สั่งซื้อหนังสือ “แค่ปฏิเสธเป็นชีวิตก็ดีขึ้นหลายเท่า” (คลิ๊ก)
สรุปหนังสือ THE ART OF SAYING NO
แค่ปฏิเสธเป็นชีวิตก็ดีขึ้นหลายเท่า
ตอนที่ 1
นิสัยชอบทำให้คนอื่นพอใจ
เคยสังเกตว่าตัวเองมีพฤติกรรมทำนองนี้บ้างไหม ตัวอย่างเช่น เมื่อมีใครสักคนเข้ามาขอความช่วยเหลือ จะหยุดทำทุกอย่างที่กำลังลงมือทำอยู่โดยทันที และตอบตกลงเพื่อช่วยเหลือเลยหรือเปล่า นี่คือปัญหาใหญ่ รู้สึกใหม่ว่ามักจะรู้สึกไม่มีความสุข เครียด และเหนื่อยล้าอยู่เสมอ เมื่อเอาแต่ให้ความสำคัญกับคนอื่นก่อนของตัวเอง ถ้าเป็นเช่นนั้นหนังสือเล่มนี้ก็เหมาะแล้วสำหรับคุณ การปฏิเสธคนคือทักษะที่สำคัญมากที่สุดด้านหนึ่ง ที่สามารถพัฒนาได้ มันจะช่วยให้เป็นอิสระ และทำตามความสนใจได้ ไม่ว่าจะเป็นความสนใจส่วนตัว หรือในแง่ของอาชีพก็ตาม
ความพยายามจะคุ้มค่าอย่างแน่นอน เมื่อสามารถปฏิเสธคนได้อย่างมั่นใจและสุภาพ และทำได้อย่างสม่ำเสมอ แล้วจะสังเกตเห็นว่ามุมมองของคนอื่น ๆ ที่มีเปลี่ยนแปลงไป พวกเขาจะเคารพมากขึ้น เพราะเขาจะเห็นคุณค่าเวลาของคุณมากขึ้น และพวกเขาจะมองว่าเป็นผู้นำมากกว่าผู้ตาม นี่เป็นข้อดีส่วนเล็ก ๆ เพียงส่วนหนึ่งที่จะได้เห็นเท่านั้น
การให้ความสำคัญกับความต้องการของตัวเองสำคัญอย่างไร
คนส่วนใหญ่มักจะทำตามความสนใจของตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติที่พวกเขาจะให้ความสำคัญกับตัวเองมากกว่าคนอื่น นั่นหมายความว่าทุกคนมีหน้าที่ในการทำให้แน่ใจว่า สิ่งต่าง ๆ เป็นไปตามความต้องการของตัวเอง ไม่มีใครทำมันแทนกันได้ การใส่ใจกับความต้องการของตัวเอง ก่อนที่จะใส่ใจกับความต้องการของคนอื่น ก็นับเป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน แต่ไม่ได้จะบอกให้มองข้ามความต้องการของคนอื่นไปเสียทีเดียว ยังคงช่วยเหลือและเป็นที่พึ่งให้กับเพื่อน สมาชิกครอบครัว เพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่คนแปลกหน้าได้เสมอ หากพวกเขาขอ
สิ่งสำคัญคือจะต้องให้ความสำคัญกับตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก เพราะหากไม่สนใจตัวเองก่อนแล้ว จะทำประโยชน์ให้กับคนอื่นในระยะยาวได้อย่างไร ตัวอย่างเช่น สมมุติว่าตอบตกลงช่วยเหลือคนอื่นบ่อยมาก จนเริ่มไม่ได้กินอาหาร อดหลับอดนอน และไม่ได้ทำกิจกรรมที่ชอบ ก็จะค่อย ๆ รู้สึกเหนื่อยล้ามาก ๆ หงุดหงิดง่าย และไม่มีความสุข จนไม่สามารถหรือไม่เต็มใจจะช่วยเหลือคนอื่นอีก แม้จะให้ความสำคัญกับความต้องการของตัวเองมากกว่าความต้องการของคนอื่นแล้ว แต่ก็จะมีคนบางคนที่ยังคงพยายามดึงดันจะให้ช่วยให้ได้ พวกเขาจะไม่ยอมรับคำปฏิเสธ ในกรณีนี้จำเป็นจะต้องพูดกับพวกเขาอย่างตรงไปตรงมา
จิตวิทยาของความตรงไปตรงมา
มีคนจำนวนมากที่คิดว่าความตรงไปตรงมาคือ ลักษณะนิสัยที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด นี่เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องเลย ความตรงไปตรงมา (Assertiveness) คืออุปนิสัยที่เกิดจากการเรียนรู้ หากจะใช้ในบริบทของหนังสือเล่มนี้ก็คือ มันเป็นทักษะที่สามารถเรียนรู้ได้นั่นเอง การเป็นคนตรงไปตรงมาหมายถึง การมีความมั่นใจในตัวเอง ที่จะแสดงออกถึงความต้องการ และความจำเป็นรวมถึงทำตามเป้าหมาย แม้จะต้องเผชิญกับการต่อต้าน คัดค้าน
โดยพื้นฐานที่สุดแล้ว ความตรงไปตรงมาคือ การสื่อสารอย่างเถรตรง ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น นี่คือข่าวดีเพราะมันหมายความว่า ความตรงไปตรงมาไม่ใช่ทักษะที่ติดตัวมาโดยกำเนิด ดังนั้น จึงสามารถพัฒนาได้ผ่านการฝึกฝนและลงมือทำ และแน่นอนว่าจะพูดคำที่สวยงามและเรียบง่าย ซึ่งเปลี่ยนชีวิตได้จริง ๆ อย่างคำว่าไม่ได้เก่ง และชำนาญมากยิ่งขึ้นด้วย
ความตรงไปตรงมากับความก้าวร้าว
สิ่งสำคัญคือจำเป็นจะต้องแยกแยะ ความแตกต่างระหว่างการเป็นคนตรงไปตรงมา และการเป็นคนก้าวร้าวให้ออก คนจำนวนมากสับสนว่าคำสองคำนี้คล้ายกัน ทว่าในความเป็นจริงแล้วมันเป็นพฤติกรรมที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ความตรงไปตรงมาแบบเชิงบวก เป็นเรื่องที่น่าเคารพและไม่ได้ต่างอะไรกับการสื่อสารจุดยืนอย่างมั่นใจ
ความก้าวร้าว (Aggressiveness) ก่อให้เกิดความขัดแย้งได้ คนที่ก้าวร้าวจะสื่อสารด้วยวิธีการที่หยาบคาย ไม่ใยดี และแม้แต่คุกคามผู้ฟัง
บ่อยครั้งที่ความก้าวร้าวกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดปัญหา คนที่ก้าวร้าวจะตอบโต้ด้วยกิริยาที่ไม่เป็นมิตร และไม่คำนึงถึงความรู้สึกของผู้ฟัง จากนั้นก็จะมานั่งเสียใจในภายหลัง ที่แสดงพฤติกรรมเหล่านั้นออกไป ในทางตรงกันข้าม ความตรงไปตรงมาคือกิริยาที่มีแบบแผน ใช้ความคิดไตร่ตรองมาเป็นอย่างดี และคำนึงถึงใจผู้อื่น คนก้าวร้าวมักจะเสียงดัง ยึดความคิดตัวเองเป็นศูนย์กลาง และนึกถึงแต่ตัวเอง ทว่าคนที่ตรงไปตรงมาจะเข้าใจวิธีการอธิบายมุมมองอย่างสุภาพนุ่มนวล
การปฏิเสธอย่างสุภาพ
หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้วิธีปฏิเสธคำขอที่รบกวนเวลาเพียงเท่านั้น เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็ทำได้ อันที่จริงเป้าหมายของหนังสือเล่มนี้คือ การแนะนำวิธีปฏิเสธแบบไม่รู้สึกผิดด้วย และนั่นหมายความว่าจำเป็นจะต้องใช้ความสุภาพสักหน่อย จริงอยู่ที่ปฏิเสธคนอื่นได้ และบอกปัดคำขอความช่วยเหลือได้สำเร็จ ทว่ากริยาท่าทางที่แสดงออกมา กระทำให้รู้สึกเจ็บปวด ขุ่นข้องใจ และก่อให้เกิดอารมณ์เชิงลบ ที่จะตามหลอกหลอนในภายหลังมากมาย และก็มักจะรู้สึกผิดกับสิ่งที่ทำเสมอ
หนังสือเล่มนี้จะแนะนำวิธีที่ดีกว่านี้ให้ เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้จบ จะเพียบพร้อมไปด้วยเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับการปฏิเสธอย่างสุภาพ มีไหวพริบ และที่สำคัญไม่ต้องรู้สึกผิด
ตอนที่ 2
เหตุผลที่ทำให้ไม่กล้าปฏิเสธคน
คำว่าไม่คือหนึ่งในคำศัพท์ที่สั้นที่สุดในภาษาไทย ทว่าหลายคนกลับเชื่อว่ามันมีพลังอำนาจสะพรึง ที่ทำให้ไม่กล้าพูดมันออกมา แม้ในกรณีที่สามารถพูดปฏิเสธออกไปได้ สัญชาตญาณจะกระตุ้นให้รู้สึกผิด จะแก้ตัวและกล่าวขอโทษผู้ร้องขอ คำถามคือทำไมคำพูดสั้น ๆ คำนี้จึงมาพร้อมกับความหนักใจที่มากมายขนาดนี้ ทำไมจึงยังลังเลที่จะปฏิเสธคนอื่น คนส่วนใหญ่ถูกสอนให้เชื่อว่า การปฏิเสธคนอื่นถือเป็นเรื่องที่หยาบคายและเห็นแก่ตัว ความเชื่อนี้ได้กลายมาเป็นระบบค่านิยมที่สำคัญ
ดังนั้น จึงได้ใช้ชีวิตตลอดมา ในแนวทางที่รู้สึกว่าเป็นภาพลักษณ์ที่มีเกียรติ และน่าเคารพมากกว่าเหตุผลอันเป็นพิษ ที่ทำให้กลัวการปฏิเสธ การรับรู้เหตุผลเหล่านี้ นับเป็นก้าวแรกของการปลดปล่อยตัวเอง ให้เป็นอิสระจากความเชื่อผิด ๆ ที่ว่า การปฏิเสธคือสิ่งที่ใจดำ ไร้ความรู้สึก และเห็นแก่ตัว
ไม่อยากทำให้คนอื่นไม่พอใจ
ผู้คนมักจะรู้สึกหัวเสียกับสิ่งที่ไม่ได้มีเจตนาจะทำให้พวกเขารู้สึกแบบนั้น มาวิเคราะห์สถานการณ์นี้ด้วยเหตุและผลกัน
อันดับแรกควรจะเข้าใจก่อนว่า ความรู้สึกไม่พอใจในลักษณะนี้ มีที่มาอย่างไร อันที่จริงมันไม่ใช่การกระทำผิดในทางศีลธรรม หรือความทุกข์ที่มักจะนำมาเชื่อมโยง กับการทำให้คนอื่นไม่พอใจเลยสักนิด ความจริงแล้วเมื่อใครสักคนรู้สึกไม่พอใจในสถานการณ์เหล่านี้ ความรู้สึกนั้นมักจะมีต้นตอมาจากความรู้สึกไม่มั่นคงของตัวผู้ร้องขอเอง
มีความเชื่อที่ฝังรากลึกว่า การปฏิเสธหรือคำว่าไม่คือ การไม่ยอมรับในเชิงตัวบุคคล มันทำให้เจ็บปวด จนเกิดปฏิกิริยาเหล่านี้ตามมา จงตระหนักได้ว่าตราบใดที่ให้ความเคารพคนที่ขอความช่วยเหลือ ก็ไม่จำเป็นจะต้องมารับผิดชอบกับความไม่พอใจของคนเหล่านั้นเมื่อปฏิเสธ ควรจะใส่ใจกับความรู้สึกของตัวเองเมื่อปฏิเสธ รู้สึกผิดไหม รู้สึกว่าทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องลงไปหรือเปล่า จงรู้ไว้ว่าไม่มีเหตุผลที่จะต้องรู้สึกแบบนั้นเลย เพราะตราบใดที่มันเกิดอย่างสุภาพ และตรงไปตรงมา ก็ไม่จำเป็นจะต้องมารับผิดชอบต่อความไม่พอใจที่ผู้ร้องขอรู้สึก
ไม่อยากทำให้คนอื่นคิดหวัง
เรื่องนี้เป็นมากกว่าเพียงแค่การตระหนักรู้ในทางสติปัญญา เพราะสามารถรู้สึกถึงมันได้จากสัญชาตญาณในตัว ไม่มีเหตุผลที่จะต้องรู้สึกผิดในสถานการณ์เหล่านี้ ไม่จำเป็นจะต้องมารับผิดชอบที่ทำให้คนอื่นผิดหวัง การที่จะเข้าใจข้อเท็จจริงเรื่องนี้อย่างถ่องแท้ได้นั้น จำเป็นจะต้องเข้าใจก่อนว่า ความผิดหวังเกิดขึ้นได้อย่างไร ความผิดหวังมีต้นตอมาจากความคาดหวัง ที่ไม่เป็นไปตามความต้องการ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า สิ่งที่กระตุ้นให้เกิดความรู้สึกนี้ มีสาเหตุมาจากการที่ไม่ได้ผลลัพธ์ที่คาดหวัง เมื่อเข้าใจเรื่องนี้แล้วจะพบว่า สามารถเอาชนะความกลัว ทำให้คนอื่นผิดหวังเพราะการปฏิเสธได้ง่ายขึ้นมาก ๆ จะตระหนักได้ว่า ความผิดหวังของพวกเขาไม่ใช่ความผิดของคุณ และไม่ใช่หน้าที่ใด ๆ ที่ต้องรับผิดชอบ
ไม่อยากดูเป็นคนเห็นแก่ตัว
คนส่วนใหญ่ใส่ใจว่าคนอื่นจะมองตัวเองอย่างไร อยากให้คนอื่นมองว่าเป็นคนดี ห่วงใยผู้อื่น และชอบช่วยเหลือคนอื่น ดังนั้น จึงพยายามอย่างหนัก เพื่อให้ตัวเองมีคุณลักษณะเหล่านี้ผ่านการกระทำ การปฏิเสธจะทำให้ดูเห็นแก่ตัว และไม่อยากให้คนอื่นมองว่าเห็นแก่ตัวแน่ ๆ กระบวนการคิดในรูปแบบนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่อย่างไรมันก็ถือเป็นความคิดที่ผิดอยู่ดี
คนเรามีเวลาให้ใช้ในแต่ละวันอย่างจำกัด เพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงนั่นหมายความว่า ทุกครั้งที่ตอบรับคำขอของใครสักคน กำลังปฏิเสธคนอื่นหรือสิ่งอื่น ๆ อยู่เช่นกัน และทุกครั้งที่ปฏิเสธนั่นเป็นการให้อิสระกับตัวเอง ในการใช้เวลากับคนอื่น หรือให้ความสนใจในเรื่องอื่น การใส่ใจตัวเองไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว แต่คือความจำเป็น ปัญหาคือหากยังเอาแต่ตอบรับคำขอของคนอื่นอยู่เรื่อย ๆ และให้ความสำคัญกับพวกเขามากกว่าตัวเอง จะไม่มีเวลาและเรี่ยวแรงมาดูแลตัวเอง จะค่อย ๆ รู้สึกโกรธคิดว่าคนอื่นเอาเปรียบและเป็นทุกข์ ในท้ายที่สุดนี่จะเป็นวิถีชีวิตที่แย่มาก ๆ สิ่งที่จำเป็นจะต้องรับผิดชอบมากที่สุดคือ การใส่ใจตัวเองก่อนที่จะช่วยเหลือคนอื่น ซึ่งบ่อยครั้งก็รวมถึงการปฏิเสธคำขอ หรือคำเชิญจากคนอื่นด้วย
อยากช่วยเหลือคนอื่น
สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว ความต้องการที่จะช่วยเหลือคนอื่น มีต้นต่อมาจากนิสัยที่มักชอบทำให้คนอื่นเห็นว่ารักพวกเขา บางคนอาจจะคิดว่าการช่วยเหลือคนอื่นคือ วิธีการชดเชยส่วนที่ขาดหายไป ความรู้สึกขอบคุณที่ได้รับมา ช่วยทำให้ลืมคุณสมบัติต่าง ๆ ที่ไม่ชอบเกี่ยวกับตัวเองได้ แรงจูงใจเหล่านี้เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ แต่หากปล่อยทิ้งไว้นาน ๆ มันก็อาจจะทำให้ละเลยต่อความจำเป็น และลำดับความสำคัญซ้ำ ๆ ได้ แน่นอนว่าการช่วยเหลือคนอื่นเป็นสิ่งที่น่าชมเชย แต่อย่าลืมว่าทรัพยากรมีจำกัด ไม่ได้มีเวลา เงิน และความเอาใจใส่มากมายขนาดนั้น ดังนั้น สิ่งสำคัญคือจะต้องใช้ทรัพยากรเหล่านี้ให้ได้อย่างรอบคอบ
อยากให้คนอื่นชอบ
การที่อยากให้คนอื่นชื่นชอบนั้นไม่ใช่เรื่องที่ผิดแปลกอะไร ความปรารถนานี้ฝังรากลึกอยู่ในจิตใจของทุกคน มันเป็นวิธีที่ใช้สร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น พยายามจะเชื่อมสัมพันธ์ และเข้าอกเข้าใจคนอื่น เพื่อหวังให้พวกเขายอมรับ นี่คือข้อเสียที่หลาย ๆ คนมี คนส่วนมากยังคงต้องรับมือกับปัญหานี้อยู่ แม้พวกเขาจะไม่ยอมรับก็ตาม ทั้งนี้สิ่งสำคัญคือจำเป็นจะต้องรู้ว่า ความปรารถนาการยอมรับจากคนอื่นคือ ชนวนที่ทำให้ไม่กล้าปฏิเสธคำขอ เมื่อเข้าใจแล้วว่าแรงจูงใจมาจากไหน จะไตร่ตรองและลงมือปรับเปลี่ยนการตัดสินใจตามคุณค่าในตัวได้ ความจริงแล้ว การปฏิเสธคนอื่นอย่างแน่วแน่และสุขุม จะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ นั่นจะทำให้เพื่อน สมาชิกครอบครัว และเพื่อนร่วมงานมีมุมมองที่ดีมากขึ้น
อยากให้ตัวเองดูมีคุณค่า
ทุกคนอยากให้คนอื่นมองว่ามีคุณค่า ชอบความรู้สึกที่ตัวเองมีความเชื่อมโยงกับคนอื่น และเป็นคนสำคัญ มันทำให้ดูสูงส่งขึ้นในสายตาของคนอื่น แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ก็ตาม แต่ปัญหาคือความรู้สึกนี้ อาจจะเป็นพิษเป็นภัยได้ มันจะกระตุ้นให้เอาแต่มองหาโอกาส ในการพิสูจน์คุณค่า และยังเป็นการส่งเสริมให้คิดว่า ตัวเองมีคุณค่า ซึ่งนิสัยนี้คือสาเหตุที่ทำให้ตอบรับคำขอของคนอื่นเสมอ แต่โชคร้ายที่การช่วยเพื่อนต้องแลกมาด้วยการสูญเสียเวลาไปหลายชั่วโมง ซึ่งนี่เป็นระยะเวลาที่อาจจะเอาไปใช้ทำสิ่งต่าง ๆ ที่สำคัญต่อตัวเองได้
ความทุกข์มากกว่านี้กลัวว่าจะพลาดโอกาสไป
ความกลัวพลาดโอกาส หรือ Fear of Missing Out (FOMO) ซึ่งเป็นความวิตกกังวลที่รู้สึกว่า จะไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากโอกาสต่าง ๆ ไว้ได้ นี่เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้หลายคนตอบตกลง แม้พวกเขาจะรู้อยู่แก่ใจว่า การปฏิเสธน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าก็ตาม สื่อสังคมออนไลน์เองก็กระตุ้นให้เกิดความรู้สึกนี้ อย่างการเปิด facebook ขึ้นมาดู และอ่านโพสต์เกี่ยวกับประสบการณ์ของคนอื่นอยู่บ่อย ๆ ทั้งยังตำหนิตัวเองที่ไม่โพสต์เหมือนกับคนอื่นบ้าง จนสุดท้ายก็ยอมทำสิ่งต่าง ๆ ตามคนอื่นบ้าง เพื่อไม่ให้รู้สึกตกขบวนรถ การไล่ตามโอกาสหนึ่ง จะทำให้พลาดอีกโอกาสหนึ่งไป นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่จำเป็นจะต้องศึกษาวิธีปฏิเสธ การปฏิเสธข้อเสนอบางอย่าง จะทำให้มีอิสระในการตอบตกลง น้อมรับโอกาสที่มีคุณค่าจริง ๆ
ยอมจำนนต่อการข่มเหงทางอารมณ์
การข่มเหงทางอารมณ์เกิดขึ้น เมื่อใครสักคนทำให้อีกคนรู้สึกกลัว โกรธ หรือประหม่า เพื่อให้เป้าหมายสำเร็จ ซึ่งการข่มเหงทางอารมณ์นั้นทำได้หลายวิธี ดังเช่น การตะคอก การตะโกนเรียก การสบถ การคุกคาม การดูถูกเหยียดหยาม การทำให้ขายหน้า การบีบออกจากกลุ่ม การกล่าวโทษ ผู้ข่มเหงทางอารมณ์จะใช้เทคนิคดังกล่าวนี้ ทำให้เหยื่อรู้สึกผิด กลัว อับอาย และกระอักกระอ่วน โดยมีแนวคิดที่ว่าคนที่เผชิญกับความรู้สึกแย่ ๆ เหล่านี้จะยอมทำตาม พวกเขาจะยอมจำนน และตอบตกลงผู้ข่มเหง เพราะพวกเขาไม่อยากถูกข่มเหงอีกต่อไป
นี่คือประเด็นสำคัญที่ทุกคนจำเป็นจะต้องจำเอาไว้ วิธีตอบโต้รูปแบบหนึ่งคือ การเตือนว่าการตะโกน และการสบถเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม และไม่เป็นมืออาชีพ อีกทั้งพฤติกรรมนี้ยังไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย และเนื่องจากรู้แล้วว่าผู้ข่มเหงกำลังพยายามบงการอยู่ นั่นจึงทำให้มีโอกาสที่จะใช้วิธีการเหล่านี้ บีบบังคับได้น้อยลง วิธีนี้จะช่วยทำให้มีความแน่วแน่ และยึดมั่นในจุดยืนได้ง่ายยิ่งขึ้น
ไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้ง
คนส่วนใหญ่ไม่กล้าปฏิเสธคนอื่น เพราะพวกเขากังวลว่าจะทำให้เกิดความขัดแย้ง พวกเขาเกลียดการเผชิญหน้า และพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อเลี่ยงการปะทะคารมกับคนอื่น สำหรับพวกเขาแล้วการตอบตกลง ถือเป็นวิธีหลีกเลี่ยงการทะเลาะเบาะแว้งที่ทำได้ง่ายและรวดเร็ว การยอมทำตามความต้องการของผู้ร้องขอ เป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายกว่าการยืนหยัดในจุดยืนของตัวเอง แต่ปัญหาคือการยอมทำตามคนอื่น เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง จะกระตุ้นให้คิดว่าความรู้สึกของตัวเองมีความสำคัญน้อยกว่าความรู้สึกของคนอื่น ทั้งที่ความจริงแล้วความรู้สึกของตัวเองไม่ได้สำคัญน้อยไปกว่าใครเลย การเริ่มฝึกพูดปฏิเสธในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงต่ำ จะช่วยทำให้อดทนต่อความขัดแย้งได้ ความอดทนจะค่อย ๆ แข็งแกร่งมากขึ้น เมื่อมีการใช้งานบ่อย ๆ ซึ่งก็เหมือนกับกล้ามเนื้อ และในท้ายที่สุดจะรู้สึกว่าสามารถปฏิเสธคนอื่นได้อย่างไม่ยากลำบาก
ตอนที่ 3
10 กลยุทธ์ปฏิเสธ
ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของการเรียนรู้วิธีปฏิเสธคือ การเอาชนะความรู้สึกผิด ความกลัว และความอับอายที่เกิดขึ้น เมื่อทำให้คนอื่นผิดหวังนี่ไม่ใช่งานที่ง่ายเลย ซึ่งในหลาย ๆ ครั้งอาจต้องใช้เวลาในการแก้ไขนานหลายปี บางคนใช้เวลาในชีวิตส่วนใหญ่ไปกับการช่วยเหลือ และทำให้คนอื่นพอใจ การลบนิสัยด้านนี้จำเป็นต้องใช้เวลา และความพยายามที่มากพอควร แต่ข่าวดีคือไม่ว่าใครก็สามารถทำได้ หากมีความตั้งใจที่จะนำกลยุทธ์มาใช้ ก็จะค่อย ๆ ควบคุมนิสัยชอบธรรมให้คนอื่นพอใจได้
กลยุทธ์ที่ 1 ตรงไปตรงมาและไม่อ้อมค้อม
เมื่อรู้สึกลังเลที่จะตอบรับคำขอของผู้ร้องขอ นั่นจะเป็นการเปิดทางให้ผู้ร้องขอกดดันมากขึ้น โดยที่ไม่ได้ตั้งใจ ด้วยเหตุนี้การปฏิเสธคำขออย่างชัดเจน จึงเป็นเรื่องที่ดีกว่าเสมอ การปฏิเสธคำขออย่างตรงไปตรงมานั้น ไม่ได้หมายความว่าจะต้องทำอย่างหยาบคาย อันที่จริงผู้ร้องขอมีแนวโน้มที่จะชื่นชมในความสัตย์จริงด้วยซ้ำ นอกจากนี้การมีเหตุผลในการปฏิเสธก็เป็นประโยชน์เช่นกัน เหตุผลจะช่วยยืนยันว่าไม่สามารถที่จะให้ความช่วยเหลือได้ จงอธิบายเหตุผลในการปฏิเสธให้ผู้ร้องขอฟังอย่างจริงใจ พยายามยับยั้งชั่งใจไม่ให้ตัวเองกุเหตุผลขึ้นมาโกหกผู้ร้องขอ เพราะนอกจากจะรู้สึกผิดที่พูดโกหกออกไปแล้ว ผู้ร้องขอเองก็มีแนวโน้มที่จะสังเกตเห็นความไม่จริงใจด้วย ซึ่งน่าจะทำให้เกิดความไม่พอใจ วิธีที่ดีที่สุดคือการปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมา ซื่อสัตย์ และเคารพผู้ร้องขอ
กลยุทธ์ที่ 2 อย่าประวิงเวลา
คนส่วนใหญ่ชอบประวิงเวลา เมื่อมีใครบางคนเข้ามาขอความช่วยเหลือ แล้วรู้ดีว่าไม่สามารถหาเวลามาช่วยคนอื่นได้ แต่แทนที่จะให้คำตอบกับผู้ร้องขอตรง ๆ กับพูดอ้อม ๆ และพยายามถ่วงเวลาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บางครั้งก็ทำไปเพราะห่วงความรู้สึกคนอื่น บางทีอาจจะทำไปเพราะความกลัว
นอกจากนี้อาจจะประวิงเวลาเพราะอยากช่วยคน ๆ นั้นจริง ๆ แต่มีงานอันหนักอึ้งที่ต้องทำ และไม่แน่ใจว่าจะช่วยได้อย่างไร จึงถ่วงเวลาออกไปก่อน และหวังว่าจะหาทางจัดการภาระหน้าที่ให้เสร็จ มีเหตุผล 3 ประการที่ทำให้การปรับปรุงเวลาเป็นไอเดียที่แย่ ข้อแรกมันเป็นเหมือนกับการหลอกให้ความหวังผู้ร้องขอ
ข้อ 2 การประวิงเวลาจะทำให้ดูเป็นคนไม่เด็ดขาด
ข้อ 3 การปรับปรุงเวลาจะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง
จงอย่าประวิงเวลาเมื่อใครสักคนเข้ามาขอความช่วยเหลือ และรู้ว่าจะต้องปฏิเสธคำขอนั้นให้พูดอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมา การพูดอย่างจริงใจและปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมา นับเป็นการแสดงออกถึงความเคารพต่อผู้ฟัง นอกจากนี้มันยังช่วยป้องกันไม่ให้คำขอเหล่านั้นตามกวนใจราวกับเงาอันมืดมนด้วย
กลยุทธ์ที่ 3 แทนคำว่าไม่ด้วยคำอื่น
การปฏิเสธอาจส่งผลเสีย แม้จะพูดด้วยความสุภาพก็ตาม ปฏิกิริยาโกรธและไม่พอใจเหล่านี้ สามารถเกิดขึ้นได้ไม่ว่าจะปฏิเสธคำขออย่างระมัดระวังแค่ไหนก็ตาม ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะรู้สึกว่าการปฏิเสธด้วยคำว่าไม่กับคนอื่นเป็นเรื่องยาก แต่ข่าวดีคือสามารถปฏิเสธคำขอโดยไม่ต้องพูดคำว่าไม่ตรง ๆ ได้ กล่าวคือนี่เป็นการค้นหาวิธีการอื่น ๆ มาใช้สื่อสารประเด็นเดิม การปฏิเสธคำขอด้วยวิธีที่ไม่ต้องพูดคำว่าไม่ออกมาตรง ๆ จะช่วยทำให้สถานการณ์ไม่เลวร้ายลงไปกว่าเดิม ทั้งยังเป็นการหลบเลี่ยงการปะทะคารมกับผู้ร้องขอด้วย วิธีนี้สามารถใช้ได้ผลกับคำขอทุกรูปแบบ นอกจากจะสามารถใช้ตอนมีคนมาขอให้อุทิศเรี่ยวแรงและเวลา แล้วมันยังใช้ได้ผลในสถานการณ์ที่มีคนมาขอเงินด้วย
กลยุทธ์ที่ 4 หลีกเลี่ยงการแก้ตัว
ขอแก้ตัวคือการพยายามโกหกคนที่ขอความช่วยเหลือ กล่าวคือได้กุข้อแก้ตัวขึ้นมา เพื่อทำให้การปฏิเสธคำขอฟังดูมีเหตุผล อย่างไรก็ตามการปฏิเสธด้วยวิธีนี้มี 2 ปัญหาคือ
ข้อแรกมีแนวโน้มว่าจะรู้สึกผิดที่ต้องโกหกผู้ร้องขอ แย่กว่านั้นคือผู้ร้องขออาจจะรู้ด้วยซ้ำว่าโกหก
ข้อ 2 มันเป็นเหมือนกับการเปิดประตูให้เกิดการต่อรอง ซึ่งต้องเสียทั้งเวลาและเรี่ยวแรง
วิธีปฏิเสธที่ดีคือการปฏิเสธคำขออย่างตรงไปตรงมา ทั้งนี้ไม่จำเป็นจะต้องหยาบคาย หรือพูดอย่างใจแคบ เพราะความตรงไปตรงมามักแสดงถึงความเคารพเสมอ ตราบใดที่พูดอย่างมีมารยาท
กลยุทธ์ที่ 5 รับผิดชอบการตัดสินใจ
เมื่อไหร่ก็ตามที่ปฏิเสธคำขอของคนอื่น มักเลือกที่จะพูดว่า “ฉันคงทำให้ไม่ได้” คำตอบนี้จะช่วยให้เลี่ยงไม่ต้องรับผิดชอบ การตัดสินใจ ติดนิสัยปฏิเสธคนอื่น โดยไม่อธิบายว่าการตัดสินใจเป็นทางเลือกส่วนบุคคล การตอบรับคำขอที่ไม่สามารถช่วยได้ด้วยวิธีนี้ นับเป็นการยืนยันความตั้งใจ และสิทธิในการปฏิเสธ ไม่ได้โทษว่าการปฏิเสธมีต้นตอมาจากแรงกดดันจากภายนอก ในทางกลับกันการตัดสินใจอย่างมีสติ จะใช้เวลาเรี่ยวแรงและทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ในด้านอื่น ๆ อย่างไร ยิ่งใช้คำพูดที่แสดงออกถึงความตั้งใจมากเท่าไหร่ จะยิ่งรู้สึกมั่นใจที่จะปฏิเสธคำขอที่ขัดกับความต้องการ และความเชื่อมากขึ้นเท่านั้น และนั่นจะช่วยทำให้คนที่เข้ามาขอความช่วยเหลือ มีความเคารพในตัวมากขึ้นด้วย
กลยุทธ์ที่ 6 วอนให้ผู้ร้องขอมาขอเรื่องนี้ภายหลัง
นี่ไม่ใช่เทคนิคการประวิงเวลา แต่มันคือวิธีการที่จะกลับมาพิจารณาคำขออีกครั้ง หลังจากที่มีเวลาไตร่ตรองเกี่ยวกับมันมากขึ้น วิธีนี้เป็นเหมือนกับการผลักภาระให้ผู้ร้องขอ ประเมินความเร่งด่วนเกี่ยวกับคำขอ จำไว้เสมอว่า ไม่จำเป็นจะต้องตอบตกลงก็ได้ เมื่อผู้ร้องขอกลับมาขอความช่วยเหลือในภายหลัง อาจจะเน้นย้ำเรื่องนี้เพื่อให้ไม่ต้องคาดหวังความช่วยเหลือมากเกินไปก็ได้ บ่อยครั้งจะพบว่า วิธีการนี้นำมาซึ่งผลลัพธ์ 2 รูปแบบ
ผลลัพธ์แบบแรกคือ ผู้ร้องขอไปขอความช่วยเหลือจากคนอื่น
ผลลัพธ์แบบที่ 2 คือ ผู้ร้องขอตัดสินใจทำงานของตัวเองจนเสร็จ โดยที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือจากใครเลย
แน่นอนว่าหากคนคนนั้นกลับมาขอความช่วยเหลืออีกครั้ง จริง ๆ ก็สามารถตัดสินใจ ณ ตอนนั้นได้ว่า การตอบตกลงเป็นไอเดียที่ดีหรือเปล่า เพราะตอนนั้นพิจารณาคำขอแล้ว รวมถึงไตร่ตรองแล้วด้วยว่า การให้ความช่วยเหลือจะส่งผลเสียต่อเป้าหมายมากน้อยแค่ไหน
กลยุทธ์ที่ 7 เรื่องการโกหกว่าไม่ว่าง
เมื่อมีใครสักคนเข้ามาขอ ให้ทำบางสิ่งบางอย่างที่ไม่อยากทำ และในฐานะที่เป็นคนซื่อสัตย์ จึงอยากพูดกับพวกเขาตรง ๆ ทว่าปัญหาคือกลัวว่า ความซื่อสัตย์จะทำให้ผู้ร้องขอรู้สึกไม่พอใจ หงุดหงิดหรือโกรธ ดังนั้น จึงเลือกที่จะโกหก มันอาจจะดูเป็นเรื่องโกหกเล็ก ๆ ที่ไม่ได้อันตรายอะไร ทว่าการโกหกล้วนมีผลตามมา อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ได้ฝึกให้กับตัวเองเชื่อมั่นในอำนาจการตัดสินใจ โดยแทนที่จะโกหกว่าไม่ว่าง และมารู้สึกผิดในภายหลังที่ทำแบบนั้น ได้พัฒนาความรู้สึกมั่นใจในการตัดสินใจของตัวเองขึ้นมา เรียนรู้ที่จะเชื่อมั่นในเหตุผลของตัวเอง เมื่อต้องตัดสินใจว่าจะยอมรับหรือเปล่า ปฏิเสธคำขอหรือคำเชิญ
กลยุทธ์ที่ 8 เสนอทางเลือก
ไม่มีใครอยากถูกทอดทิ้ง ควรจะเสนอทางเลือกอื่นให้กับผู้ร้องขอ เมื่อปฏิเสธวิธีนี้จะช่วยบรรเทาความผิดหวังของผู้ร้องขอ ในกรณีที่ไม่สามารถหรือไม่เต็มใจที่จะยื่นมือไปช่วย ทางเลือกต่าง ๆ มักจะมาในลักษณะของการแนะนำคนอื่น ที่อาจจะสามารถช่วยเหลือเขาได้ หากกำลังช่วยผู้ร้องขอทำงานชิ้นหนึ่งอยู่ก่อนแล้ว อาจจะเลือกใช้วิธีบอกให้เขาตัดสินใจเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าการตอบตกลงช่วยผู้ร้องขอ ทำให้ต้องทำงานหลายชิ้นให้เสมอ ทางเลือกเป็นการทำงานชิ้นที่เล็กกว่าแทน
วิธีนี้ไม่ได้ใช้ได้ผลในบริบทการทำงานเท่านั้น แต่ยังสามารถนำไปใช้กับเรื่องครอบครัว เพื่อนบ้าน หรือแม้แต่คนแปลกหน้าก็ได้ การเสนอทางเลือกให้ผู้ร้องขอ นับเป็นการแสดงออกว่าใส่ใจ นอกจากนี้มันยังช่วยเยียวยาความผิดหวังของผู้ร้องขอ เมื่อปฏิเสธคำขอด้วย เช่น การจำไว้เสมอว่าไม่จำเป็นจะต้องเสนอทางเลือกให้ใครก็ได้ มันเป็นการกระทำที่แสดงออกถึงความหวังดีเท่านั้น
กลยุทธ์ที่ 9 แนะนำคนอื่นที่ดูจะเหมาะสมกว่า
บางครั้งอาจจะได้รับคำขอที่คนอื่น อาจให้ความช่วยเหลือผู้ร้องขอ ได้ดีกว่าการปฏิเสธคำขอเหล่านี้เป็นเรื่องที่ดีกับทุกฝ่าย สามารถประหยัดเวลา และมีสมาธิอยู่กับงาน และเรื่องที่สนใจได้ ผู้ร้องขอจะได้รับการช่วยเหลือในเรื่องที่ต้องการโดยเฉพาะ และคนที่แนะนำให้กับผู้ร้องขอ ก็จะได้โอกาสแสดงความสามารถ มีหลายเหตุผลที่ควรจะแนะนำให้ผู้ร้องขอไปขอความช่วยเหลือจากคนอื่นแทน เช่น รู้ว่าคนอื่นมีประสบการณ์ในด้านนี้มากกว่าการแนะนำคนอื่นให้กับผู้ร้องขอ ซึ่งคน ๆ นั้นดูจะเหมาะสมกว่า และมีความสนใจในเรื่องเดียวกันกับผู้ร้องขอ นับเป็นการช่วยเหลือผู้ร้องขอ แม้จะปฏิเสธไปก็ตาม นี่เป็นวิธีการที่ดีในการปฏิเสธ โดยไม่รู้สึกผิดและการแนะนำบุคคล หรือแหล่งที่เหมาะมากกว่าให้กับผู้ร้องขอ ก็นับเป็นการช่วยเหลือ
กลยุทธ์ที่ 10 อธิบายว่าไม่มีเวลา
นี่คือวิธีการปฏิเสธที่ได้ผลมากที่สุดวิธีหนึ่ง โดยมันจะช่วยทำให้ผู้ร้องขอ ไม่มีช่องว่างที่จะกดดันให้ตอบรับคำขอ การอธิบายสาเหตุที่ไม่มีเวลาให้ผู้ร้องขอฟังอย่างละเอียด จะช่วยทำให้เข้าใจว่ามีภาระหน้าที่อย่างอื่นที่ต้องทำ และการละทิ้งหน้าที่เหล่านี้ ไม่ใช่ทางเลือก ขณะเดียวกันผู้ร้องขอจะไม่รู้สึกว่าทอดทิ้ง ในทางกลับกัน ผู้ร้องขอจะเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ไม่มีเวลาที่จะช่วยจริง ๆ
ไม่จำเป็นจะต้องรับผิดชอบความรู้สึกของคนอื่น
หนึ่งในอุปสรรคของบรรดาคนที่ชอบทำให้คนอื่นพอใจคือ การก้าวผ่านความรู้สึกว่าตัวเองต้องรับผิดชอบความรู้สึกของคนอื่น พวกเขากลัวว่าการปฏิเสธจะทำให้คนอื่นผิดหวังและโกรธ ซึ่งความกลัวจะกระตุ้นให้พวกเขา ให้ความสำคัญกับคนอื่นมากกว่าตัวเองเสมอ หากอยากจะเรียนรู้วิธีปฏิเสธอย่างมั่นใจและไม่รู้สึกผิด เรื่องสำคัญที่ต้องทำคือ การกำหนดขอบเขตทางอารมณ์ความรู้สึก ตราบใดที่ปฏิเสธคำขอด้วยความสุภาพและความเคารพ ก็ไม่จำเป็นจะต้องรู้สึกว่าต้องรับผิดชอบ เมื่อผู้ร้องขอแสดงปฏิกิริยาที่ไม่ดีกลับมา แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ความรู้สึกของคนอื่นได้ และไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดต่อปฏิกิริยาตอบกลับที่พวกเขาแสดงออกมา
การปฏิเสธไม่ได้ทำให้เป็นคนไม่ดี
ไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนส่วนใหญ่จะก้าวเข้าสู่ชีวิตวัยผู้ใหญ่ โดยมีความเชื่อว่าการปฏิเสธคนอื่น ทำให้เป็นคนไม่ดี ความจริงการปฏิเสธอาจจะเป็นเรื่องที่เหมาะสมมากกว่าการตอบตกลงก็ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละสถานการณ์ ตัวอย่างเช่น สมมติว่าวางแผนที่จะกินข้าวมื้อเที่ยงกับเพื่อนคนหนึ่ง ทว่าเพื่อนร่วมงานอีกคนแวะเข้ามาในห้องทำงาน และขอให้ช่วยทำงานชิ้นหนึ่ง ปัญหาคือถ้าช่วยเพื่อนร่วมงานคนนี้ ก็จำเป็นจะต้องยกเลิกนัด หรืออย่างน้อยก็เลื่อนนัดกินข้าวมื้อเที่ยงกับเพื่อนไปจากสถานการณ์นี้ การปฏิเสธเพื่อนร่วมงานไม่ได้ทำให้ดูเป็นคนไม่ดีเลย อันที่จริงการทำเช่นนั้นนับเป็นเรื่องที่เหมาะสม เนื่องจากมันจะทำให้ไม่ต้องผิดสัญญาที่ให้ไว้กับเพื่อน จำไว้ว่าไม่ได้มีหน้าที่ต้องยอมทำตามคำขอของผู้ร้องขอ นอกจากนี้การปฏิเสธเพื่อที่จะให้ความสำคัญกับตัวเองมากกว่าคนอื่น ไม่ได้ทำให้ดูเป็นคนไม่ดีเลยแม้แต่น้อย
เริ่มต้นจากการปฏิเสธเรื่องเล็ก ๆ
การเรียนรู้วิธีปฏิเสธด้วยความมั่นใจนั้น ไม่ได้ต่างอะไรกับการสร้างนิสัยใหม่ ๆ เริ่มต้นด้วยก้าวเล็ก ๆ นับเป็นวิธีที่ดีที่สุด จงใช้ประโยชน์จากการเริ่มปฏิเสธเรื่องง่าย ๆ ในตอนแรกและทำให้ตัวเองชินกับการเชื่อมั่นในการตัดสินใจของตัวเองมากขึ้น จะรับรู้ถึงอำนาจในการตัดสินใจที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างช้า ๆ พนักงานร้านขายสินค้า คุ้นชินกับการได้ยินคำปฏิเสธเป็นอย่างดี พวกเขาได้ยินมันหลายร้อยครั้งในแต่ละวัน และจะไม่รู้สึกผิดหวัง โกรธ หรือไม่พอใจหากปฏิเสธคำขอ ขณะเดียวกันก็ได้ฝึกฝนตัวเองให้ตรงไปตรงมามากขึ้น โดยไม่ต้องเสียเงิน ด้วยการเรียนรู้วิธีปฏิเสธ ในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงต่ำเหล่านี้ จะช่วยสร้างความมั่นใจให้ทีละนิด โดยสามารถขยับไปลองฝึกปฏิเสธอย่างระมัดระวัง ในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงสูงกว่าได้ เมื่อมีความมั่นใจมากขึ้น วิธีนี้จะช่วยสร้างนิสัยกล้าปฏิเสธให้หนักแน่นในจิตสำนึก แม้พวกเขาจะโกรธ ดื้อดึง และบงการอารมณ์ความรู้สึกก็ตาม
ตอนที่ 4
วิธีปฏิเสธในสถานการณ์ต่าง ๆ
ความสามารถในการปฏิเสธอย่างน่านับถือและมีชั้นเชิงคือ หนึ่งในทักษะที่สำคัญ และมีคุณค่าที่สร้างขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม บางครั้งการปฏิเสธคนบางคนในชีวิตก็เป็นเรื่องที่ยาก อาจจะปฏิเสธเพื่อนร่วมงานได้ง่าย ๆ แต่กลับยอมตอบตกลงทันที เมื่อสมาชิกครอบครัวเข้ามาขอความช่วยเหลือ หรือบางทีอาจจะมีแนวโน้มที่จะทำตามคำขอลูกค้า แม้การปฏิเสธจะเป็นการตัดสินใจที่ดีกว่า
วิธีปฏิเสธเหล่าญาติพี่น้อง
สมาชิกในครอบครัวและเครือญาติ อาจจะเป็นกลุ่มคนที่ต่อรองได้ยากที่สุด เมื่อพวกเขาต้องการบางสิ่งบางอย่าง (เวลา เรี่ยวแรง เงินทอง และสิ่งอื่น ๆ) พวกเขาจะพยายามอย่างสุดความสามารถ เพื่อให้ยอมจำนน รวมถึงใช้วิธีบงการ และข่มเหงให้เสียความรู้สึก เพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ การปฏิเสธเหล่าเครือญาติอาจเป็นเรื่องที่น่าอึดอัดใจได้เช่นกัน ความคาดหวังเหล่านี้มีต้นต่อมาจากการเรียนรู้มานานหลายต่อหลายปี ลองนึกดูว่าเคยยินยอมทำตามเขาหรือเปล่า เคยตอบตกลงในตอนแรก และมานั่งผิดหวังในภายหลังไหม
ถ้าเป็นเช่นนั้นนั่นแปลว่า กำลังฝึกให้สมาชิกครอบครัวคนนี้สร้างความลำบากให้อยู่ รู้ว่าสุดท้ายจะตอบตกลง หากยังคงยืนกรานต่อไป ทั้งยังรู้ว่าจะต้องตอบรับคำขอ หากทำให้รู้สึกแย่ที่ปฏิเสธ วิธีแก้ปัญหาคือให้สร้างมาตรฐานความคาดหวังขึ้นมาใหม่ โดยจะต้องกำหนดขอบเขตที่เหล่าเครือญาติ ต้องให้ความเคารพอีกวิธีหนึ่งคือ ให้ตั้งกฎเกี่ยวกับช่วงเวลาที่จะให้การช่วยเหลือคนอื่นขึ้นมา นอกจากนี้ยังใช้วิธีบีบให้ญาติจอมบงการ และดื้อดึงฝากข้อความเอาไว้ก็ได้ เมื่อพวกเขาส่งข้อความมาหาให้ปล่อยทิ้งไว้สักพัก แล้วค่อยมาตอบทีหลัง หรือให้ยับยั้งชั่งใจ และไม่ต้องตอบโดยทันที เมื่อพวกเขาส่งข้อความมาหา วิธีนี้จะช่วยบอกฝากคำขอแบบเร่งด่วนไปตั้งแต่ต้น ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป และนำกลยุทธ์นี้มาใช้อย่างสม่ำเสมอ เขาจะเรียนรู้ว่าไม่ใช่เป็นคนที่ยอมใครง่าย ๆ อย่างที่พวกเขาเคยคาดหวัง
วิธีปฏิเสธคู่ชีวิต
ถ้ามักจะตอบตกลงคู่ชีวิตหรือคนรักเสมอ การปฏิเสธคำขออาจทำให้เกิดความขัดแย้งที่ไม่อาจควบคุมได้ ถ้าคนรักปล่อยให้มันเกิดขึ้น คนวัยผู้ใหญ่ที่อยู่ในความสัมพันธ์ด้านความรัก ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ว่า การตอบตกลงเป็นสิ่งที่แสดงออกถึงความรัก ความเชื่อใจ และการยอมรับในตัวของผู้ร้องขอ แต่คำถามคือควรจะตอบตกลงตลอดเลยหรือเปล่า ในบางครั้งการปฏิเสธคนรัก ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องที่จำเป็นเท่านั้น แต่มันยังช่วยเพิ่มคุณค่าให้กับความสัมพันธ์ด้วย ซึ่งเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญ ของการมีความสัมพันธ์ที่ดีคือ การกำหนดขอบเขตของกันและกันให้ชัดเจน การกำหนดขอบเขตความสัมพันธ์ จะช่วยให้เข้าใจคนรักมากขึ้น ขอบเขตความสัมพันธ์จะทำให้มองคู่ชีวิตหรือคนรักเป็นบุคคลคนหนึ่ง ที่มีความรู้สึก ความหลงใหล และความสนใจของตัวเอง ความเคารพซึ่งกันและกัน จะช่วยลดแรงจูงใจในการใช้วิธีบงการ หรือข่มเหงทางอารมณ์ความรู้สึก โดยเมื่อปฏิเสธคู่ชีวิตหรือคนรัก จะไม่มองว่าคำตอบเป็นการพูดไปตามอำเภอใจ มีแนวโน้มสูงที่จะมองว่า การตัดสินใจมีเหตุผลที่ดี และยอมรับอย่างไม่มีข้อกังขา
วิธีปฏิเสธลูก
การปฏิเสธลูกไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย ในฐานะพ่อแม่นั้นอยากให้พวกเขามีความสุขและสมหวัง รวมถึงต้องการมอบโอกาสให้พวกเขาได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ดังนั้น จึงลงเอยด้วยการตอบตกลงพวกเขามากเกินควร การปฏิเสธลูกเกี่ยวข้องกับการกำหนดขอบเขตที่ชัดเจน มันคือการแสดงออกถึงจุดยืนว่า อนุญาตให้ทำอะไรบ้าง และไม่อนุญาตให้ทำอะไรบ้าง รวมถึงเป็นการกำหนดความคาดหวังใหม่ จะต้องกล้าทำให้ลูกผิดหวังบ้าง หากอยากจะยืนยันอำนาจหน้าที่ในความเป็นพ่อแม่ และอยากให้พวกเขายอมรับในการตัดสินใจ จุดมุ่งหมายของพวกเขามักจะขัดกับจุดมุ่งหมายของพ่อแม่อยู่บ่อย ๆ กุญแจสำคัญคือจะต้องสอนลูกว่า จะยืนหยัดในจุดยืนเมื่อตัดสินใจไปแล้ว คำว่าไม่ยังคงหมายถึงไม่ แม้ลูกจะใช้วิธีใดเปลี่ยนใจก็ตาม
วิธีปฏิเสธเพื่อน
เพื่อนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน อันที่จริงพวกเขาคาดหวังเพื่อความช่วยเหลือจากคนอื่นต่างหาก นี่เป็นเหตุผลที่การปฏิเสธคำขอจากเพื่อนเป็นเรื่องที่ยาก เนื่องจากมันอาจส่งผลเสียในเรื่องที่ใหญ่กว่า เพียงแค่การทำให้เพื่อนผิดหวัง พูดง่าย ๆ คือมันอาจทำให้ความสัมพันธ์แตกแยกได้ การไม่ทำตามความคาดหวังของเพื่อน อาจทำลายความสัมพันธ์ได้ นอกจากนี้มันยังมีโอกาสที่จะลดทอน ความไว้เนื้อเชื่อใจและความสนิทสนม รวมถึงทำให้บทสนทนาในอนาคตมีความตึงเครียดและรุนแรงได้ด้วยเช่นกัน จะปฏิเสธเพื่อนโดยที่ไม่ทำให้เกิดความบาดหมางกันได้ต้อง
ข้อแรกจะต้องตระหนักให้ได้ก่อนว่า เรามีสิทธิ์ที่จะใช้เวลาทำงานตามหน้าที่ หรือความสนใจของตัวเอง ไม่มีใครให้ความเคารพกับเวลาของตัวเองไปมากกว่าตัวเอง
ข้อ 2 ให้ปฏิเสธเพื่อนก่อนที่จะรู้สึกท้อแท้ จงอย่าปล่อยให้ตัวเองตอบตกลงเพื่อนครั้งแล้วครั้งเล่า จนรู้สึกขมขื่นและไม่พอใจมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่โดนเอาเปรียบ
ข้อ 3 ย้ำเตือนตัวเองเสมอว่า ความผิดหวังและความโกรธที่เพื่อนรู้สึก หลังจากได้ยินคำปฏิเสธนั้น ไม่ใช่ปัญหาของคุณแต่อย่างใด
ข้อ 4 เริ่มกำหนดขอบเขต หากมีเพื่อนคนหนึ่งที่มักจะโต้ตอบไม่ดีเมื่อปฏิเสธ ให้พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้บอกว่า ข้อจำกัดคืออะไร และมีความเชื่ออย่างไร
เพื่อนแท้จะเข้าใจความวิตก และเคารพขอบเขตการช่วยเหลือเพื่อน ในช่วงเวลาที่พวกเขาต้องการความช่วยเหลือนั้น นับเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างลึกซึ้ง แต่การปฏิเสธก็มีเหตุผลที่ฟังขึ้นเสมอ ซึ่งล้วนเป็นเหตุผลที่คาดหวังให้เพื่อนเข้าใจและเคารพ
วิธีปฏิเสธหัวหน้า
ตามหลักแล้วหัวหน้าจะรู้อยู่แล้วว่า มีปริมาณงานมากน้อยเพียงใด รู้ว่ายุ่งแค่ไหน และเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่า เรามีเวลาว่างเท่าไหร่ ดังนั้นเวลาที่หัวหน้าสั่งงานโปรเจ็กใหม่ และมอบหมายงานชิ้นใหม่ให้ จะจัดลำดับความสำคัญของงานที่ถืออยู่ในปัจจุบันใหม่อีกครั้ง ความจริงแล้วมันควรจะเป็นแบบนี้ แต่โชคร้ายที่การทำงานในโลกแห่งความจริงไม่ได้ราบรื่นแบบนั้น คนส่วนใหญ่ต้องรับงานชิ้นใหม่มาทำอย่างเลี่ยงไม่ได้
พวกเขาน้อมรับอย่างไม่มีบ่น เพราะพวกเขารู้สึกไม่สบายใจที่จะปฏิเสธหัวหน้า พวกเขาเกรงว่าหัวหน้าจะมองว่าพวกเขาทำงานด้วยยาก ซึ่งอาจส่งผลในแง่ลบต่ออาชีพการงานของพวกเขา อย่างไรก็ตาม การสื่อสารถึงขีดจำกัดของตัวเองนั้นเป็นสิ่งที่มีค่า เพราะไม่เพียงแต่จะจัดการกับระดับความเครียดได้เท่านั้น แต่ยังเลี่ยงไม่ให้งานรัดตัวมากเกินไป แม้การปฏิเสธจะเป็นเรื่องที่ยาก แต่มีวิธีที่ช่วยให้ลดความตึงเครียดของสถานการณ์ลงได้ ให้ทำตามคำแนะนำดังต่อไปนี้
ข้อแรกตอนตอบหัวหน้าให้ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า มีปริมาณงานในปัจจุบันมาก และนั่นส่งผลต่อเวลา อธิบายให้เข้าใจว่า จะไม่สามารถทำงานใหม่ให้มีประสิทธิภาพได้ เพราะมีงานที่ต้องทำมาก และกำลังทำงานที่ใกล้กำหนดส่งอยู่
ข้อ 2 ถามคำถามเกี่ยวกับโปรเจ๊กใหม่ กำหนดส่งเมื่อไหร่ เกี่ยวกับอะไร ใช้ทักษะด้านใดบ้าง ต้องทำงานร่วมกับพนักงานกลุ่มอื่น ๆ ไหม
ข้อ 3 ขอให้หัวหน้าจัดลำดับความสำคัญของงานใหม่ แนะนำให้เลื่อนกำหนดส่งงานโปรเจ็กที่กำลังถืออยู่ออกไปก่อน เพื่อให้สามารถอุทิศเวลา และใส่ใจกับโปรเจคใหม่ได้
ข้อ 4 ถ้าไม่สามารถเลื่อนกำหนดส่งงาน หรือโปรเจ๊กที่กำลังถืออยู่ ณ ปัจจุบันได้ ให้ถามหัวหน้าว่า พอจะเลื่อนกำหนดส่งงานโปรเจ็กใหม่ได้ไหม
อันที่จริงสามารถปฏิเสธหัวหน้าได้ โดยไม่ต้องพูดคำว่าไม่ ความจริงแล้วนี่เป็นเทคนิคที่ฉลาดมาก ๆ เพราะคำว่าไม่มีน้ำเสียงในแง่ลบ แต่ทั้งนี้ประเด็นที่สำคัญมากกว่านั้นคือ ได้สื่อสารข้อจำกัดและข้อเสนอทางเลือก ที่ช่วยให้หัวหน้าทำสิ่งที่ต้องการได้อย่างสำเร็จลุล่วง
วิธีปฏิเสธตัวเอง
ณ ช่วงเวลาหนึ่ง อาจจะตกอยู่ภายใต้สิ่งจูงใจที่กัดกินเวลา เงินทอง เรี่ยวแรง และทรัพยากรอื่น ๆ สิ่งจูงใจเหล่านี้มักจะทำให้ไขว้เขวจากเป้าหมาย การที่สามารถต่อต้านสิ่งจูงใจเหล่านี้ได้ นับเป็นกุญแจสำคัญในการใช้ชีวิตที่ดีและมีคุณค่า การยืนหยัดต่อสู้กับสิ่งจูงใจคือปัจจัยสำคัญ ที่จะช่วยให้จดจ่อและยึดมั่นในเป้าหมายได้ แต่คำถามคือจะทำอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร จะปฏิเสธตัวเองทั้งที่อยากจะยอมแพ้ และตอบตกลงได้อย่างไร วิธีที่ใช้ได้ผลคือ นำชุดคำพูด “ฉันจะไม่” มาใช้ชุดคำพูดเหล่านี้เป็นการยืนยันว่า เลือกที่จะไม่ทำตามสิ่งจูงใจ แล้วจะกลายเป็นสถาปนิกผู้สันสร้างชีวิต บนรากฐานของเจตจำนงที่ดี
ข้อคิดของหนังสือเล่มนี้
ทันทีที่ตกลงทำตามคำขอของคนอื่น และให้ความสำคัญกับพวกเขามากกว่าตัวเอง จะสูญเสียทรัพยากรอันล้ำค่าของตัวเองไป ซึ่งนั่นคือเวลานั่นเอง จะไม่สามารถนำทรัพยากรเหล่านี้กลับคืนมาได้ ถ้าสูญเสียมันไปแล้ว มีแนวโน้มที่จะคิดไปเองว่า คำขอโดยส่วนใหญ่เป็นความรับผิดชอบเล็ก ๆ ซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องที่ถูกเลย เพราะคำขอที่ตกลงกันไว้ว่า จะใช้เวลา 2 นาทีมักจะจบลงที่ 2 ชั่วโมง หรือคำขอที่ตกลงกันไว้ว่าจะใช้เวลาครึ่งชั่วโมงกลับกินเวลาไปถึงครึ่งวัน
ตลอดทั้งหนังสือเล่มนี้ มีวิธีปฏิเสธคำขอ คำเชิญ การขอความช่วยเหลือ และเรื่องอื่น ๆ ที่ปฎิเสธการรุกล้ำเวลาส่วนตัว โดยที่ไม่ต้องรู้สึกผิด กลยุทธ์ที่พูดถึงกันไป จะช่วยลดความผิดหวังของผู้ร้องขอ เมื่อพวกเขาได้ยินคำปฏิเสธ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า การปฏิเสธจะเป็นเรื่องที่ง่าย แต่อย่างน้อยก็ในช่วงแรก ๆ การปฏิเสธด้วยความมั่นใจนั้น คล้ายกับการใช้งานกล้ามเนื้อ กล่าวคือจำเป็นจะต้องใช้กล้ามเนื้อเพื่อให้มันแข็งแรงยิ่งขึ้น
ดังนั้น จึงแนะนำให้นำกลยุทธ์ในหนังสือเล่มนี้มาใช้ทันที เริ่มต้นปฏิเสธจากเรื่องเล็ก ๆ ในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น การบอกพนักงานเสริฟอาหารว่า “ไม่รับขนมหวาน ขอบคุณครับ/ค่ะ” จากนั้นค่อย ๆ ใช้กลยุทธ์ในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงสูงกว่า เมื่อนำกลยุทธ์เหล่านี้มาใช้อย่างสม่ำเสมอไปเรื่อย ๆ จะพบว่าตัวเองมีความตรงไปตรงมามากขึ้น การปฏิเสธจะง่ายขึ้นเมื่อเรียนรู้ที่จะเชื่อมั่นในความเชื่อของตัวเอง มากไปกว่านั้นจะพบว่าเพื่อน สมาชิกครอบครัว เพื่อนร่วมงาน และเพื่อนบ้านให้ความเคารพกับเวลา และการตัดสินใจของเรามากยิ่งขึ้น.
สั่งซื้อหนังสือ “แค่ปฏิเสธเป็นชีวิตก็ดีขึ้นหลายเท่า” (คลิ๊ก)







![ทฤษฎี Elliott Wave (อีเลียตเวฟ) คืออะไร [แบบละเอียด] ทฤษฎี Elliott Wave](https://www.lucid-trader.com/wp-content/uploads/2020/12/ทฤษฎี-Elliott-Wave-218x150.png)

![ทฤษฎี Wyckoff Logic คืออะไร [แบบละเอียด] Wyckoff Logic](https://www.lucid-trader.com/wp-content/uploads/2020/10/Wyckoff-Logic-218x150.png)




