Breadth Indicator คือ

Breadth Indicator คือเครื่องมือการวิเคราะห์ทางเทคนิคอีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่ได้มาจาก Price และ Volume (อินดิเคเตอร์ส่วนมากมักจะมาจากส่วนนี้) โดยจะเป็นการนับจำนวนหุ้นขึ้น/ลงในตลาดทั้งหมด ว่ามีกี่ตัว แล้วนำมาสร้างเครื่องมือนี้ 

จุดเด่นหลักของการใช้งานของ Breadth indicator คือเพิ่ม “มิติ” การวิเคราะห์ที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ทำให้เราได้มุมมองที่แตกต่างฉีกออกมา (เครื่องมือ Technical ทั่วไปจะมาจาก “ราคา” กันเกือบหมด) เป็นการเสริมประสิทธิภาพในการเทรดของเราให้ดีมากยิ่งขึ้น

Breadth Indicator เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ Technical Indicators 

ประโยชน์ของ Breadth Indicator

  • ช่วยยืนยันแนวโน้มของตลาด เช่นว่า การขึ้นรอบนี้แข็งแกร่งจริงไหม หรือ มีโอกาสเป็นจุดกลับตัวหรือป่าว
  • ช่วยหาจุดกลับตัวของตลาดในช่วง Panic
  • ช่วยเตือนในกรณีที่ตลาดขึ้นมามากเกินไป 

Breadth Indicator มีอะไรบ้าง

จริงๆแล้ว Breadth Indicator นั้นมีมากมาย อาทิเช่น

  • Advance/Decline Line
  • OBV (On Balance Volume)
  • Arms Index
  • Up/Down Volume Ratio
  • Percentage of Member With New X Week Lows
  • Percentage of Member With New X Week Highs
  • Percentage of Member With Px > X Day Moving Avg
  • Percentage of Member With Px < X Day Moving Avg
  • Percentage of Member With Px > RSI(X)
  • Percentage of Member With Px < RSI(X)
  • Percentage of Member With Px > MACD( )
  • Percentage of Member With Px > MACD( )
  • และอื่นๆ อีกมากมาย
breadth indicator

หลักการของ Breadth Indicator คือเป็นเครื่องมือที่ไว้นับจำนวนหุ้นแต่ลงตัวว่าเป็นอย่างไร เช่นอย่าง NewHigh52Weeks ก็นับว่ามีจำนวนหุ้นกี่ตัวในตลาดช่วงนี้ที่ทำ New high ในรอบ 52 สัปดาห์ เป็นต้น โดยหุ้นทุกตัวในตลาดจะมี 1 สิทธิ 1 เสียง ไม่มีตัวไหนได้สิทธิมากกว่า ซึ่งจะนับ 1 สิทธิ 1 เสียง หากเครื่องมือไหนที่มีการคำนวณลักษณะนี้เค้าจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มของ Breadth Indicator นั่นเองครับ

ตัวอย่าง Breadth Indicator

ตัวอย่าง 1 : Percentage of Member with Px > 100 Day Moving Avg

ด้านบน : SET Index

ด้านล่าง : Percentage of Member with Px > 100 Day Moving Avg

โดย Breadth Indicator ตัวนี้ เป็นการนับจำนวนหุ้นในตลาดบ้านเราว่า มีจำนวนหุ้นกี่ตัวบ้างที่อยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ย 100 วัน (SMA) โดยจะคิดในแบบเปอร์เซนต์ 

ไว้สามารถช่วยดูความแข็งแกร่งในการขึ้นของตลาดในแต่ละรอบได้ อย่างตัวอย่างในช่วงจังหวะที่เกิดสัญญาณ Bearish divergence สะท้อนให้เห็นว่า ดัชนีปรับตัวสูงขึ้น แต่จำนวนหุ้นที่อยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ย 100 วัน นั้นต่ำลง ชี้ให้เห็นได้ว่า ตลาดขึ้นด้วยความอ่อนแอ ไม่ค่อยมีหุ้นที่เป็นแนวโน้มขาขึ้นมาก เหมือนรอบก่อนหน้า ทำให้สุดท้ายตลาดก็ปรับตัวลง และเข้าสู่รอบแนวโน้มขาลงในที่สุด

ตัวอย่างที่ 2 : Percentage of Members with New 52 Week Lows

NL 52 weeks

ด้านบน : SET Index

ด้านล่าง : Percentage of Members with New 52 Week Lows

อีกหนึ่ง Breadth Indicator โดยตัวนี้ เราจะใช้นับจำนวนหุ้นที่ทำ New lows ในรอบ 52 สัปดาห์ โดยคิดในรูปแบบเปอร์เซนต์เช่นเดียวกัน

เครื่องมือนี้ไว้ช่วยเราหาจุดกลับตัวของดัชนีได้ โดยตามสี่เหลี่ยมสี่ฟ้า เป็นช่วงที่ Indicator โดดขึ้นเหนือระดับ 15% ซึ่งในอดีตมักจะเป็นช่วงกลับตัวของดัชนี

สรุป

ต้องเรียนตามตรงว่าในไทยตอนนี้ไม่ค่อยมีเครื่องมือที่ให้ดู Breadth Indicators แบบฟรี ๆ (ส่วนตัวใช้ Bloomberg ของที่ทำงานดู) โดยตอนนี้ที่หาได้ก็จะมีของ Thaiquants.com ที่ทางดร.ได้นำเสนอ โดยการใช้การ Coding เพื่อสร้าง Indicator นี้ขึ้นมา (บนโปรแกรม Amibroker)

ปล. คอร์สของ Thaiquants คุ้มมากจริงๆครับ การ Coding ระดับสากลเลย ใครสนใจสาย Quants แนะนำเลยครับ (ผมไม่ได้ค่านายหน้าอะไรทั้งสิ้นครับ ชอบจริงๆ)

แหล่งข้อมูลที่มา