเพียงเพื่อให้ผายลมได้เท่านั้น นี่ไม่ใช่ร่างกายที่ชอบ แต่ก็ยังอยากดูแลมันให้ดี อยู่กับมันให้นานที่สุดเท่าที่ทำได้ เห็นมีคนบ่นว่ามันยากแค่ไหนที่จะออกกำลังกาย เงื่อนไขต่าง ๆ ที่ทำให้ไม่สามารถดูแลร่างกายตัวเองได้

ดังนั้น ไปเถอะ ออกไปดูแลสุขภาพของตัวเองในตอนนี้ที่ยังทำได้ แม้ว่ารูปร่างจะยังไม่ใช่แบบที่ต้องการ แต่การออกกำลังกายและการกินอาหารที่เป็นประโยชน์ มันก็เป็นสิ่งที่ดีที่ควรทำจริง ๆ สิ่งสำคัญนอกจากการดูแลร่างกายคือ การดูแลสุขภาพจิต ปัจจุบันอยู่ในสังคมโลกออนไลน์ที่น่ากลัวมาก และที่สำคัญกว่านั้นคือ สังคมรอบข้าง พวกเราเปลี่ยนความคิดคนรอบข้างไม่ได้ แต่เปลี่ยนตัวคนรอบข้างได้ ไม่จำเป็นต้องทนอยู่กับคนที่ทำให้ชีวิตแย่ลง หรือคนที่ไม่ได้อยากอยู่ด้วย

จงเลือกสังคมให้ชีวิตตัวเองดี ๆ ให้เวลากับคนรัก ให้เวลากับเพื่อน กับครอบครัว กับคนที่รัก กับคนที่มีความสำคัญ กับชีวิตมากกว่าภาระการงาน ตำแหน่ง และเงินทอง หวังว่าจะหันมาขอบคุณความปกติในชีวิตให้มากขึ้น ขอบคุณชีวิตที่แสนปกติ แล้วใช้มันให้เต็มที่กับทุกวัน โลกนี้มอบให้ ชีวิตที่ปกติและธรรมดาในแต่ละวัน มันคือของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว.