Average Directional Index (ADX)

ADX เป็น Indicator ที่ถูกพัฒนาโดย Welles Wilder (ผู้คิดค้น ATR , RSI , Parabolic SAR) ซึ่งจะประกอบด้วย 3 เส้น คือ

  1. Plus Directional Indicator (+DI) … บ่งชี้ถึงทิศทางฝั่ง + ของราคา
  2. Minus Directional Indicator (-DI) … บ่งชี้ถึงทิศทางฝั่ง – ของราคา
  3. Average Directional Index (ADX) … เฉลี่ยส่วนต่างของ +DI และ -DI

ซึ่ง +DI และ -DI จะเป็นตัวที่ไว้บอกถึง “แนวโน้ม” ราคา ว่าในช่วงนั้นมีทิศทางเป็นอย่างไร (เป็น + หรือ -) ส่วน ADX จะเป็นตัวที่คอยตอกย้ำถึงแนวโน้มช่วงนั้นว่า “แข็งแกร่ง” จริงหรือไม่ (ADX ไม่ได้บอกทิศทาง บอกแค่ว่า แข็งแกร่ง หรือ ไม่แข็งแกร่ง)

เจ้า +DI และ -DI สองตัวนี้ เมื่อรวมกันปกติจะเรียกกันว่า
Directional Movement Indicator (DMI)

ดังนั้นถ้าเรานำ 3 ตัวเหล่านี้มารวมกัน ก็จะสามารถอธิบายถึง ทิศทางของแนวโน้ม และ ความแข็งแกร่งของแนวโน้มได้

สูตรการคำนวณ

… อาจจะค่อนข้างซับซ้อน แต่ถ้าเจาะลึกทีละตัวจะเข้าใจได้ง่าย

วิธีการคำนวณจะเริ่มจาก

  1. คำนวณ True Range , +DM และ -DM … วิธีการคำนวณอยู่ด้านล่าง
  2. คำนวณผลรวมของ True Range , +DM และ -DM … ค่ามาตรฐานในการรวมอยู่ที่ 14 วัน
    จะได้ TR14 , +DM14 และ -DM14
  3. หาค่า +DI และ -DI
    …. โดย +DI = +DM14 / TR14
    …. และ -DI = -DM14 / TR14
  4. ส่วนค่า ADX เป็นค่าเฉลี่ย 14 วันของ DX
    โดยที่ DX มาจาก
    DI 14 Diff / DI 14 SUm
    หรือ
    (ส่วนต่างของ +DI และ -DI) หารด้วย (ผลรวมของ +DI และ -DI)

การคำนวณ True Range

เราคิดเขียนไว้ในบทความก่อนหน้า สามารถเข้าไปดูได้
https://www.lucid-trader.com/atr-indicator/

การคำนวณ DMI (+DM และ -DM)

+DM (Plus Directional Movement) จะคำนวณเมื่อ ราคา High ปัจจุบัน (Current High) ลบ High ของวันก่อนหน้า (Prior High) มีค่ามากกว่า ราคา Low วันก่อนหน้า (Prior Low) ลบ Low ปัจจุบัน (Current Low) … โดยเมื่อ High ปัจจุบัน ลบ High ก่อนหน้า มีค่าเป็น บวก จะถูกมาคำนวณ แต่ถ้าหากเป็น ลบ จะให้ค่าเป็น 0

-DM (Minus Directional Movement) จะคำนวณเมื่อ Low ก่อนหน้า (Prior Low) ลบ Low ปัจจุบัน มีค่ามากกว่า High ปัจจุบัน (Current High) ลบ High วันก่อนหน้า (Prior High) … โดยเมื่อ Low ก่อนหน้า ลบ Low ปัจจุบัน มีค่าเป็น บวก จะถูกมาคำนวณ แต่ถ้าหากเป็น ลบ จะให้ค่าเป็น 0

… ถ้าเกิดกรณี +DM และ -DM ได้เป็นเป็นบวกทั้งคู่ จะเลือกคำนวณเฉพาะค่ามากกว่า และให้ค่าเป็นฝั่งนึงเป็น 0
… ถ้าเกิดกรณี +DM และ -DM ให้ค่าเป็นลบทั้งคู่ จะตีค่าเป็น 0 ทั้งคู่

การคำนวณอาจจะค่อนข้างซับซ้อน แต่ลองมาดูตัวอย่างจริง จะเห็นภาพมากขึ้น

ตัวอย่างการคำนวณจริงของ +DM และ -DM

เป็นตัวอย่างการคำนวณ +DM และ -DM ใน 4 รูปแบบ

  1. ซ้ายมือสุด … กระโดดเปิด Gap
  2. ถัดมา … แท่งเทียนลักษณะ Outside bar
  3. ถัดมาลำดับที่ 3 … เกิดลบรุนแรง
  4. ขวามือสุด … แท่งเทียนลักษณะ Inside bar

ย้ำ
… ถ้าเกิดกรณี +DM และ -DM ได้เป็นเป็นบวกทั้งคู่ จะเลือกคำนวณเฉพาะค่ามากกว่า และให้ค่าเป็นฝั่งนึงเป็น 0
… ถ้าเกิดกรณี +DM และ -DM ให้ค่าเป็นลบทั้งคู่ จะตีค่าเป็น 0 ทั้งคู่

ตารางการคำนวณ

Excel การคำนวณ

ลองพยายามเข้าไปดูสูตรในแต่ละช่องในตาราง Excel ก็จะเข้าใจถึงที่มาของการคำนวณทั้งหมด

การตีความหมาย

อย่างที่กลางไว้ตอนต้น +DI และ -DI ไว้ดูทิศทางของราคา ส่วน ADX จะเป็นตัวยืนยันความแข็งแกร่งของแนวโน้มในช่วงนั้น

ต้องบอกก่อนว่า คุณ Wilder ในตอนแรกที่คิดเครื่องมือนี้ เขาได้คิดไว้เพื่อการเทรดพวกสินค้า Commodity และ Currency แต่ในปัจจุบันเทรดเดอร์ส่วนมากนำมาประยุกต์ใช้กับการเทรดหุ้น เนื่องจากเห็นว่าหุ้นบางตัวก็มีลักษณะการเคลื่อนไหวแบบสินค้าพวก Commodity และ Currency

การดูความแข็งแกร่งของแนวโน้ม : ADX

ADX จะคอยบอกเราว่าทิศทางในช่วงนั้นเป็นแนวโน้ม (strong trend) หรือ ไม่เป็นแนวโน้ม (no trend)

การที่ราคาเคลื่อนไหวเป็นอย่างมีแนวโน้มจะทำให้เวลาเราเทรดสามารถรันเทรนและเก็บกำไรได้ดีกว่าช่วงที่ราคาไม่เป็นแนวโน้ม

Wilder แนะนำว่าในช่วง Strong trend คือช่วงที่ค่า ADX > 25
ส่วนช่วงที่ no trend คือช่วงที่ ADX < 20

เนื่องจากคำแนะนำนี้มีช่วง Wilder ไม่ได้ให้ความหมาย (20-25) หรือที่เรียกกันว่า Grey Zone ดังนั้น นักเทคนิคส่วนมากจึงปรับมาใช้ระดับที่ 20 เป็น Key level แทน

ดูทิศทางของราคา : +DI / -DI (DMI)

Buy Signal จะเกิดเมื่อ +DI ตัด -DI ขึ้น
ส่วน Sell Signal จะเกิดขึ้นเมื่อ -DI ตัด +DI ลง
… และขณะเดียวกัน ADX ต้องอยู่เหนือระดับ 25 (ตามคำแนะนำของ Wilder)
… Stop loss ที่ระดับ Low ของ Signal Day (กรณี Buy ส่วน Sell ก็ใช้ระดับ High แทน)

เครื่องมือ ADX และ DMI เป็น Indicator ที่ครบเครื่องเลยทีเดียว สามารถวัดได้ทั้งทิศทาง และ ความแข็งแกร่งของแนวโน้ม ภายในเครื่องมือเดียว ซึ่งมีน้อย Indicator นักที่สามารถทำได้ จึงถือว่าเป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพในหมู่นักเทคนิค

แหล่งข้อมูลอ้างอิง