การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ

การปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นช่วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์โลกที่เปลี่ยนสังคมเกษตรกรรมและหัตถกรรมให้กลายเป็นสังคมอุตสาหกรรมและเมือง เริ่มต้นในประเทศอังกฤษช่วงศตวรรษที่ 18 และได้แพร่กระจายไปทั่วยุโรปและอเมริกา แม้ว่านักประวัติศาสตร์ชาวฝรั่งเศสจะเคยใช้คำนี้มาก่อน แต่ Arnold Toynbee นักประวัติศาสตร์เศรษฐกิจชาวอังกฤษเป็นผู้ทำให้คำว่า “การปฏิวัติอุตสาหกรรม” เป็นที่รู้จักแพร่หลาย โดยใช้อธิบายการพัฒนาทางเศรษฐกิจของอังกฤษระหว่างปี 1760 ถึง 1840

ปัจจุบันนักประวัติศาสตร์มักแบ่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นสองช่วง โดยเรียกยุคแรกว่า “การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่หนึ่ง” (ช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ถึงกลางศตวรรษที่ 19) และ “การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สอง” (ปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20) ซึ่งเป็นยุคที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วในอุตสาหกรรมเหล็กกล้า ไฟฟ้า และยานยนต์

อะไรคือเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม?

การปฏิวัติอุตสาหกรรมไม่ได้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่มีหลายปัจจัยที่ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้:

  1. การพัฒนาเทคโนโลยี: การประดิษฐ์เครื่องจักรไอน้ำโดย Thomas Newcomen และการปรับปรุงโดย James Watt ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาเครื่องปั่นด้าย Spinning Jenny โดย James Hargreaves และกี่ทอผ้าระบบเครื่องจักรต่างๆ

เครื่องจักรไอน้ำ โดย Thomas Newcomen

Source: https://physics.weber.edu/carroll/honors/newcomen.htm

Spinning Jenny โดย James Hargreaves

Source: https://www.environmentandsociety.org/mml/spinning-jenny

2. แหล่งพลังงานใหม่: การใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงแทนไม้ทำให้มีพลังงานมากขึ้นถึง 3 เท่า ซึ่งอังกฤษมีแหล่งถ่านหินจำนวนมาก

3. การเปลี่ยนแปลงทางเกษตรกรรม: การปรับปรุงเทคนิคการเกษตรทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น สามารถเลี้ยงประชากรที่ไม่ได้ทำงานในภาคเกษตรได้มากขึ้น

4. จักรวรรดินิยม: การขยายอาณานิคมของอังกฤษทำให้มีตลาดส่งออกสินค้าและแหล่งวัตถุดิบ เงินที่ได้จากการค้าทาสถูกนำมาลงทุนสร้างรางรถไฟในอังกฤษ

5. การพัฒนาระบบขนส่ง: การสร้างคลองขนส่ง ถนน และระบบรถไฟไอน้ำช่วยให้การขนส่งสินค้าและวัตถุดิบทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม

ผลกระทบของการปฏิวัติอุตสาหกรรมมีทั้งด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรม สรุปได้ดังนี้

ด้านเทคโนโลยี

  • การใช้วัสดุพื้นฐานใหม่ เช่น เหล็กและเหล็กกล้า
  • การใช้แหล่งพลังงานใหม่ ทั้งเชื้อเพลิงและแหล่งกำลัง เช่น ถ่านหิน เครื่องจักรไอน้ำ ไฟฟ้า น้ำมันปิโตรเลียม และเครื่องยนต์สันดาปภายใน
  • การประดิษฐ์เครื่องจักรใหม่ เช่น Spinning Jenny และกี่ทอผ้าพลังน้ำที่ช่วยเพิ่มกำลังการผลิตโดยใช้แรงงานคนน้อยลง
  • การจัดระบบงานแบบใหม่ที่เรียกว่า “ระบบโรงงาน” ซึ่งทำให้เกิดการแบ่งงานและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมากขึ้น
  • การพัฒนาด้านการขนส่งและการสื่อสาร ตั้งแต่หัวรถจักรไอน้ำ เรือกลไฟ รถยนต์ เครื่องบิน โทรเลข และวิทยุ
  • การประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ในภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น

ด้านเศรษฐกิจและสังคม

  • การย้ายถิ่นฐานของประชากรจากชนบทเข้าเมือง
  • การเกิดขึ้นของชนชั้นกลางและชนชั้นแรงงาน
  • การกระจายความมั่งคั่งที่เปลี่ยนแปลงไป ที่ดินไม่ใช่แหล่งความมั่งคั่งหลักอีกต่อไป
  • การค้าระหว่างประเทศขยายตัว
  • ระบบธนาคารและการเงินเติบโตขึ้น มีการตั้งตลาดหุ้นในลอนดอน และนิวยอร์ก
  • การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและวัฒนธรรม ชาวนากลายเป็นคนงานโรงงาน

ข้อดีและข้อเสียของการปฏิวัติอุตสาหกรรม

แม้ว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรมจะนำมาซึ่งความก้าวหน้าและความมั่งคั่ง แต่ก็มีผลกระทบด้านลบควบคู่ไปด้วย

ข้อดี

  • การเพิ่มโอกาสการจ้างงานและค่าจ้างที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับภาคเกษตรกรรม
  • การพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ เช่น เครื่องจักรเย็บผ้า เครื่องเอกซเรย์ หลอดไฟฟ้า และยารักษาโรค
  • การผลิตสินค้าในปริมาณมากทำให้ราคาถูกลงและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
  • การพัฒนาระบบขนส่งและการสื่อสารที่ดีขึ้น
  • การยกระดับมาตรฐานการครองชีพโดยรวม

ข้อเสีย

  • สภาพการทำงานที่เลวร้ายในโรงงาน ชั่วโมงการทำงานยาวนาน ค่าตอบแทนต่ำ และความปลอดภัยน้อย
  • การใช้แรงงานเด็กอย่างแพร่หลาย
  • มลพิษทางอากาศและน้ำจากโรงงานอุตสาหกรรม
  • สภาพความเป็นอยู่ที่แออัดและไม่ถูกสุขลักษณะในเมือง
  • การขาดแคลนอาหารเนื่องจากแรงงานย้ายออกจากภาคเกษตร
  • การกระจายผลกำไรที่ไม่เท่าเทียม คนรวยยิ่งรวยขึ้น

จากปัญหาเหล่านี้ นำไปสู่การเกิดขบวนการแรงงานและการออกกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เช่น พระราชบัญญัติโรงงาน (Factory Act) ปี 1819 ที่ห้ามใช้แรงงานเด็กอายุต่ำกว่า 9 ปี และจำกัดชั่วโมงการทำงานของเด็กอายุ 9-16 ปีไม่เกิน 12 ชั่วโมงต่อวัน

เทคโนโลยีในยุคปัจจุบันที่เกิดจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม

การปฏิวัติอุตสาหกรรมได้วางรากฐานสำคัญให้กับเทคโนโลยีที่เราใช้ในชีวิตประจำวันปัจจุบัน หลายสิ่งที่เราอาจมองข้ามล้วนมีจุดเริ่มต้นจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม

  1. เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน: การค้นพบและพัฒนาไฟฟ้าในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สองนำไปสู่การประดิษฐ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ที่เราใช้ในปัจจุบัน เช่น ตู้เย็น เครื่องซักผ้า เตาไฟฟ้า และเครื่องปรับอากาศ
  2. ระบบการผลิตแบบสายพาน: ที่ Henry Ford พัฒนาขึ้นสำหรับโรงงานผลิตรถยนต์ยังคงเป็นรากฐานของการผลิตสินค้าจำนวนมากในปัจจุบัน แม้จะมีการนำระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์มาช่วยก็ตาม
  3. ระบบการขนส่งสมัยใหม่: รถยนต์ รถไฟ และเครื่องบินล้วนมีต้นกำเนิดจากการประดิษฐ์ในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม แม้จะมีการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงขึ้น แต่หลักการพื้นฐานยังคงเหมือนเดิม
  4. ระบบการสื่อสาร: โทรเลขที่ Samuel Morse และ Charles Wheatstone พัฒนาขึ้นเป็นจุดเริ่มต้นของการสื่อสารทางไกลที่พัฒนามาเป็นโทรศัพท์ วิทยุ โทรทัศน์ และอินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน
  5. วัสดุสมัยใหม่: กระบวนการผลิตเหล็กกล้าและการพัฒนาพลาสติกในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สอง นำไปสู่การใช้วัสดุเหล่านี้อย่างแพร่หลายในผลิตภัณฑ์ที่เราใช้ทุกวันนี้
  6. ระบบการแพทย์สมัยใหม่: การพัฒนาเครื่องเอกซเรย์ เครื่องมือผ่าตัด และยาปฏิชีวนะในช่วงปลายของการปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นพื้นฐานของการแพทย์สมัยใหม่
  7. ระบบการเงินและการธนาคาร: ตลาดหุ้น ธนาคารพาณิชย์ และระบบประกันภัยที่พัฒนาขึ้นในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมยังคงเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของโลกปัจจุบัน
  8. พลังงานไฟฟ้า: โรงไฟฟ้าและระบบสายส่งไฟฟ้าที่เริ่มพัฒนาในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ยังคงเป็นรูปแบบหลักในการผลิตและส่งจ่ายไฟฟ้าในปัจจุบัน แม้จะมีการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานทดแทนเพิ่มเติม
  9. เครื่องจักรกลเกษตร: รถแทรกเตอร์และเครื่องจักรกลการเกษตรที่พัฒนาขึ้นในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญในการเกษตรสมัยใหม่

แม้จะมีการพัฒนาและปรับปรุงให้ทันสมัยขึ้น แต่หลักการพื้นฐานยังคงสืบทอดมาจากยุคนั้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ที่ส่งผลกระทบมาจนถึงตอนนี้

สรุป

การปฏิวัติอุตสาหกรรมไม่ได้เป็นแค่เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญของเทคโนโลยีและวิถีชีวิตของเราในปัจจุบัน เครื่องใช้ไฟฟ้า ระบบการผลิต การขนส่ง การสื่อสาร ระบบการแพทย์ และระบบการเงินที่เราใช้ทุกวันนี้ล้วนมีจุดเริ่มต้นจากนวัตกรรมในยุคนั้น เมื่อมองย้อนกลับไปที่ข้อเสียของการปฏิวัติอุตสาหกรรมจะเห็นว่าแม้จะมีความท้าทายมากมาย แต่ในที่สุดมนุษยชาติก็สามารถปรับตัวและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต หากเราสามารถบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันได้อย่างชาญฉลาด เราก็มีโอกาสที่จะสร้างโลกที่ดีกว่า ทั้งในแง่ประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพชีวิตของทุกคน