การเทรดน้ำมัน | How to Trade Oil

  • หนึ่งในสินค้าสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีสภาพคล่องสูงที่สุดในโลก
  • อุปสงค์และอุปทานจะเป็นตัวกำหนดราคาน้ำมัน
  • การวิเคราะห์ทั้งปัจจัยพื้นฐาน และปัจจัยทางเทคนิค ต่างมีประโยชน์ในการเทรดน้ำมัน
  • เทรดเดอร์ควรยึดมั่นในกลยุทธ์การเทรด เพื่อความต่อเนื่องและความมีประสิทธิภาพ

ตัวขับเคลื่อนราคาน้ำมัน

“อุปสงค์” และ “อุปทาน” เป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนราคาน้ำมัน

ปัจจัยอุปทาน (ความต้องการขาย)
การปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่น : เป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม เพราะจะมีผลต่อกำลังการผลิต และส่งผลต่อราคาน้ำมัน
สงคราม : เป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักที่มีผลต่อราคาน้ำมัน โดยเฉพาะสงครามใน Middle East อย่าง สงครามกลางเมืองใน Libyan ในปี 2011 ที่ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นกว่า 25% ภายใน 2 เดือน
OPEC (Organization of the Petroleum Exporting Countries) : การเพิ่มหรือลดกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC นั้นมีผลโดยตรงต่อราคาน้ำมัน เพราะกลุ่ม OPEC ถือเป็นกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันลำดับต้นของโลก อย่างเมื่อปี 2016 กลุ่ม OPEC ได้ตัดสินใจจำกัดกำลังผลิตน้ำมัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันในปีนั้นพุ่งนี้จาก $44/bbl ไปสู่ $80/bbl
ผู้ผลิตรายใหญ่ : เช่นเดียวกัน ผู้ผลิตรายใหญ่นั้นมีผลโดยตรงต่อราคาน้ำมันในตลาดโลก สามารถเข้าไปดูว่าใครเป็นผู้ผลิตรายใหญ่บ้างได้ที่ https://www.eia.gov/beta/international/

ปัจจัยอุปสงค์ (ความต้องการซื้อ)
Seasonality : ในช่วง Summer และ Winter มักเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันสูงขึ้น เนื่องจากช่วงนั้นคนจะใช้เยอะ
การบริโภคน้ำมัน : หลายประเทศหลักๆที่บริโภคน้ำมัน เช่น US , European และ Asian (โดยเฉพาะ Chani และ Japan) ซึ่งกลุ่มเหล่านี้เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องจับตามอง หากประเทศเหล่านี้หากเศรษฐกิจเกิดชะลอ ก็อาจจะเป็นผลกระทบทำให้การบริโภคน้ำมันลดลง ซึ่งก็จะทำให้ราคาน้ำมันลดลงได้เช่นเดียวกัน

กลยุทธ์การเทรดน้ำมัน
ปกติเทรดเดอร์มืออาชีพที่เทรดน้ำมันจะใชการดูปัจจัยพื้นฐานเพื่อดูภาพรวมของราคา จากนั้นใช้ปัจจัยทางเทคนิคเพื่อจับจังหวะในการเข้าออก และที่สำคัญใช้หลักการบริหารความเสี่ยงในการเทรดที่ดี เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพการเทรดในระยะยาว

ตัวอย่างการเทรด

เมื่อช่วง 30 Nov 2017 , OPEC และ RUSSI ตกลงที่จะลดการผลิตน้ำมัน ทำให้อุปทานลดลง เป็นปัจจัยหนุนให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น … ในแง่ Fundamental เป็นบวก

เมื่อในแง่ Funadamental เป็นบวก เราก็ควรจะอยู่ “ฝั่งซื้อ” เป็นหลัก … จากนั้นเรามาหาจังหวะในการเข้าซื้อโดยใช้ Technical Analysis โดยการใช้ RSI เมื่อ RSI ลงสู่ระดับ 30 เป็นสัญญาณ Oversold ราคามีโอกาสที่จะเกิดการฟื้นตัวกลับที่ระดับดังกล่าว (วงกลมสีเขียว)

ซึ่งการเทรดลักษณะนี้ทั้ง Fundamental และ Technical สอดคล้องกัน และที่สำคัญเทรดเดอร์ควรกำหนด Size ในการเทรด อีกทั้งการวางจุด Take-profits และ Stop-losses เพื่อควบคุมความเสี่ยงในการเทรดให้ดี ซึ่งนี่เป็นหนึ่งกลยุทธ์ที่สามารถสร้างประสิทธิภาพในการเทรด

Tips การเทรดน้ำมัน

ปกติ ราคาน้ำมันจะเทรดบนสัญญา Futures ซึ่งปกติมักจะเจออยู่ 2 ภาวะ คือ

  1. Contango : ภาวะที่ราคา Futures สูงกว่าราคา Spot … ปกติจะเป็นสัญญาณ Bearish
  2. Backwardation : ภาวะที่ราคา Spot สูงกว่า Futures … ปกติจะเป็นสัญญาณ Bullish

CFTC

เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่สะท้อนถึงราคาน้ำมันในอนาคตได้ดี เนื่องจากรายการ CFTC เป็นรายงานยอดการเปิดสถานะ Futures ของนักลงทุนแต่ละกลุ่ม ทั้ง สถาบัน , ตัวผู้ผลิตเอง และ รายย่อย แต่ละผู้เล่นก็มีเงื่อนไขที่เข้ามาเปิดสถานะแตกต่างกันออกไป เราสามารถใช้ข้อมูลนี้ในการช่วยกำหนดสถานะการเทรดของเราได้

Key Reports เทรดเดอร์ที่เทรดน้ำมันต้องติดตาม

การรายงานตัวเลขสต๊อกน้ำมันดิบใน U.S. เป็นสิ่งที่เทรดเดอร์ต้องติดตามในการเทรดน้ำมัน เพราะเจ้ารายงานนี้มักจะทำให้ราคาน้ำมันเกิดการเคลื่อนไหวได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยตัวเลขสต๊อกน้ำมันดิบจะสะท้อนถึงปริมาณความต้องการของราคาน้ำมัน ยกตัวอย่างเช่น การรายงานสต๊อกน้ำมันดิบรายสัปดาห์พุ่งสูงขึ้น แปลว่าปริมาณความต้องการน้ำมันลดน้อยลง ในขณะที่สต๊อกน้ำมันดิบลดต่ำลง ก็หมายความว่า ความต้องการน้ำมันสูงกว่าการผลิตน้ำมัน

  1. Amercan Petroleum Institure (API) : รายงานการกลั่นปิโตรเลียม โดยน้ำมันก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยจะประกาศทุกวันอังคาร 16:30ET/21:30 London time
  2. Department of Energy (DoE/EIA) : คล้ายกับ API แต่ Doe จะรวมถึงสต๊อกน้ำมันดิบด้วย โดยประเทศทุกวันพุธ 10:30ET/15:30 London time

Credit : Dailyfx