Linear scale and Log scale

นักเทคนิคบางคนยังไม่รู้เลย Log scale ไว้ทำไร ??

มาดูวิธีการใช้ Linear scale กับ Log scale กันแบบง่ายๆใสๆสไตล์ลูสิก ให้เห็นความแตกต่างกันแบบชัดๆ

• Linear scale : ใช้กับกราฟธรรมทั่วไป (ปกติโปรแกรมดูกราฟทั่วไปจะ set เป็นค่า Default อยู่แล้ว)
• Log scale : ใช้เวลาดูกราฟพวกที่ราคาวิ่งต่างโซนกันมากๆ เช่น

กราฟตัวอย่าง หุ้น TASCO ในภาพราย month
– เมื่อปี 09 ราคาวิ่งแถวโซน 1 บาท
– ส่วนปี 2011 ขึ้นมาวิ่งแถว 5 – 7 บาท
– และปี 2015 ขึ้นไปวิ่งถึง 40 บาท

*ซึ่งหากเราใช้กราฟ Lincear scale จะเห็นการเคลื่อนไหวของกราฟทางซ้ายมือ คือ Linear scale เราแทบจะมองไม่เห็นถึงการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นตั้งแต่ต้นเลย จนถึงปี 2015 พูดง่ายๆคือเห็นเป็นเส้นแนวนอน
*แต่หากเราปรับไปใช้เป็น Log scale จะเห็น Movement ของราคาในช่วงก่อน 2015 กลับขึ้นมาแทบทั้งหมด ….

ประโยชน์ของ Log scale :
1. สะท้อนการตีเส้นแนวโน้มได้ดีกว่า
2. วัดเป้าของ Price Patterns ในกรณีทะลุ “ลง” ได้สมเหตสมผลมากกว่า เช่น ราคาเกิดรูปแบบ H&S โดยทะลุเส้น Neck line ที่ 5 บาท วัดระยะการลงได้ 7 บาท แสดงว่าเป้าหมายของรูปแบบนี้อยู่ที่ -2 บาท … ซึ่งเหตุการณ์นี้จะไม่เกิดขึ้นในการใช้ Log scale

เรื่องวิธีการคำนวณใครอยากรู้คอมเม้นท์มาถามกันได้นะครับ

นักเทคนิคดังๆอย่าง Martin J. Pring บอกว่าเขาได้ใช้ Log scale ตลอดเวลาดูกราฟทางเทคนิค


Log scale
Linear scale เป็นการ Plot ราคาในแกน Y (แกนราคา ที่เป็นแนวดิ่ง) ที่มีช่วงระยะห่างของราคาที่เป็นสัดส่วนเท่าๆกัน เช่น ห่างช่วงละ 5 หน่วย คือ 0 > 5 > 10 > 15 > 20
– แต่ให้สังเกตการเปลี่ยนแปลงของช่วงราคาดังกล่าวจะไม่เท่ากัน
– ช่วง 5 ไป 10 เปลี่ยนแปลง +100%
– ช่วง 10 ไป 15 เปลี่ยนแปลง +50%
– ช่วง 15 ไป 20 เปลี่ยนแปลง +33.33%

ส่วน Log scale ในแกน Y (แกนราคา) จะ Plot ช่วงระยะห่างของราคาคิดตามสัดส่วนของอัตราการเปลี่ยนแปลงที่เป็น % (โดยทั่วไปใน Log scale จะใช้ฐาน 10)
– เหมือนเดิม ช่วง 5 ไป 10 เปลี่ยนแปลง +100%
– ช่วง 10 ไป 15 เปลี่ยนแปลง +50%
– จะเห็นว่าราคาเพิ่ม 5 บาทเท่ากันก็จริง แต่ % การเปลี่ยนแปลงไม่เท่ากัน ในส่วนของ log scale จะให้ช่วงราคาของ 5 ไป 10 กว้างกว่า 10 ไป 15 เพราะดูจาก % การเปลี่ยนแปลง